ถึงแม้หยางเฉินจะเป็คนถามเธอถึงเื่ในอดีต แต่โม่เชี่ยนนีก็ไม่อยากให้เขารับรู้และคิดถึงมันอยู่ดี
“ถ้าคุณคิดว่าคุณเล่าแล้วจะทำให้คุณเครียดหรือรู้สึกเสียใจขึ้นมาก็บอกผมเถอะครับ” หยางเฉินกล่าวด้วยเสียงนุ่มนวล “ถ้าคุณเชื่อใจผม ผมจะไม่มีทางทำให้คุณเสียใจอีกเป็อันขาด แต่การที่คุณเก็บมันไว้คนเดียวโดยที่ไม่ยอมให้ผมที่เป็คนรักของคุณรับรู้มันก็มีแต่จะทำให้คุณเจ็บมากกว่าเดิม ไม่มีความจำเป็ที่จะต้องทนและแบกรับมันตัวคนเดียวอีกแล้วนะครับ”
สีหน้าของโม่เชี่ยนนีดูโดดเดี่ยวและดูประหลาดใจ เธอไม่เคยคิดว่าคำพูดของหยางเฉินจะมีเหตุผลขนาดนี้มาก่อน
เมื่อหยางเฉินเห็นโม่เชี่ยนนีเงียบไปเขาก็รู้สึกเสียใจขึ้นมา ก่อนจะยิ้มขมขื่นขึ้น “ดูเหมือนว่าทางออกที่ดีคือ ผมควรจะเคารพความเป็ส่วนตัวของคุณสินะครับ ผมรู้ว่าคนเรามีพื้นที่สีเทาในจิตใจอยู่ พื้นที่ที่ไม่อยากให้คนอื่นได้รับรู้ ดูเหมือนว่าผมคงจะโลภมากไป...”
ในดวงตาของโม่เชี่ยนนีปรากฏประกายเล็กๆ ออกมา ร่างกายของเธอสั่นสะท้านเล็กน้อย
“คืนนี้คุณพักผ่อนก่อนเถอะครับ พรุ่งนี้ผมจะพาคุณกลับเอง” หยางเฉินพูดในขณะที่ลุกขึ้นยืน เขา้าที่จะออกจากห้อง
โม่เชี่ยนนีทำให้เขารู้สึกไม่สบายใจและอยากสูบบุหรี่ขึ้นมา เพื่อที่จะสงบสติอารมณ์ของตนเอง
ในตอนนั้นเองโม่เชี่ยนนีก็เอ่ยออกมาอย่างแ่เบา “หยางเฉิน...”
หยางเฉินหันกลับมามองเธออีกครั้ง “มีอะไรเหรอครับ หรือว่ายังเจ็บแผลอยู่?”
โม่เชี่ยนนีส่ายหัวแทนคำปฏิเสธ ดวงตาของเธอในตอนนี้ดูสุกใสราวกับคริสทัลบริสุทธิ์ “ฉัน... ขาหัก”
หยางเฉินรู้สึกถึงหัวใจของเขาที่กำลังเย็นยะเยียบอยู่ข้างใน เพียงแค่โม่เชี่ยนนีพูดว่าขาของเธอเคยหักมาก่อน มันก็ทำให้หยางเฉินรู้สึกว่าหัวใจของเขาอยู่ในกำมือของศัตรู
เธอยังไม่ได้เจาะจงกับรายละเอียดเื่นี้ เป็ไปได้หรือไม่ว่าอาจจะหมายถึงขาของคนอื่น?
หยางเฉินหันตัวกลับมานั่งข้างๆ โม่เชี่ยนนีอย่างรวดเร็ว เขาค่อยๆ นั่งลงโดยที่ไม่ทำให้แรงสั่นะเืไปถึงตัวของโม่เชี่ยนนีเลยแม้แต่น้อย จากนั้นหยางเฉินจึงดึงผ้าห่มไปคลุมส่วนล่างของโม่เชี่ยนนี
“อย่าให้ไอหนาวโดนตัว” หยางเฉินไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรออกมา เขารู้สึกเสียใจที่ทำให้โม่เชี่ยนนีต้องนึกถึงเื่ในอดีตอีกครั้ง
โม่เชี่ยนนียิ้มรับคำของเขา เธอไม่สามารถขยับตัวได้มากนักเนื่องจากอากาศกำลังเย็นจัดและต้องพักฟื้นาแที่ได้รับมา แต่มันก็เป็เื่ดีสำหรับเธอที่ได้เห็นหยางเฉินในมุมนี้
“นายจำที่ฉันบอกนายก่อนหน้านี้ได้มั้ย ตอนที่ฉันอายุ 13 ปี ตอนนั้นฉันต้องขโมยเงินจากกระเป๋าคนอื่นเพื่อหาเงินเดินทางมาที่จงไห่ ในตอนนั้นฉันชนเข้ากับท่านประธานคนก่อนของอวี้เหล่ย เธอเป็ย่าของรั่วซี ในตอนนั้นเธอแนะนำให้ฉันมาทำงานที่โรงแรมในสังกัดของเธอ ฉันได้รับหน้าที่ให้ล้างผักอยู่ในห้องครัวของโรงแรม ในตอนนั้นฉันตัวเล็กกว่าเด็กวัยเดียวกันมาก ทำให้ฉันกลัวว่าวันใดวันหนึ่งอาจจะต้องถูกส่งกลับบ้านเกิดเข้าสักวัน...”
หลังจากที่เขาฟังโม่เชี่ยนนีพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนแอ หยางเฉินก็ยังอดรู้สึกผิดขึ้นมาไม่ได้ “อย่าพูดเหมือนกับว่าเื่ราวในอดีตทั้งหมดเป็เื่น่าอับอายสิครับ”
“คุณไม่้าที่จะแบ่งความเ็ปนั้น มาให้ผมแบกรับมันบ้างเหรอ?”
“นั่น... ไม่ใช่... ฉันแค่...”
“ฟังที่ฉันพูดก่อน” โม่เชี่ยนนีเม้มริมฝีปาก แล้วยิ้มออกมาด้วยความอ่อนโยน “ในตอนนั้นฉันเรียนอยู่ที่โรงเรียนมัธยมและทำงานไปด้วย ในตอนที่ถึงเวลาต้องจ่ายค่าเทอมฉันมักจะมีเงินไม่พอจ่ายอยู่เสมอ นั่นทำให้ฉันต้องไปทำงานที่โรงแรมมากยิ่งขึ้น”
“แต่เ้าของโรงแรมมักจะเข้ามารังควานฉัน ในขณะที่ภรรยาของเขาก็จะด่าทออยู่ด้านหลัง บางครั้งก็ยังเข้ามาหาเื่กันซึ่งๆ หน้า จนในที่สุด มีอยู่วันหนึ่งที่ฉันไม่ทันระวังตัว ฉันถูกเขาจับเข้าไปไว้ในโกดังขนาดเล็ก เขาเข้ามาเพื่อพยายามทำเื่อย่างว่ากับฉัน... ในตอนนั้นฉันตั้งสติขึ้นมาได้ แล้วเตะใส่เขาอย่างแรงจากนั้นจึงวิ่งออกมา เ้าของโรงแรมโกรธแค้นฉันมาก เขาออกคำสั่งให้ตามจับตัวฉันโดยที่ใส่ร้ายฉันว่าไปขโมยของของโรงแรมออกมา แต่สุดท้ายฉันก็ถูกพนักงานของโรงแรมจับตัวเอาไว้ได้ เขาส่งฉันให้ภรรยาเ้าของโรงแรมโดยที่เธอพาฉันไปทรมานที่ด้านหลังด้วยความโหดร้าย ผู้หญิงคนนั้นใช้หมุดเล่มหนึ่งตอกเข้ามาที่น่องของฉัน จนมันเข้าไปหักคาอยู่ข้างในกระดูก...” ในที่สุดโม่เชี่ยนนีก็เอ่ยคำพูดที่ยากจะเอื้อนเอ่ยออกมา
หยางเฉินที่ยังคงนั่งฟังอยู่ใกล้กับเธอรู้สึกโกรธแค้นขึ้นมาทันที “สองคนผัวเมียนั่นยังอยู่ในจงไห่รึเปล่า?”
โม่เชี่ยนนีดูเหมือนจะรู้ว่าหยางเฉิน้าจะทำอะไรต่อ
“ไม่ได้อยู่แล้ว ท่านประธานย้ายพวกเขาออกจากบริษัท นอกจากนี้ท่านประธานใหญ่ยังเป็คนช่วยออกเงินค่าผ่าตัดทั้งหมดให้กับฉันด้วย ถ้าไม่ได้ท่านป่านนี้ฉันคงกลายเป็คนพิการไปแล้ว”
“ไม่ต้องสงสัยเลย คุณย่าของรั่วซีช่างเป็คนที่มีเมตตาต่อคุณจริงๆ” หยางเฉินพยักหน้าให้ด้วยรอยยิ้ม ถึงแม้ว่าย่าของหลินรั่วซีจะช่วยเธอเนื่องจากเห็นว่าโม่เชี่ยนนีน่าสงสารหรืออะไรก็ตาม แต่การที่ท่านช่วยเหลือเธอในยามที่ทุกข์ยากอีกทั้งยังเป็คนคอยดูแลรักษายามที่เธอาเ็ ทำให้โม่เชี่ยนนีสำนึกบุญคุณของเธอนับั้แ่นั้นมาจนถึงปัจจุบัน
ถ้าไม่มีท่าน โม่เชี่ยนนีก็คงกลายเป็ดอกไม้เฉาดอกหนึ่งที่ร่วงโรยลงบนพื้นดินโดยไม่มีผู้ใดใส่ใจ
“นายรู้ไหมว่าก่อนหน้านี้ฉันไม่คิดที่จะกลับมาเจอนายอีกครั้ง... แต่นายก็ยังคงวนเวียนอยู่ในบริษัทอยู่ตลอด นายทำให้ฉันไม่สามารถสลัดใบหน้าของนายออกไปได้ ลึกๆ แล้วฉันรู้ว่านายเป็สามีของรั่วซี ทั้งฉันและเธอต่างก็เหมือนพี่น้องที่รักใคร่กันมาตลอดแต่มันไม่ใช่กับความรัก ฉันคิดมาตลอดว่าที่ฉันยอมถอย ก็เป็เพราะฉันคิดถึงบุญคุณของท่านประธานคนก่อน ฉันไม่อยากให้ท่านรู้สึกว่าฉันไม่มีความยุติธรรมในเื่นี้ แต่มาถึงวันนี้ ต่อให้รั่วซีเป็คนบอกให้ฉันเลิกยุ่งกับนาย ฉันก็คิดว่ามันคงจะเป็เื่ยากที่ฉันจะยอมตกลง” โม่เชี่ยนนีกล่าวด้วยน้ำเสียงสบายๆ
หยางเฉินแค่นรอยยิ้มออกมา “บางทีคุณคงไม่จำเป็จะต้องออกมา อาจจะเป็ผมที่ต้องเดินออกมาก็ได้ ในเมื่อเธอไม่เคยเห็นผมอยู่ในสายตาเลย มีเพียงคุณเท่านั้นที่สำคัญในสายตาของผม”
โม่เชี่ยนนีเผยรอยยิ้มออกมา “ไม่แปลกหรอกที่ตอนแรกเธอจะยังไม่ยอมรับนายในทันที แต่จริงๆ แล้วมันก็เป็เื่ยากอยู่ดี ที่จะทำให้เธอยอมรับได้”
หยางเฉินยื่นมือออกไปจับมือของโม่เชี่ยนนีที่เนียนนุ่มและเย็นในเวลาเดียวกัน “ถ้าวันไหนคุณฝันถึงท่านประธานคนก่อน ผมฝากข้อความไปบอกเธอในความฝันด้วยนะ”
โม่เชี่ยนนีรู้สึกแปลกใจ “บอกว่าอะไรเหรอคะ?”
“ฝากบอกเธอด้วยว่าผมจะไม่ยอมปล่อยคุณไปจากผมแน่ แล้วก็บอกเขาด้วยว่าคุณไม่ผิด เป็ผู้ชายเลวๆ คนหนึ่งต่างหากที่มา่ชิงหัวใจของคุณไป” หยางเฉินกล่าว
น้ำตาสองสายค่อยๆ ไหลออกมาจากขอบตาของโม่เชี่ยนนี ถึงอย่างไรเธอก็ยังคงเป็ผู้หญิงที่อารมณ์ผันแปรได้ตลอดเวลา
หยางเฉินลูบผมเรียบของเธอด้วยความนุ่มนวล เขาสูดกลิ่นหอมที่มีเสน่ห์ของเธอเข้าไปอย่างช้าๆ
แต่หยางเฉินเองก็ไม่ได้คิดที่จะปลอบใจให้เธอหายร้องไห้แต่อย่างใด ในขณะเดียวกันเขาก็คิดว่าผู้หญิงนั้นจะงดงามที่สุดก็ในยามที่พวกเธอร้องไห้ออกมาด้วยความยินดี
“หยางเฉิน ฉันไม่เจ็บขาแล้ว” โม่เชี่ยนนีลังเลที่จะกล่าว
หยางเฉินพยักหน้าตอบเธอด้วยความดีใจ “ตอนนี้ดึกแล้ว เดี๋ยวผมจะสั่งอาหารมาให้คุณทานเอง เอาเมนูอะไรดีครับ?”
“ฉันบอกว่าฉันไม่เจ็บขาแล้ว” โม่เชี่ยนนียังคงพูดอย่างต่อเนื่อง
“ผมรู้ว่าคุณไม่เจ็บแล้ว ถ้าอย่างงั้นก็กินอาหารได้แล้วสิครับ” หยางเฉินกล่าว
โม่เชี่ยนนีเม้มริมฝีปากของเธออีกครั้ง “แต่นายเพิ่งถอดกางเกงฉันไปนะ”
“โอ้ แต่เื่นี้ก็ไม่ได้ทำให้คุณมีปัญหาอะไรนี่...” หยางเฉินพูดอย่างเชื่องช้า
“แต่นายมองเอวของฉัน เท้าของฉัน แม้กระทั่งทุกส่วนในร่างกายของฉัน นายก็มองเห็นมันหมดแล้ว” โม่เชี่ยนนีกล่าว
หยางเฉินรู้สึกว่าคำพูดของเธอดูจะแฝงความหมายแปลกๆ เอาไว้ อีกทั้งดวงตาของโม่เชี่ยนนีในยามนี้ยังดูงดงามเป็พิเศษมากกว่าก่อนหน้า ทำให้เขายิ้มขึ้นมาพร้อมทั้งพูดกับเธอ
“ถ้าอย่างนั้นเชี่ยนเชี่ยนน้อยก็สามารถมองร่างกายของผมทั้งหมดได้เหมือนกัน คุณอยากเห็นมั้ยล่ะ?”
โม่เชี่ยนนีเผยรอยยิ้มออกมาคู่กับสายตาที่ดูพร่ามัว “อยาก”
หยางเฉินกลืนน้ำลายลงคอด้วยความยากลำบาก ในที่สุดเขาก็ถอดชุดของตนทั้งหมดออกพร้อมทั้งโยนมันทิ้งไป
ในตอนนี้เขาไม่ได้ใส่อะไรเลยแม้แต่ชิ้นเดียว!
เมื่อโม่เชี่ยนนีเห็นอาวุธประจำตัวของหยางเฉินกำลังปรากฏต่อหน้าเธอ หัวใจของเธอก็เต้นรัวออกมาจนไม่อาจระงับได้
โม่เชี่ยนนีแกล้งทำเป็ปิดตาข้างหนึ่งในขณะที่อีกข้างยังคงลืมตา
“นายทำอะไร?! ฉันไม่ได้บอกให้นายถอดออกหมดสักหน่อย”
“ผมก็แค่ถอด คุณแค่มองเท่านั้น คุณจะกลัวอะไรล่ะครับ” หยางเฉินเลียริมฝีปากในขณะที่พูดอย่างชั่วร้าย
“ฉันแค่มองที่...” ทันใดนั้นใบหน้าของโม่เชี่ยนนีก็เห่อร้อนขึ้นมา “แล้วนายกำลังมองตรงไหนอยู่”
ภายใต้ผ้าห่มของโม่เชี่ยนนีที่ค่อยๆ ถูกเปิดออกอย่างช้าๆ เผยให้เห็นเรียวขาคู่งามกับกางเกงในเซ็กซี่สีม่วงแซมดำของเธอ...
ร่างกายของหยางเฉินแทบจะลุกเป็ไฟ เขาเลื่อนมือไปััใบหน้าของโม่เชี่ยนนีเล็กน้อย ก่อนจะย้ายไปหยุดอยู่ที่ปมรูปผีเสื้อของชุดชั้นในบนร่างของเธอ
“่นี้ค่อนข้างร้อน เชี่ยนเชี่ยนน้อย เราควรจะทำอะไรดีครับ?” หยางเฉินกระซิบเข้าที่ข้างหูของโม่เชี่ยนนีด้วยน้ำเสียงแ่เบา
โม่เชี่ยนนีรู้สึกอายอยู่เล็กน้อย ในขณะที่ใบหน้าของเธอกำลังเห่อร้อนขึ้นมากับคำพูดและลมหายใจของหยางเฉิน ที่ตกกระทบบนร่างของเธอ
“ถ้าร้อนก็ต้องถอดเสื้อผ้า...”
“คุณไม่เห็นเหรอว่าผมถอดออกหมดแล้ว?”
“นายถอดหมดแล้วแต่ฉันยังถอดไม่หมดนะ...”
ในที่สุดหยางเฉินก็ทิ้งตัวลงข้างโม่เชี่ยนนีบนเตียงนุ่ม
ชายหนุ่มโอบกอดร่างกายอันประณีตและนุ่มลื่นของเธอเอาไว้ในอ้อมอก พร้อมทั้งประกบริมฝีปากเข้ากับปากสีเชอร์รี่ของเธอ
เขาค่อยๆ ถอดชุดชั้นในที่เหลือของโม่เชี่ยนนีอย่างนุ่มนวลจนเธอแทบไม่รู้สึกตัว ทำให้ทั้งคู่ต่างล่องลอยอยู่ในภวังค์อันหอมหวานนี้อย่างไร้สิ้นสุด
“เชี่ยนเชี่ยนน้อย ถ้า่ล่างของผมเย็นผมควรจะทำยังไงดีครับ?...”
“ไปใส่กางเกง...” โม่เชี่ยนนีกล่าวด้วยเสียงแหบแห้ง
หยางเฉินยังคงพรมจูบไปบนใบหน้าของเธอ “ตอนนี้จะใส่กางเกงคงยากเกินไป คุณให้ความอบอุ่นผมหน่อยสิครับ”
“เข้ามาสิ” โม่เชี่ยนนีกล่าวในขณะที่ใบหน้างดงามของเธอกำลังเห่อร้อนขึ้น
ค่ำคืนแห่งฤดูหนาวพัดโหมกระหน่ำไปทั้งห้องจนแทบจะเปลี่ยนเป็อีกฤดูที่ร้อนแรงราวกับฤดูร้อน
ในขณะที่คืนอันเหน็บหนาวกำลังผ่านพ้นไป เพลิงรักที่โหมกระหน่ำใส่คนทั้งสองก็ค่อยๆ ดับลงอย่างช้าๆ
หยางเฉินยังคงนอนกอดเชี่ยนนีอยู่บนเตียง เธอใช้หน้าอกของเขาแทนหมอนหนุนนอน ใบหน้าของเธอยามนี้กำลังขึ้นสีแดงระเรื่ออย่างมีเสน่ห์ราวกับว่าพระเ้าเป็ผู้สรรค์สร้างความงดงามนี้ด้วยพระองค์เอง มันเป็ความงดงามที่แทบจะทำให้ทุกคนที่เห็นต่างลุ่มหลงมัวเมาไปกับความงดงามนี้ได้
ภายใต้การพักรบกิจกรรมบนเตียงของทั้งคู่ หยางเฉินยังคงรู้สึกไม่อิ่มหนำใจสักเท่าไร
มือหยาบที่แสนซุกซนของเขายังคงจับนู่นจับนี่อย่างโลภมาก ในขณะที่โม่เชี่ยนนียังคงเหนื่อยล้าอยู่ ทำให้เธอทำได้เพียงแค่แกล้งหลับตาทำเป็ไม่รู้เื่รู้ราวเท่านั้น
“หยางเฉิน” หลังจากที่เงียบมาเป็เวลานาน ในที่สุดโม่เชี่ยนนีก็เอ่ยขึ้นมา “ฉันชอบนาย”
“ผมรู้”
“ฉันชอบนาย ชอบนายจริงๆ นะ” โม่เชี่ยนนียังคงพูดต่อ
เมื่อหยางเฉินได้ยินดังนั้นเขาก็เผยรอยยิ้มออกมา พร้อมทั้งหันไปหยิกคางของเธอเบาๆ “ต่อให้คุณไม่พูดผมก็รู้ว่าคุณชอบผม”
“ไม่... ฉันชอบนายมากกว่าที่นายรู้อีก แต่ตอนนี้กำลังชอบมากขึ้น... มากขึ้น”
หยางเฉินไม่เปิดโอกาสให้เธอได้พูดอีกครั้ง เขายกผ้าห่มออกจากร่างกายของทั้งคู่ก่อนจะเริ่มกิจกรรมอีกครั้ง ในขณะที่ตัวเขากำลังโอบกอด ''ผู้หญิงใสซื่อ'' คนนี้ไว้แนบชิดกับเขา ก่อนจะค่อยๆ โถมร่างเข้าใส่สตรีผู้โง่เขลาคนนี้อีกคราอย่างรุนแรง
