แค่เสื้อผ้าชุดนี้ก็เพียงพอแล้ว เนื้อผ้าดีขึ้นมาหน่อย งานปักก็ประณีตขึ้นอีก แต่เครื่องประดับชุดนี้ล้ำค่าเกินไป ติงเหว่ยจึงปฏิเสธว่า “แม่นม เก็บเครื่องประดับชุดนี้ไว้ก่อนเถอะ ในงานเลี้ยงมีคนมากมายหลายประเภท หากว่าทำหายไป คงเป็ความผิดมหันต์แน่ๆ”
แต่แม่นมาุโกลับยืนกรานพร้อมพูดด้วยรอยยิ้มว่า “มีคนติดตามอยู่ตลอดเวลาจะไปหายได้ยังไงกัน ถ้าหายไปจริงๆ ก็เป็เพราะเหล่าสาวใช้ไม่ได้ปรนนิบัติรับใช้อย่างเต็มที่ เดี๋ยวโบยพวกนางเป็การลงโทษก็พอแล้ว”
เมื่อได้ยินแม่นมาุโล้อเล่นแบบนี้ อวิ๋นอิ่งและคนอื่นๆ ก็พากันทำหน้าเศร้าร้องขอความเป็ธรรม สุดท้ายก็กึ่งขอร้องกึ่งบังคับให้นายหญิงรีบเปลี่ยนเสื้อผ้า ตังกุยก็ระดมความคิดเพื่อทำมวยผมที่แ่า แล้วเสียบปิ่นหยก ทำให้ดูมั่นคงและปลอดภัยขึ้นมาก
ต้องยอมรับว่า พระพุทธรูปต้องมีทองหุ้ม คนก็ต้องมีเสื้อห่อ [1] แม่นมกู่อยู่ในจวนอู่โฮ่วมาหลายสิบปี สายตาในการเลือกเสื้อผ้าและเครื่องประดับถือว่ายอดเยี่ยมเป็อย่างมาก
ติงเหว่ยมีหน้าตาที่ยามแรกเห็นอาจไม่ถือว่างดงามนัก แต่เมื่อดูนานๆ แล้วยิ่งสวยน่ามอง นิสัยก็อบอุ่นน่ารัก หากสวมใส่สีแดงหรือสีม่วงที่สดใสเกินไป กลับจะกลบความงดงามของนาง มีเพียงสีเหลืองอ่อน สีเขียวบริสุทธิ์และสีเขียวใสเท่านั้นที่เข้ากับสีผิวและลักษณะนิสัยของนาง
ทุกคนพากันชื่นชมด้วยความยินดี ทำให้แม่นมาุโยิ่งยิ้มด้วยความภาคภูมิใจ
เมื่อเห็นดังนั้นติงเหว่ยก็ไม่ปฏิเสธอีกต่อไป นางยิ้มขอบคุณแม่นม และสุดท้ายให้อวิ๋นอิ่งเก็บเสื้อผ้าและเครื่องประดับเอาไว้
กงจื้อิตั้งใจให้ลุงอวิ๋นหาชุดเครื่องประดับจากท้องพระคลังในวังหลวงมาให้ติงเหว่ยใส่คู่กับเสื้อผ้าโดยเฉพาะ แต่เมื่อเห็นชุดเครื่องประดับหยกเขียวนี้ เขากลับถือเครื่องประดับนั้นไว้ในมือและมองอยู่ครู่ใหญ่
ติงเหว่ยรู้สึกสงสัยจึงถามว่า “แม่นมกู่บอกว่านี่เป็ของที่ฮูหยินของท่านอู่โฮ่วคนก่อนทิ้งไว้ หรือว่ายังมีที่มาอะไรที่สำคัญไปกว่านี้อีกหรือ?”
กงจื้อิพยักหน้า เขาวางเครื่องประดับกลับไปอย่างระมัดระวัง แล้วจึงพูดว่า “ว่ากันว่าเครื่องประดับชุดนี้ทำจากหยกชิ้นใหญ่ที่ท่านปู่ของข้าได้มาระหว่างการทำศึก ท่านย่าของข้าชอบมันมาก และปกติจะไม่ค่อยนำออกมาใส่ ข้าเคยซนอยากจะเอามาเล่นตอนเด็กๆ แต่ท่านย่าก็ไม่ยอมให้ ท่านยังพูดกับข้าด้วยรอยยิ้มว่ารอให้ข้าแต่งงานในอนาคตแล้วค่อยเอาชุดเครื่องประดับนี้ไว้เป็สินสอด”
หลังจากพูดจบเขาก็มองไปที่ติงเหว่ย แล้วพูดด้วยรอยยิ้มว่า “ตอนนี้ได้มาถึงมือเ้าก็ถือว่าเป็การทำให้ท่านย่าของข้าได้สมปรารถนาแล้ว”
ติงเหว่ยเขินอายจนหน้าแดง นางรีบเอากล่องเครื่องประดับเก็บลงไปที่ก้นหีบ พลางบ่นว่า “ของล้ำค่าขนาดนี้ ข้าไม่กล้าเอาออกมาใส่หรอก ถ้าบังเอิญมีคนไม่ดีมารังแกข้าแล้วทำเครื่องประดับชุดนี้เสียหาย ข้าก็คงจะเจ็บใจแย่”
กงจื้อิคิดถึงข่าวที่เขาได้รับตอนเดินทางกลับมา แล้วขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะกำชับว่า “เวลาไปเยี่ยมจวนสกุลฟาง อย่ายอมให้ตนเองต้องถูกเอาเปรียบ”
“ไม่ต้องห่วง ข้าไม่ใช่คนที่จะยอมถูกข่มเหงแล้วไม่พูดอะไร”
ติงเหว่ยจ้องเขาด้วยความหมั่นไส้ แล้วเปลี่ยนเื่ไปคุยเื่จิปาถะอื่นๆ แทน เห็นได้ชัดว่านางไม่้าให้เขาเข้ามาเกี่ยวข้อง
เหมือนกับในยามาที่เหล่าสตรีถูกกันให้ออกไป สนามต่อสู้ของสตรีก็ขอกันให้บุรุษออกไปเช่นกัน หากนางอยากยืนเคียงข้างเขาในอนาคต นางจะต้องไม่กลัวคำวิจารณ์หรือคำดูถูกและการท้าทายใดๆ ไม่ใช่หรือ?
หากนางไม่สามารถจัดการเื่เล็กๆ แบบนี้ได้ นางจะเอาอะไรไปยืนหยัดเคียงข้างเขาและร่วมต่อสู้กับอุปสรรคและพายุฝนต่างๆ กันล่ะ?
กงจื้อิเดาความคิดของนางได้ ทั้งรู้สึกภูมิใจและสงสาร แต่ก็ไม่ได้กล่าวเตือนอะไรอีก
ไม่พูดถึงว่าทั้งสองมีความคิดต่างกันเพียงไร ขณะที่ในเรือนหลังของจวนอัครมหาเสนาบดี สาวใช้ในชุดสีน้ำเงินกำลังรายงานต่อฮูหยินของท่านอัครมหาเสนาบดีฟางว่า “ฮูหยิน บัตรเชิญของวังหลวงได้ถูกส่งไปแล้วเ้าค่ะ”
ฮูหยินฟางขมวดคิ้วแล้วดื่มยาจากถ้วยในมือ แม้จะพยายามระงับความรู้สึกไม่สบายในใจแต่ก็ทำเพียงพยักหน้าเล็กน้อย การดื่มยาเป็เื่ที่นางทำมานานจนชิน แต่รสชาติของมันก็ยังไม่น่าชื่นชอบเช่นเคย ราวกับว่าลิ้นถูกความขมครอบงำไปจนหมดนานแล้ว ไม่ได้ลิ้มรสอะไรใหม่ๆ เลย ซึ่งทำให้นางรู้สึกเศร้าในบางครั้ง
สาวใช้เห็นว่าสีหน้าของนายหญิงยังดูไม่เลวอยู่ จึงถามว่า “ฮูหยิน องค์หญิงองค์นั้นกับแม่นางติงจากจวนอู่โฮ่ว...เอ่อ ไม่คุ้นเคยกันนัก หากพวกนางเกิดทะเลาะกันในวันนั้น เราจะทำยังไงดีเ้าคะ?”
เมื่อได้ยินดังนั้นฮูหยินฟางไม่เพียงแต่ไม่กังวล แต่ในดวงตาทั้งสองข้างยังมีประกายของความตื่นเต้นแฝงอยู่ “ทะเลาะกันแล้วจะเป็อะไรไปล่ะ? พวกเราเป็เ้าบ้าน พวกนางเป็แขก ถึงแม้จะลือกันไปทั่ว แต่มันก็จะกลายเป็เื่ที่แขกรังแกเ้าบ้านอยู่ดี”
สาวใช้คิดแล้วก็เห็นด้วยกับสิ่งที่นายหญิงพูด จึงเก็บถ้วยแล้วถอยออกไป แต่นางกลับไม่รู้เลยว่า รอยยิ้มเ้าเล่ห์บนใบหน้าที่สงบนิ่งของฮูหยินฟางยิ่งชัดขึ้นเรื่อยๆ “จวนอัครมหาเสนาบดีนี้เงียบเหงามานานแล้ว มีคนมาแสดงละครให้ดูถึงที่จวน จะปฏิเสธได้ยังไงกัน?”
อาจเป็เพราะหลายคนมีความคิดเหมือนกับฮูหยินฟาง ดังนั้นเมื่อข่าวกระจายออกไปในเช้าวันถัดมา จึงมีคนอีกหลายกลุ่มที่ฝากคนมาขอบัตรเชิญ แน่นอนว่าในนั้นก็มีคนที่หวังจะประจบสอพลออยู่ด้วย แต่จวนสกุลฟางกลับไม่รับคำขอแม้แต่คำเดียว ถึงอย่างไรจวนอัครมหาเสนาบดีก็ถือว่าเป็ตระกูลใหญ่โต จะให้ใครเข้าๆ ออกๆ ราวกับตลาดได้อย่างไร
ขอข้ามเื่เล็กๆ น้อยๆ ไปก่อน จนกระทั่งถึงวันงานชุมนุมกวีของจวนสกุลฟาง วันนั้นอากาศสดใสมาก แสงแดดเหมือนจะอุ่นขึ้นกว่าวันก่อนๆ เล็กน้อย แม้แต่สีเขียวของต้นไม้ที่อยู่ไกลๆ ก็ดูเขียวขจีมากกว่าเดิม
เพิ่งจะเริ่มเข้ายามซื่อฉือ [2] ก็มีรถม้ามาถึงหน้าจวนอัครมหาเสนาบดี ฟางซิ่นยังคงสวมชุดคลุมยาว คาดผ้าคาดเอวจี้หยก และปักปิ่นที่ผม นอกเหนือจากนั้นก็ไม่มีเครื่องประดับใดๆ อีก แต่เมื่อเขายืนตรงประตูใหญ่กลับดูสง่างามมาก ราวกับต้นไม้หยกที่ยืนสูงตระหง่านอยู่ ทำให้สาวงามหลายคนที่นั่งอยู่ในรถม้าใจเต้นรัวเหมือนมีกวางน้อยวิ่งอยู่ในอกไม่มีผิด
ทุกครั้งที่เหล่าหญิงสาวออกจากบ้าน มักจะมีชายหนุ่มในครอบครัวติดตามมาด้วย วันนี้เพื่อความสะดวก รถม้าของทุกบ้านก็มีบุตรหลานที่เป็บุรุษมาส่งด้วย ดังนั้นรถม้าของสตรีจึงตรงเข้าไปในส่วนหลังบ้าน ส่วนชายหนุ่มทั้งหลายก็ะโลงจากรถ ทักทายฟางซิ่นเล็กน้อย ก่อนจะเดินอย่างยิ้มแย้มเข้าไปในห้องหนังสือที่ถูกจัดเตรียมไว้ต้อนรับแขกที่เป็บุรุษ มีทั้งอาหาร เหล้า และการแสดงร่ายรำพร้อมสรรพ
เมื่อดวงอาทิตย์ค่อยๆ สูงขึ้น เวลาล่วงเข้าสู่่กลางยามซื่อฉือสตรีส่วนใหญ่ก็มาถึงกันเกือบครบ เหลือเพียงรถม้าของจวนอู่โฮ่ว และองค์หญิงชิงเฉิงจากในวังหลวงเท่านั้น
แต่ติงเหว่ยกลับไม่ได้ตั้งใจที่จะมาทีหลังเพื่อทำตัวโดดเด่นอะไร อันที่จริงเพราะมีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้นก่อนออกจากบ้าน เริ่มจากรถม้าที่เตรียมไว้เกิดเพลาหักไปเสียเฉยๆ ติงเหว่ยอยากจะนั่งรถม้าผ้าสีเขียวคันเล็กที่ตนคุ้นเคย แต่แม่นมาุโกลับไม่ยอมและให้เฉิงเถี่ยหนิวไปยืมรถม้าคันใหญ่ที่ใช้ม้าสี่ตัวจากในวังหลวงมาแทน
พอจะออกเดินทางอีกครั้งอันเกอเอ๋อร์กลับงอแงขึ้นมา ไม่ยอมปล่อยคอแม่ไม่ว่าจะเกลี้ยกล่อมอย่างไร หรือแม้แต่จะถูกตีที่ก้นไปหลายที เด็กน้อยก็ยังไม่ยอมปล่อยมือ ท่าทางเหมือนกับว่าแม่จะทิ้งเขาไปไกลแสนไกล ทำให้ใครเห็นก็อดสงสารไม่ได้
แม่นมกู่เป็คนแรกที่ออกปากขอร้อง “มิสู้พาคุณชายน้อยไปด้วยกันเถอะ ถือเสียว่าได้ออกไปแก้เบื่อเ้าค่ะ”
ติงเหว่ยได้ยินเสียงลูกชายสะอึกสะอื้นอยู่บนบ่า ก็อดสงสารไม่ได้ จึงยอมรับปากตาม “ถ้าอย่างนั้นก็รีบเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เขาเถอะ!”
ทุกคนช่วยกันเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เ้าเด็กอ้วนอย่างรวดเร็ว ล้างหน้าที่เลอะเทอะของเขาจนสะอาดสะอ้าน แล้วเปลี่ยนเป็ชุดใหม่ พอแม่นมกู่และเฉิงเหนียงจื่อเปลี่ยนเสื้อผ้าและเตรียมของจำเป็เสร็จ ก็เสียเวลาไปเกือบครึ่งชั่วยามแล้ว
ดังนั้นเมื่อรถม้าของจวนอู่โฮ่วมาถึงหน้าจวนสกุลฟาง ถนนสองข้างทางก็มีรถม้าจอดอยู่เต็มไปหมด เห็นได้ชัดว่าแขกคนอื่นๆ มาถึงเกือบครบแล้ว
ลุงจิ่งที่นั่งอยู่บนรถม้าหยิบป้ายคำสั่งที่เอวให้คนเฝ้าประตูของจวนสกุลฟางดู แล้วก็สั่งให้เฉิงเถี่ยหนิวรีบขับรถม้าเข้าไปข้างใน เฉิงเถี่ยหนิวกลัวจะทำให้นายหญิงและนายน้อยะเื จึงลงจากรถม้าแล้วจูงเชือกม้าไว้
แต่ในขณะนั้นเอง ก็มีรถม้าสีแดงเข้มคันหนึ่งที่ใช้ม้าสี่ตัวขับเข้ามาเหมือนกัน คนขับรถม้าคันนั้นไม่พูดอะไรสักคำ แต่ขับตรงเข้ามาหารถม้าของจวนอู่โฮ่วอย่างไม่สนใจใคร
เฉิงเถี่ยหนิวใ รีบดึงเชือกม้าเพื่อหลบไป แต่ประตูหน้าจวนอัครมหาเสนาบดีก็กว้างแค่นั้น ไม่สามารถให้รถม้าสองคันผ่านพร้อมกันได้ เห็นได้ชัดว่ากำลังจะชนกันแล้ว
ใครที่เห็นเหตุการณ์ต่างก็ร้องออกมาพร้อมกันด้วยความใ “ไอ๊หยา ระวัง!”
“ไอ๊หยา หยุดเร็ว!”
ในขณะที่รถม้าทั้งสองคันกำลังจะชนกัน คนขับรถม้าคันนั้นก็กระชากเชือกม้าอย่างแรงในทันที ทำให้รถม้าหยุดลงได้ในที่สุด และช่องว่างระหว่างรถม้าทั้งสองคันก็น้อยจนแม้แต่กำปั้นยังใส่เข้าไปไม่ได้
ทุกคนตกตะลึงจนเงียบกันไปพักใหญ่ แม้แต่ลมอุ่นๆ สามส่วน ของฤดูใบไม้ผลิก็ไม่สามารถละลายบรรยากาศตึงเครียดเ็าหน้าประตูได้
ลุงจิ่งที่เป็คนใจร้อนที่สุด เมื่อเห็นรถม้าของเ้านายตนเองเกือบถูกชนไหนเลยจะทนไหว เขาะโลงจากรถม้าแล้วกระชากตัวคนขับรถม้าคันนั้นพร้อมจะซัดหมัดใส่
ในตอนนั้นเอง แม่นมาุโที่แต่งกายหรูหราก็โผล่ศีรษะออกมาจากหน้าต่างรถม้าแล้วะโดุด่า “บังอาจ รถม้าบ้านไหนกล้าขวางทางขององค์หญิง!”
องค์หญิง องค์หญิงชิงเฉิง?
ทุกคนที่อยู่ตรงนั้นต่างก็ชะงักไปทันที แม้แต่กำปั้นของลุงจิ่งก็หยุดชะงักไปชั่วขณะ ดวงตาของแม่นมาุโเต็มไปด้วยความหยิ่งยโส นางกำลังจะลดม่านลง แต่เฉิงเถี่ยหนิวกลับก้าวไปข้างหน้า คว้าตัวคนขับรถม้าจากมือของลุงจิ่งแล้วเหวี่ยงเขาออกไปอย่างแรง
คนขับรถม้าคนนั้นยังไม่ทันได้ตั้งตัวก็ล้มลงไปอย่างแรงบนขั้นบันได เขาฟันหัก เืกำเดาไหล ดูน่าเวทนาไม่น้อย
“บังอาจ! เ้าบ่าวชั้นต่ำ!”
“เ้าต่างหากที่บังอาจ! ยายแก่ ถ้ากล้าก็ลงมาเลย!” ลุงจิ่งเห็นเฉิงเถี่ยหนิวปกป้องเ้านายได้ดีกว่าเขา ทำให้สีหน้าของเขาเป็สีแดงด้วยความรู้สึกอับอายและโกรธจัด เขาะโด่าเสียงดัง พร้อมจะกระชากตัวแม่นมาุโออกมา
แม่นมาุโใรีบถอยไป ทำให้เผยให้เห็นใบหน้าด้านข้างของหญิงสาวในรถม้าครึ่งหนึ่ง ความงดงามของใบหน้าที่เผยออกมาทำให้คนรอบข้างต่างอยากรู้อยากเห็นเป็ที่สุด
“ข้าจำได้ว่า คนในจวนอู่โฮ่วล้วนแต่เป็คนกล้าหาญและมีมารยาท วันนี้เหตุใดจึงทำตัวไร้มารยาทเช่นนี้? หรือเป็เพราะเปลี่ยนเ้านายคนใหม่แล้วงั้นหรือ?”
ก่อนหน้านี้ติงเหว่ยกำลังเล่นตัวต่อไม้อยู่กับลูกชาย ตัวต่อที่ทำจากไม้อ่อนทาด้วยสีสันสดใส ไม่มีกลิ่นแสบจมูก ดูแปลกใหม่ และเล่นถนัดมือทำให้เ้าเด็กอ้วนชื่นชอบมาก
ดังนั้น ตอนเกิดเหตุรถชนแม้จะรู้สึกเป็กังวลอยู่บ้าง แต่นางก็ไม่ได้รับาเ็อะไร
แต่เมื่อได้ยินว่าคนที่อยู่ในรถม้าตรงหน้าคือองค์หญิงชิงเฉิง และองค์หญิงก็ออกปากตำหนิคนรับใช้ของจวนอู่โฮ่วว่าไร้มารยาท หากนางยังไม่ออกปากตอบโต้ก็คงจะถูกดูถูกอย่างแน่นอน
“เื่ของมารยาท เป็สิ่งที่ใช้กับคนที่เป็มิตรและรู้จักกันดี แต่ถ้าจะใช้กับคนชั่วช้าที่คิดจะทำร้ายคนอื่น หากยังพูดถึงมารยาทอยู่ ก็คงเป็การดูถูกตนเองแล้วกระมัง?
ข้าไม่รู้ว่าองค์หญิงมีงานอดิเรกเลี้ยงคนชั่วช้าเช่นนี้ด้วย แต่หากจะเลี้ยงไว้ข้างกายก็เพียงให้มันส่งเสียงบ้างก็พอ คราวหน้าอย่าปล่อยให้ออกมาทำร้ายคนอีก ไม่เช่นนั้นคนภายนอกอาจจะเข้าใจผิดว่าวันนี้เป็เพราะองค์หญิงสั่งให้คนชั่วช้าคนนี้ตั้งใจจะมาชนทำลายรถม้าของจวนอู่โฮ่วก็เป็ได้?”
แม้เสียงของติงเหว่ยจะไม่ดังมาก แต่ก็เพียงพอให้คนรอบข้างได้ยินอย่างชัดเจน ทุกคนเห็นชัดว่าเมื่อครู่คนขับรถม้าคันนั้นจงใจขับเข้ามาชน พอได้ยินคำพูดของนางแล้ว สายตาที่มองไปยังรถม้าขององค์หญิงก็เริ่มมีความสงสัยขึ้นมาสามส่วน
-----------------------------------------
[1] พระพุทธรูปต้องมีทองหุ้ม คนก็ต้องมีเสื้อห่อ 人靠衣装,佛靠金装 หมายถึง คนเราจะดูดีได้ก็เพราะลักษณะภายนอก เหมือนกับที่พระพุทธรูปจะดูน่าเลื่อมใสได้ก็อยู่ที่ทองที่ทาหรือหุ้มภายนอก ดังนั้นคนจะดูดีได้อยู่ที่เสื้อผ้าการแต่งกายด้วย หรือคล้ายกับสำนวนไทยที่ว่า ไก่งามเพราะขน คนงามเพราะแต่ง
[2] ยามซื่อฉือ 巳时 หมายถึง ่เวลา 09:00 น. - 11:00 น.
