ขณะมู่จื่อรั่วก้มหน้าเอียงอาย นางแกล้งช้อนั์ตาคู่สวยอย่างไม่ได้ตั้งใจ สายตาไปหยุดอยู่ที่องค์ชายสามเหยียนอี้เลี่ย เขารูปร่างสูงโปร่ง สวมฉางเผา [1] สีน้ำตาล ชายแขนเสื้อปักลายดิ้นทอง หน้าตามุ่งมั่น หล่อเหลาคมสัน บุคลิกโดดเด่น และมีรอยยิ้มมุมปากที่ทำเอาต้องหน้าแดงไปถึงหูด้วยความขวยเขิน
นางรำพึงกับตัวเอง แม้เฟิ่งเจาเกอเพียบพร้อม ทว่าตนแทบไม่เคยพบเขา ครั้งก่อนที่เจอก็เห็นจากไกลๆ เท่านั้น อีกทั้งทุกสิ่งที่เคยได้ยินเกี่ยวกับเขาล้วนเป็คำบอกเล่าจากปากของมารดาและผู้อื่น รูปงามจริงหรือไม่ก็ยังไม่เคยเห็นด้วยตา กลับกัน นางได้พบองค์ชายสามผู้นี้ทุกครั้ง เมื่องานเลี้ยงชมดอกไม้ปีก่อน ตนแสดงระบำแขนเสื้อ องค์ชายสามนี่เองที่เป็ผู้เป่าขลุ่ยบรรเลงดนตรีให้ นางจึงประทับใจในตัวเขามาโดยตลอด น่าเสียดายที่มารดาของเขามีฐานะต่ำต้อยเกินไป หลังมารดาล่วงลับก็ถูกมอบให้พระสนมเอก เดิมทีจะมอบให้ฮองเฮา ผู้เป็ถึงพระมารดาแห่งวังหลวงทรงชุบเลี้ยง ทว่าพระนางมีเฟิ่งเจาเกอเสียแล้ว เนื่องด้วยเกรงใจฝ่ายแคว้นอี้ ย่อมต้องส่งเหยียนอี้เลี่ยเข้าตำหนักพระสนมกุ้ยเฟยแทน และกลายเป็คนสนิทใกล้ชิดองค์ชายห้า แต่เพราะเหตุนี้ด้วยเช่นกัน ที่ทำให้เขามีโอกาสครองบัลลังก์ในอนาคตน้อยนิดเหลือเกิน
ระหว่างกำลังครุ่นคิด มู่จื่อรั่วเงยหน้าขึ้นช้าๆ ดวงตาพริ้มพรายเหลียวมององค์ชายห้าเหยียนอี้หราน นวลแก้มขึ้นสีระเรื่อ ท่าทีนุ่มนิ่มน่าเอ็นดูเช่นนี้ทำให้องค์ชายห้าที่เคลิบเคลิ้มในตอนแรกตกตะลึง
ชั่วขณะที่มู่จื่อรั่วเหมือนจะมองมา แววตาของเหยียนอี้เลี่ยก็ยิ่งลึกล้ำ เขาพิศดูนางอย่างเงียบๆ เป็หญิงงามโดยแท้จริงนั่นแล ไม่แปลกใจที่เสียนกุ้ยเฟยหมายมั่นปั้นมือจะตบแต่งนางให้องค์ชายห้า มิหนำซ้ำนางยังเป็บุตรีคนโตในชายาเอกเหิงชินอ๋อง แม้บัดนี้มารดาของนางเป็เพียงชายารอง ทว่าตำแหน่งชายาเอกเว้นว่างมาโดยตลอด มารดานางย่อมเท่าเทียมเสมอชายาเอกไปโดยปริยาย
และมารดานางยังเป็บุตรีของเสนาบดีกรมยุติธรรมที่ถูกแต่งตั้งเป็จวิ้นจู่แล้ว พื้นเพวงศ์ตระกูลไม่ธรรมดา หากในภายภาคหน้าได้รับการสนับสนุนจากเหิงชินอ๋อง โอกาสครองบัลลังก์จะเพิ่มมากขึ้นทีเดียว
พระบิดาของเขาเชิดชูเหิงชินอ๋องยิ่งนัก ไม่ว่าความคิดเห็นอะไรล้วนแล้วแต่รับฟังเหิงชินอ๋อง สตรีคุณสมบัติเช่นนี้ บางทีเขาควรคว้ามาไว้ในมือให้ได้
ส่วนองค์ชายห้า หมูโง่นั่นไม่คู่ควรกับผู้หญิงแบบนี้ ถึงเวลานั้นตนแค่ใช้เล่ห์กลนิดหน่อยก็ทำให้เขาถอดใจได้แน่
มู่จื่อรั่วภาคภูมิใจกับการสรรเสริญเยินยอของทุกคน
“สมแล้วที่เป็บุตรสาวเหิงชินอ๋อง งามเลิศไร้เทียมทานจริงๆ”
“อายุเพียงสิบสองก็ได้ฉายายอดหญิงงามแห่งเมืองหลวง จะด้อยได้อย่างไรเล่า”
“ได้ยินว่าเป็ที่หนึ่งในงานชมดอกไม้ปีก่อน ที่สองเป็ใครกัน”
“บุตรีคนโตของจวนไป๋ ไป๋ชิงโหรว”
“อ๋อ คุณหนูผู้นั้นสินะ แค่อาศัยบารมีมู่จื่อรั่วนั่นแหละ”
“พูดถึงโจโฉ โจโฉก็มา”
บรรดาสตรีวิพากษ์วิจารณ์กันไปต่างๆ นานา แน่นอนว่ามีคนตาดีเห็นไป๋ชิงโหรวค่อยๆ กรีดกรายย่างเข้ามา
เดิมทีไป๋ชิงโหรวตั้งใจจะเดินอย่างสงวนกิริยา ทว่าครั้นได้รับสายตาของผู้คนนับไม่ถ้วน นางเชิดคางขึ้นเล็กน้อยทันที ราวกับกลัวว่าคนอื่นจะมองไม่เห็นชุดที่นางสวมอยู่
ที่ไหนได้ มีบางคนในกลุ่มสตรีเ่าั้รู้ประวัติของชุดที่นางใส่ สีหน้าเปลี่ยนเป็อาการใฉับพลัน “นี่มิใช่ชุดที่อดีตฮองเฮาราชวงศ์ก่อนทรงก่อนสิ้นรึ...”
“ก็ใช่น่ะสิ อัปมงคล”
“อยู่ห่างนางหน่อยเถิด จะได้ไม่พลอยอับโชคไปด้วย”
ถึงชุดนั่นจะดูดี ทว่าการแต่งกายด้วยเสื้อผ้าของฮองเฮาในอดีตที่สิ้นพระชนม์ไปแล้วมาร่วมงานเลี้ยงชมดอกไม้ อีกทั้งผัดหน้าทาปากจัดจ้านเช่นนี้ นางจึงกลายเป็ที่ไม่ชอบใจของทุกคน
พระสนมกุ้ยเฟยที่อยู่บนบัลลังก์ทรงเกียรติย่อมได้ยินเสียงสนทนาจากบรรดาสตรี สีหน้าไม่สบอารมณ์เป็อย่างยิ่ง
“หม่อมฉันไป๋ชิงโหรวคารวะพระสนมกุ้ยเฟย...”
“ชุดที่เ้าใส่นี่...”
“ทูลพระสนม ชุดนี้คือชุด ...” ในขณะที่ไป๋ชิงโหรวกำลังอิ่มอกอิ่มใจเพราะหลงคิดว่าพระสนมกุ้ยเฟยจะชมเชย น้ำเสียงเย็นเฉียบของเสียนกุ้ยเฟยก็ดังขึ้นอีกครั้ง
“สามหาว! กล้าใส่ชุดนี้ ทั้งยังปักปิ่นหยกของข้ามาร่วมงานชมดอกไม้ หมายความว่าข้าจะถูกฝัง [2] เหมือนฮองเฮาองค์ก่อนหรือ!”
วาจาของเสียนกุ้ยเฟยสิ้นสุดพร้อมกับถ้วยชาใบหนึ่งที่ร่วงลงพื้น ไป๋ชิงโหรวรู้สึกเจ็บหน้าผาก บนหน้าผากนั้นเกิดแผลขนาดใหญ่ทันที เืแดงฉานไหลเป็ทาง
“โอ๊ย—”
ไป๋ชิงโหรวเจ็บจนไม่สนใจภาพลักษณ์ใดๆ ทั้งสิ้น นางกุมาแไว้ ใบหน้าเล็กซีดเผือด ส่ายศีรษะไปมาไม่ต่างจากเขย่าป๋องแป๋ง [3]
“หม่อมฉันมิได้...”
“ไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น? ปิ่นบนผมเ้าเป็ของที่ข้าให้แก่แม่เ้า ดูตอนนี้สิ มันมาอยู่บนศีรษะเ้าแล้ว เจตนาที่เ้าแต่งตัวเช่นนี้คืออะไร สาปแช่งให้ข้าไปตายหรือ”
เสียนกุ้ยเฟยแผดเสียงกระโชก ดวงหน้างามวิจิตรบูดเบี้ยวไปครู่หนึ่ง
“พระสนมกุ้ยเฟยใจเย็นก่อนนะเ้าคะ พระสนมกุ้ยเฟยได้โปรดใจเย็นก่อน” อวี๋ซื่อเห็นว่าสถานการณ์ไม่สู้ดีจึงรีบถลามาบังด้านหน้าของไป๋ชิงโหรว คุกเข่าจรดหน้าผากแทบพื้นเพื่อขอความเมตตาจากเสียนกุ้ยเฟย
นางรู้ดีอยู่แล้วว่าปิ่นเล่มนี้ได้รับประทานมาจากพระสนมกุ้ยเฟย นางมอบให้ไป๋เซียงจู๋ไปแล้วมิใช่หรือไร ไยจึงปักอยู่บนศีรษะของบุตรสาวตนแทน ซ้ำร้ายนางก็ไม่ได้สังเกตด้วย เป็เพราะเครื่องประดับบนศีรษะไป๋ชิงโหรวที่เยอะเกินไปแท้ๆ อวี๋ซื่อจึงไม่เห็นมันั้แ่แรก
เดิมอวี๋ซื่อตั้งใจจะรอจนไป๋เซียงจู๋มาถึง จากนั้นค่อยบอกว่าปิ่นปักผมของตนหายไป ทำให้ไป๋เซียงจู๋อับอายต่อหน้าธารกำนัล ไม่นึกว่าเื่ราวจะกลายเป็เช่นนี้ได้
ต่อให้พวกนางกล้าหาญเพียงใดก็มิบังอาจสาปแช่งพระสนมกุ้ยเฟยได้หรอก นี่คือโทษที่มีร้อยศีรษะยังไม่พอให้กุด
ตอนไป๋เซียงจู๋เพิ่งก้าวเท้าเข้าอุทยานหลวง นางมองเห็นเหตุการณ์นี้แต่ไกล อวี๋ซื่อเดินไปดึงปิ่นเล่มนั้นออกจากผมของไป๋ชิงโหรว แม้นโกรธเคืองเหลือทน ใบหน้าก็ยังคงอ่อนโยนโอบเอื้อ “ดูลูกสิ ไม่รู้เดียงสาเลยเสียจริง แอบเอาปิ่นของแม่มาได้อย่างไรเล่า นี่เป็สิ่งที่พระสนมกุ้ยเฟยทรงประทานให้เชียวนะ รอให้เ้าออกเรือนแต่งงานกับองค์ชายก่อน แม่ค่อยให้ลูกเป็สินเ้าสาว ของที่พระสนมกุ้ยเฟยประทานให้ อยู่ในสินเ้าสาวย่อมเป็เกียรติ พระสนมกุ้ยเฟยเ้าคะ เด็กคนนี้แค่เห็นว่าปิ่นหยกที่พระสนมประทานให้สวยตระการตาดี จึงทำเช่นนี้ลงไป วอนพระสนมเมตตานางสักครั้งเถิดเ้าค่ะ”
เมื่อได้ฟังคำอธิบายของอวี๋ซื่อ สีหน้าของเสียนกุ้ยเฟยถึงคลายความพิโรธลงเล็กน้อย ทว่างานเลี้ยงชมดอกไม้หนนี้ไม่ต้อนรับสองแม่ลูกอีกต่อไป
“ในเมื่อมันเป็เื่เข้าใจผิด เช่นนั้นสำหรับชุดนี่คงไม่ใช่สินะ อย่าบอกข้านะว่าเ้าอวี๋ซื่อไม่รู้ประวัติความเป็มาของชุดนี้” ั์ตาของเสียนกุ้ยเฟยข่มขวัญทั้งที่น้ำเสียงเนิบนาบ
อวี๋ซื่อพยักหน้าหงึกๆ รู้สึกหนาวสันหลังขึ้นมา แต่ก่อนเสียนกุ้ยเฟยไม่สนใจเื่พวกนี้ บังเอิญที่ปิ่นนี่ดันปรากฏบนมวยผมของไป๋ชิงโหรวในเวลานี้ พวกนางคงอยู่ร่วมงานเลี้ยงชมดอกไม้ไม่ได้แล้ว
“ท่านป้าเ้าคะ ท่านป้าอย่าโมโหไปเลย น้องโหรวไม่ได้ตั้งใจแน่ๆ คราวหน้าคราวหลังก็ระมัดระวังให้ดีล่ะ” มู่จื่อรั่วเป็ตัวกลางไกล่เกลี่ยยามคับขัน
อวี๋ซื่อเห็นมู่จื่อรั่วช่วยแก้ต่าง รีบพยักเพยิดเออออตาม บอกว่าจะพาบุตรสาวกลับจวนไปอบรมเดี๋ยวนี้
เสียนกุ้ยเฟยเองก็ไว้หน้าจวนไป๋ ไม่ถือสาหาความอะไรอีก ปล่อยอวี๋ซื่อกับบุตรสาวไปโดยดี
ไป๋เซียงจู๋ที่อยู่ไกลออกไปเห็นทุกสิ่งเหล่านี้ชัดเจนแจ่มแจ้ง ตนในชาติก่อนถูกใส่ร้ายว่าลักขโมย หากตอนนั้นไม่ได้เหยียนอี้เลี่ยเสแสร้งยื่นมือเข้าช่วยไว้...
นึกไม่ถึงว่าแค่สลับกัน ไป๋ชิงโหรวกลับรอดตัวไปอย่างง่ายดาย ต้องยอมรับว่าการมีมารดาหน้าด้านอย่างอวี๋ซื่อนี้สร้างประโยชน์ให้ได้จริงๆ
ขณะอวี๋ซื่อกับไป๋ชิงโหรวจะออกจากวัง พวกนางเห็นไป๋เซียงจู๋กำลังมุ่งตรงมา ดวงตากลมโตถลึงจนแทบหลุดออกจากเบ้าในบัดดล
ไม่เคยคิดเลยว่าไป๋เซียงจู๋ตลบหลังพวกนางเข้าแล้ว
เชิงอรรถ
[1]长袍 ฉางเผา คือ ชุดยาวสำหรับบุรุษ
[2]ในที่นี้คือพิธีซวิ่นจั้ง (殉葬) เป็พิธีการฝังสมบัติต่างๆ ของผู้ตายลงในหลุมพร้อมกับศพ รวมไปถึงภรรยาและข้าทาสบริวารด้วย พิธีนี้แพร่หลายในหมู่ชนชั้นสูง มักพบในกรณีเมื่อจักรพรรดิต เหล่าชายาทั้งหลายตลอดจนข้าราชบริพารจะถูกฝังไปพร้อมกัน ไม่ว่าจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม เพื่อให้มั่นใจว่าคนตายจะมีความสุขสมบูรณ์พร้อมแม้ในโลกหลังความตาย
[3]拨浪鼓 ป๋องแป๋ง คือ เครื่องดนตรีและของเล่นพื้นบ้านชนิดหนึ่ง มีลักษณะเป็กลองสองหน้าขนาดเล็ก ห้อยลูกตุ้มสองฝั่ง เกิดเสียงเมื่อหมุนไปมา
