ฉินอวี่อุ้มลูกหมาป่าเอาไว้ และเดินเข้าไปในส่วนลึกของแดนสุสานอสูรอย่างไร้จุดหมาย โดยมีาาหมาป่าติดตามอย่างใกล้ชิด ตลอดทางจึงไม่มีอันตรายใดๆ
เมื่อเทียบกับาาหมาป่าที่กำลังถูกบังคับแล้ว หลิงเหยาดูเหมือนจะเป็ฝ่ายตั้งใจที่จะติดตามฉินอวี่
“ด้วยฐานการฝึกฝนของเ้า คงจะถูกนับว่าเป็บุคคลพิเศษผู้ทรงเกียรติสินะ ฮ่าๆ มีผู้ทรงเกียรติของสำนักเหยาฉือคอยคุ้มกัน เกรงว่าคงมีแต่ข้าเท่านั้นที่ได้รับเกียรติเช่นนี้” ฉินอวี่พูดฉะฉานไปตลอดทาง แต่ในใจของเขาแอบกังวล ยังไม่รู้ว่าหลิงเหยา้าติดตามเขาไปถึงเมื่อใด หากยังหาทางออกไม่ได้เช่นนี้ต่อไป ไม่เพียงแต่จะไม่มีเวลาฝึกฝนเท่านั้น แต่เขาอาจจะพลาดเวลาไปด้วย
“เริ่มรำคาญหรือ? สายเกินไปแล้วล่ะ ข้ามีเวลามากพอที่จะอยู่กับเ้าไปเรื่อยๆ” หลิงเหยาพูดอย่างเ็าพลางเหลือบมองฉินอวี่
ทำไมนางจะไม่อยากออกไปจากที่นี่? แต่ในเมื่อสยงท่าเทียนและหลี่เทียนจีหายไปแล้ว นางจึงเหลือเพียงทางเดียวคือจับตัวฉินอวี่ เพื่อซักถามเบาะแสของทั้งสองคน แต่ฉินอวี่ยังคงจับลูกหมาป่าเอาไว้ ทำให้นางไม่กล้าใช้ไม้แข็ง จึงได้แต่คอยติดตามฉินอวี่ไปอย่างจนใจ แน่นอนว่าในใจของนางเอาแต่คิดว่าสังหารฉินอวี่อย่างไร หลังจากได้เบาะแสของสยงท่าเทียนและหลี่เทียนจีอยู่ตลอดเวลา
“ข้าก็บอกไปแล้วว่าข้าเพิ่งจะพบกับพวกเขาสองคนตอนเข้าไปในแดนสุสานอสูร เ้าเชื่อหรือไม่? ข้าเองก็ไม่รู้ว่าพวกเขาจะไปไหนกัน” ฉินอวี่กล่าว
หลิงเหยาพูดอย่างประชดประชัน “ถ้าเชื่อแล้วจะทำไม ถ้าไม่เชื่อแล้วจะทำไม?”
“เ้าคงจะฝึกฝนวิชามรรคาเหยาฉือสินะ?” ฉินอวี่เปลี่ยนเื่อีกครั้ง และพยายามค้นหาจุดบกพร่องของหลิงเหยา
หลิงเหยาเยาะเย้ยและพูดต่อว่า “เ้าคิดว่าทำแบบนี้แล้วข้าจะปล่อยเ้าไปหรือ? ถ้าไม่พาตัวพวกเขามา เ้าอย่าได้คิดว่าจะหนีข้าพ้น” หากไม่ใช่เพราะเห็นแก่การรับปากพวกศิษย์น้องหญิงเอาไว้ หลิงเหยาก็ไม่อยากจะมาสิ้นเปลืองเวลามากมายเช่นนี้
“เ้าอยากรู้หรือไม่ ว่าทำไมข้าจึงถามถึงโจวเสวี่ยฉิง?” ฉินอวี่ถามด้วยดวงตากลมโต
หลิงเหยานิ่งเงียบไม่พูดจา แต่กลับสงสัยขึ้นมากในใจ นางได้รู้เื่เกี่ยวกับปรมาจารย์โจวเสวี่ยฉิงมาจากตำราโบราณ แต่นางไม่รู้จริงๆ ว่าฉินอวี่รู้เื่นี้ได้อย่างไร
“ไม่อยากรู้หรือ? อย่างนั้นก็ช่างมันเถอะ” ฉินอวี่หรี่ตามองหลิงเหยา และพูดอย่างเรียบเฉย
หลิงเหยาทำท่าทีเ็าแสร้งทำเป็ไม่อยากรู้
“จริงสิ วันที่อากาศร้อนเช่นนี้เ้าจะใส่ผ้าปิดหน้าทำไม? หรือเ้ามีรูปลักษณ์ที่ไม่อาจให้พบเห็นได้?” ฉินอวี่หยุดอย่างกะทันหัน จ้องมองหลิงเหยาและถามขึ้นมา
หลิงเหยานิ่งเงียบไม่พูดจา
“ก็ควรจะเป็เช่นนี้ ดูเหมือนเ้าจะมีคุณสมบัติที่น่าทึ่งเสียจริง ไม่เช่นนั้น สำนักเหยาฉือคงไม่ต้องมีข้อยกเว้นในการรับเ้า น่าเสียดาย แม้ว่าเ้าจะมีความสามารถที่น่าทึ่ง แต่กลับมีรูปลักษณ์ที่แย่ นี่คงเป็ความเ็ปที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเ้าสินะ? แม้เ้าจะเปลี่ยนรูปลักษณ์ได้ก็ไม่อาจจะเปลี่ยนแปลงจิตใจของเ้าได้ เป็เพราะตัวเ้าเองรู้ดีว่าเ้ามีหน้าตาเช่นไร...” ฉินอวี่พยายามทำให้หลิงเหยาโมโห
“ได้ยินมาว่าสำนักเหยาฉือมีวิชาเทพธิดาร่ายรำ ไม่ทราบว่าเ้าได้ศึกษามันหรือไม่ ถ้าอย่างไร เ้าช่วยร่ายรำวิชานี้ให้ข้าได้ดูสักหน่อยสิ ไม่แน่นะ ข้าอาจจะหลงใหลมันโดยที่ไม่สนใจหน้าตาของเ้าก็ได้...” ฉินอวี่จ้องดวงตาที่งดงามของหลิงเหยา และพูดอย่างเ้าเล่ห์
หลิงเหยาจ้องที่ฉินอวี่อย่างเ็า ในใจของนางเต็มไปด้วยความประหลาดใจและความโกรธ สิ่งที่น่าแปลกใจคือ ฉินอวี่รู้ว่าสำนักเหยาฉือมีวิชาเทพธิดาร่ายรำ และสิ่งที่โกรธคือ ในเมื่อฉินอวี่รู้จักวิชาเทพธิดาร่ายรำแต่ก็ยังให้ตนเองต้องร่ายรำวิชานี้อีก
อย่างไรก็ตาม ศิษย์ทุกคนของสำนักเหยาฉือ สามารถร่ายรำวิชาเทพธิดาร่ายรำให้กับคนได้เพียงคนเดียวตลอดชีวิต และบุคคลนี้จะต้องเป็คู่ฝึกฝนไปตลอดชีวิต
“เ้ารู้จักได้อย่างไร?” หลิงเหยาระงับความคิดภายในของนาง และถามอย่างเ็า
“ข้ารู้มากกว่านั้น อ้อจริงสิ ข้าได้ยินมาว่ามีวานราเสียชีวิตอยู่ที่นี่ พวกเราไปดูที่นั่นกันดีกว่า” เมื่อฉินอวี่เห็นว่าหลิงเหยาเริ่มอยากรู้อยากเห็น เขาจึงเปลี่ยนหัวข้อสนทนาทันที พูดพลางหันไปมองาาหมาป่า แต่กลับพบว่าดวงตาที่ของาาหมาป่าดูตื่นตระหนก และปรับทิศทางดวงตาไปยังด้านหนึ่งอย่างแน่นอน
“ไม่ได้ ที่แห่งนั้นคือพื้นที่ต้องห้าม เ้าไม่อาจเข้าไปได้!” าาหมาป่าพูดขึ้นเบาๆ
“พื้นที่ต้องห้าม?” ฉินอวี่กะพริบตา ก่อนหน้านี้ทิศทางที่าาหมาป่ากำลังมองไปนั้นอยู่ตรงกันข้ามกับที่หลี่เทียนจีได้ชี้เป้าหมายไว้ เป็ไปได้หรือไม่ว่า... จะเป็เหมือนกับที่สยงท่าเทียนผู้ปากพล่อยได้พูดเอาไว้? ตำหนักเต๋าอยู่ตรงข้ามกับทิศทางที่หลี่เทียนจีบอกไว้?
เมื่อคิดถึงเื่นี้ ดวงตาของฉินอวี่ก็กะพริบเล็กน้อย ตามคำกล่าวของหลี่เทียนจี อีกประมาณหนึ่งเดือนตำหนักเต๋าควรจะเปิดออก บางทีเขาอาจใช้โอกาสที่จะกำจัดทั้งสองคนได้
ทันใดนั้น ฉินอวี่ก็อุ้มลูกหมาป่าเดินตรงไปทางด้านหนึ่ง
หน้าอกของหลิงเหยากระเพื่อมขึ้นลง มองไปทางแผ่นหลังของหลิงเหยา ดวงตาที่สวยงามของนางเต็มไปด้วยความโกรธและความแค้นเคือง สองสามวันมานี้ เมื่อใดก็ตามที่ตนเองถูกกระตุ้นให้อยากรู้ ฉินอวี่ก็จะรีบเปลี่ยนประเด็นทันที สิ่งนี้ทำให้หลิงเหยาโกรธมาก ยามอยู่ในสำนักเหยาฉือมักจะคุ้นเคยกับการถูกคนห้อมล้อม แต่จู่ๆ ต้องมาพบคนอย่างฉินอวี่ ทำให้ในใจของหลิงเหยารู้สึกอึดอัดเป็พิเศษ แต่นางเป็คนดื้อรั้นจึงไม่ยอมแพ้เช่นกัน
หลิงเหยายังไม่ได้สังเกตเลยว่า จำนวนครั้งที่นางโกรธใน่สองสามวันที่ผ่านมานั้นมากกว่าผลรวมตลอดยี่สิบปีของนางเสียอีก
“อย่าให้ข้ามีโอกาสนะ มิฉะนั้น ก็คอยดูได้เลยว่าข้าจะทำอย่างไรกับเ้า” หลิงเหยาพูดอย่างขมขื่น
สามวันต่อมา
ฉินอวี่ยืนอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ในส่วนลึกของแดนสุสานอสูร มองไปยังพื้นที่เนินเขาที่ไม่มีที่สิ้นสุดเบื้องหน้าด้วยท่าทางแปลกใจ
เมื่อมองจากสีหน้าท่าทางของาาหมาป่า ที่แห่งนี้จะต้องเป็พื้นที่ต้องห้ามที่เขาพูดถึง และจะต้องเป็สถานที่เสียชีวิตของวานรา แต่สิ่งที่ทำให้ฉินอวี่ใก็คือกลุ่มเมฆดำที่หนาทึบซึ่งลอยอยู่เหนือเนินเขาตรงหน้า ทำให้ท้องฟ้าตรงหน้ามืดครึ้มไปไม่น้อย แม้ว่าจะยืนอยู่รอบนอก แต่ก็สามารถได้กลิ่นคาวเืที่ลอยออกมาได้อย่างชัดเจน
ที่สำคัญกว่านั้น ฉินอวี่กำลังยืนอึดอัดอยู่ที่นี่ และขนลุกซู่ไปทั่วทุกรูขุมขนอย่างควบคุมไม่ได้ ราวกับว่ามีอสูรร้ายที่ไม่มีใครเทียบได้อยู่ในส่วนลึกของเนินเขาแห่งนี้!
“อย่าเข้าไป! นี่เป็พื้นที่ต้องห้าม!” าาหมาป่าพูดอย่างเคร่งขรึม
“เ้าว่าอย่างไรนะ? มีอะไรอยู่ในนั้น?” ฉินอวี่หายใจเข้าลึกๆ แล้วถามออกไปทันที
“ข้าเองก็ไม่แน่ใจจริงๆ นี่คือสิ่งที่เผ่าหมาป่าสีครามของข้าเล่าต่อกันมา ข้าได้ยินมาว่าสถานที่แห่งนี้แต่เดิมเป็ตำหนักเต๋าของปีศาจที่ไม่มีผู้ใดเทียบได้ และวานราก็น่าจะตายอยู่ด้านใน” าาหมาป่ากระซิบ ในดวงตาสีเขียวจางๆ สั่นไหวด้วยความกลัว
“มีตำหนักเต๋าอยู่จริงๆ หรือ?” ฉินอวี่รู้สึกยินดี และอาศัยจังหวะเผลอของาาหมาป่าตรงเข้าไปยังพื้นที่เนินเขาทันที
“โฮก! หากเ้าจะเข้าไปข้างในก็คืนลูกของข้าให้ข้าก่อน!” าาหมาป่าคำรามเสียงดัง ฉินอวี่จะเป็หรือตายไม่ใช่เื่อะไรของเขา ถ้าฉินอวี่พาลูกหมาป่าเข้าไป จะเป็การทำร้ายลูกหมาป่า!
“าาหมาป่า เ้าคิดว่าข้าจะเข้าไปตายหรือ? ข้าแค่้าเข้าไปดู ข้าไม่เข้าไปลึกหรอก ไม่นานจะกลับออกมา” ฉินอวี่รีบเข้าไปด้วยความเร็ว ถ้าคืนลูกหมาป่าไป าาหมาป่าก็จะไล่ล่าตนเอง และยัง้าใช้ลูกหมาป่าสกัดขวางหลิงเหยา
“โฮก!!!” าาหมาป่าะโด้วยความโกรธ แต่ไม่ได้ไล่ตามฉินอวี่ไป เพียงแต่เดินไปรอบๆ จ้องไปที่ดวงตาของฉินอวี่ ทั้งโกรธทั้งดิ้นรนราวกับว่าเขาเกรงกลัวเนินเขาแห่งนี้เป็พิเศษ
การส่งเสียงคำรามครั้งนี้ของาาหมาป่า ทำให้ฝูงหมาป่าทางด้านหลังต่างส่งเสียงคำรามขึ้นพร้อมกัน และชั่วขณะหนึ่งนั้น เสียงหอนและคำรามของหมาป่าในส่วนลึกก็หายไป
หลิงเหยาเฝ้าดูฉินอวี่ที่กำลังเดินเข้าไป ดวงตาที่งดงามของนางเปล่งประกาย ริมฝีปากภายใต้ผ้าปิดหน้านั้นยกขึ้นเล็กน้อย จากนั้นนางก็ไล่ตามไปทันที
“วิ่งไปเลย ข้าอยากรู้ว่าเ้าจะวิ่งหนีไปได้ถึงไหน” หลิงเหยาเหาะขึ้นไปในอากาศ มองไปยังฉินอวี่ที่อยู่ด้านล่างพร้อมคำเยาะเย้ย
ฉินอวี่ลดความเร็วลงครู่หนึ่ง หรี่ตามองเหลิงเหยาที่อยู่กลางอากาศและพูดว่า “ข้าไม่ได้คิดจะหนี ข้าแค่อยากจะเข้าไปดูเท่านั้น”
“ไปตายเถอะ” ความขุ่นเคืองและความโกรธที่สะสมมาเป็เวลานานโพล่งออกมาทันที หลิงเหยาได้เรียกกระบี่ิญญาเล่มหนึ่งออกมาและฟันไปทางฉินอวี่ทันที
“เ้ายัง้ารู้หรือไม่ว่าทำไมข้าถึงถามหาโจวเสวี่ยฉิงผู้เป็ปรมาจารย์ของเ้า?” ฉินอวี่พูดอย่างกะทันหัน
กระบี่ที่กำลังฟันไปทางฉินอวี่หยุดลงอย่างกะทันหัน ดวงตาอันงดงามของหลิงเหยามองไปทางฉินอวี่ หน้าอกของนางกระเพื่อมขึ้นลงอย่างรุนแรง
“ก็ได้ ในเมื่อเ้าไม่อยากรู้ก็ช่างเถอะ อ้อจริงสิ เ้าเคยได้ยินเื่ใบปรุงยานิรันดรหรือไม่? นั่นเป็โอสถที่จะช่วยให้เ้าคงความสาวไว้ได้ตลอดกาล... ช่างเถอะ เ้าก็ไม่้าอีก อ้อ หากเ้าสังหารข้าตอนนี้ ข้าก็จะสังหารลูกหมาป่าตัวนี้ด้วยเสียเลย... าาหมาป่ายังคอยมองอยู่ตรงนั้น แม้ว่ามันจะเคารพในสถานะของเ้า แต่หากลูกของมันตายละก็ เกรงว่าคงจะไม่เอาเ้าไว้แน่... ถึงตอนนั้นอัจฉริยะผู้ทรงเกียรติของสำนักเหยาฉือ ก็จะตายอยู่ในแดนสุสานอสูร... หากข้าเป็เ้า หากคิดจะลงมือ ก็คงไม่ใช่ตอนนี้ นอกจากนี้... เ้าไม่้าตามหาสหายทั้งสองคนนั้นของข้าแล้วหรือ?” ฉินอวี่พูดไปชุดใหญ่ ในใจของเขายังรู้สึกเหมือนมีเหงื่อออกไปทั่ว หากหลิงเหยาผู้นี้ไม่สนใจอะไรทั้งสิ้นขึ้นมา เขาคงต้องตายอยู่ตรงนี้อย่างแน่นอน
การมีหลิงเหยาและาาหมาป่าคอยติดตามอยู่ตลอดทำให้ฉินอวี่เหมือนถูกมัดมือมัดเท้า เขามาถึงที่แดนสุสานอสูรเพื่อการฝึกฝน แต่เวลาที่ผ่านเลยไป เขาไม่ได้แม้แต่จะก้าวเข้าสู่ขั้นยุทธ์ระดับเก้า ดังนั้นเขาจึงต้องทำเช่นนี้
และเจตนากระตุ้นความอยากรู้ของหลิงเหยา ก็เพื่อลดทอนโอกาสการลงมือของนาง
หลิงเหยารู้สึกได้ถึงความโกรธในหัวใจที่พุ่งออกมาจากหน้าอกของนาง เมื่อเห็นใบหน้าที่สงบของฉินอวี่ นางแทบทนไม่ได้ที่จะสังหารฉินอวี่
แต่ทุกสิ่งที่ฉินอวี่พูดมาได้กระตุ้นหัวใจของหลิงเหยา โดยเฉพาะเื่โอสถที่ช่วยให้เป็สาวอยู่ตลอดกาล...
หลิงเหยาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ สองสามครั้ง พยายามระงับความโกรธแค้นในใจของตนเอง และจ้องตรงไปทางฉินอวี่ ก่อนจะพูดอย่างเ็า “ข้าให้เวลาเ้าร้อยลมหายใจ!”
ฉินอวี่ถอนหายใจด้วยความโล่งอก มุมปากของเขายกขึ้นเล็กน้อย แล้วพูดว่า “ทำไมเราไม่เดินไปคุยไปล่ะ?”