เราจะไม่พูดถึงว่าสาวน้อยเว่ยเสวี่ย ที่ได้รับการต้อนรับที่ยิ่งใหญ่ถึงเพียงใดตอนนี้เ้าจิ้งจอกน้อยได้เข้าไปอาศัยอยู่ในกระท่อมไม้ไผ่บริเวณเกาะกลางน้ำด้านหลังคฤหาสน์ตระกูลหลินมันอ้อนขอเมล็ดพันธุ์สมุนไพรวิเศษจากหลินลั่วหรานไปไม่น้อยก่อนที่จะจัดการปลูกสมุนไพรวิเศษเ่าั้ในบริเวณรอบๆ ตัวกระท่อมไม้ไผ่
ในตอนนี้สมุนไพรวิเศษที่ถูกปลูกไว้บริเวณด้านนอกต่างก็มีฤทธิ์ยาขึ้นมาหลินลั่วหรานมีพื้นที่ลึกลับเป็ของตัวเองดังนั้นการที่นำเอาเมล็ดพันธุ์สมุนไพรวิเศษเหล่านี้ไปให้กับเ้าจิ้งจอกน้อยก็ไม่ได้รู้สึกเสียดายอะไรบริเวณเกาะกลางน้ำกลายเป็พื้นที่ต้องห้ามของมัน นอกจากหลินลั่วหรานแล้วหากมีใครอยากจะเข้าไปเหยียบพื้นที่แห่งนั้นมันก็จะแยกเขี้ยวยิงฟันทำเอาทุกคนต่างก็ปวดหัวหลินลั่วหรานมักจะรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้เลี้ยงจิ้งจอกสมุนไพรเอาไว้แต่อย่างใดแต่ดูเหมือนกับการเลี้ยงดูเทพที่ได้แต่บูชาเท่านั้นต่างหาก
แน่นอนว่าเ้าจิ้งจอกน้อยนั้นไม่ว่าจะเป็เชื้อสายหรือลักษณะนิสัยต่างก็ไม่เข้ากันกับเสี่ยวจินเสียแม้แต่น้อยเสี่ยวจินชอบเกาะอยู่บนหลังคาของกระท่อมไม้ไผ่ บริเวณเกาะกลางน้ำเพื่อพักผ่อนทั้งอินทรีย์และจิ้งจอกต่างก็มีสติปัญญาไม่น้อยไปกว่ากันพวกมันทั้งสองต่างก็อยู่ภายใต้การควบคุมของหลินลั่วหรานมันจึงไม่สามารถฆ่าแกงกันได้ และได้เพียงแค่ยอมรับ มันจึงจัดการแบ่งกันอย่างชัดเจนนายเอาหลังคาไป ฉันอยู่ในตัวห้องด้วยเหตุนี้พวกมันจึงสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุขไร้ปัญหา
เมื่อลั่วตงได้ยินว่า หรงตงหลินเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยชู่ต้าเขาก็อ้อนให้หลินลั่วหรานพาไปเจอหรงตงหลินในวันหยุดสุดสัปดาห์ตอนนี้เพิ่งจะผ่านจากเหตุการณ์ที่บาร์ม่านเหยามาเพียงไม่กี่วันหลินลั่วหรานกำลังปวดหัวกับการตามหาข้อมูลของไม้รวมจิตในข้อมูลกองใหญ่อยู่พอดีดังนั้นเธอจึงสัญญากับหลินลั่วตงไปว่าวันหยุดอาทิตย์หน้าจะพาเขาไป
หลินลั่วหรานนึกไปถึงเปลือกแมงป่องั์ที่ได้มาจากกลางทะเลทรายก่อนหน้านี้ขึ้นมา
ตอนนี้เธอมีระดับการฝึกศาสตร์อยู่ในระดับพื้นฐานแล้วอาวุธวิเศษที่ใช้ในการโจมตีก็มีเจาเสวี่ยอยู่แล้วแต่เธอกลับไม่เคยมีเครื่องป้องกันเลย บางทีนี่จะถึงเวลาที่เธอควรจะศึกษาเื่การทำอุปกรณ์ต่างๆได้แล้วหรือเปล่า? อีกทั้งยังมีดาบหิมะที่ถูกพลังปีศาจครอบคลุมเอาไว้ที่้าตีใหม่อีกหลินลั่วหรานมองไปยังกองไฟในพื้นที่ลึกลับก่อนจะรู้สึกว่าตัวเองนั้นโชคดีมากทีเดียว หากมีไฟประหลาดพวกนี้เธอก็ไม่ต้องกังวลว่าจะต้องเผชิญกับสถานการณ์พลังหมด และขาดตอนไปดังนั้นการกลั่นเปลือกแมงป่องก็น่าจะไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไรสำหรับเธอ
การสร้างอุปกรณ์นั้นหลินลั่วหรานได้รับการแนะนำมาจากทฤษฎีทีท่านเทพไป๋เคยให้เอาไว้แม้ว่าเธออาจจะไม่สามารถทำเกราะป้องกันที่สวยงามและละเอียดอ่อนออกมาได้แต่เธอก็ไม่ได้้าความสามารถในการกันน้ำกันฝุ่นอะไร ขอเพียงแค่ฝังยุทธศาสตร์สองแบบเข้าไปและทำให้เกิดความสามารถในการป้องกันขึ้นมาได้เพียงเท่านั้นหลินลั่วหรานก็พึงพอใจแล้ว
เปลือกแมงป่องถูกพวกหนูจัดการกินเนื้อในไปจนหมด และเหลือเอาไว้เพียงแค่เปลือกนอกมันมีขนาดประมาณเจ็ดแปดเมตร ถ้าหากว่านำมาทำเป็เกราะป้องกันแล้วก็ดูเหมือนว่าก็จะสามารถทำให้คนในบ้านหลินได้ทุกคนแต่ว่าในการทำก็คงจะทำให้หลินลั่วหรานเหนื่อยมากทีเดียว
อีกทั้งนี่ไม่ใช่ในเกมออนไลน์ที่เมื่อเตรียมอุปกรณ์วัตถุดิบทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็นำมาตีรวมกันเท่านั้นแค่เพียงการนำเอายุทธศาสตร์ใส่เข้าไป มันก็ทำให้หลินลั่วหรานปวดหัวขึ้นมาแล้ว
เธอใช้เวลาสองวันในการศึกษาทฤษฎีอยู่ที่ห้องใต้ดิน เธอมีวิธีการทำแล้วและ้ายุทธศาสตร์ ขอโทษนะ เธอไม่มีเลยแม้แต่อันเดียว บางทีคนที่เขียนทฤษฎีนี้ขึ้นมาคงจะไม่คิดว่ามันจะมาตกอยู่ในเงื้อมมือนักฝึกศาสตร์โดดเดี่ยวไร้สำนักอย่างหลินลั่วหรานแม้จะเป็ข้อมูลระดับพื้นฐานที่ท่านเทพไป๋ให้มาก็ไม่ได้เขียนถึงเื่ยุทธศาสตร์เอาไว้เช่นเดียวกัน...เดี๋ยวนะถ้าพูดถึงแค่ยุทธศาสตร์แล้ว ก็ดูเหมือนว่าเธอจะเคยเห็นมันที่ไหนมาก่อน?
หลังจากที่พื้นที่ลึกลับของเธอมีความเปลี่ยนแปลงทางด้านสภาพอากาศเธอก็ได้นำเอาชั้นวางของเข้ามาวางไว้ใต้ต้นแอปเปิ้ลและนำของที่อาจจะเปียกฝนได้ใส่เข้าไปในนั้น อย่างเช่น พวกกระดาษเหล่านี้
หลังจากควานหาอยู่สักพัก หลินลั่วหรานก็หายุทธศาสตร์ที่เธอเคยเห็นได้พบมันคือยุทธศาสตร์ที่เธอคัดลอกมาจากแผ่นหยกของท่านผู้บังคับบัญชาฉินดูเหมือนว่ารอยดินสอที่เขียนเอาไว้จะจางลงไปบ้างแล้วแต่โชคดีที่โครงร่างพวกนั้นยังคงไม่เลือนหายไป
เมื่อหาสิ่งของเหล่านี้เจอ เธอก็เพิ่งคิดขึ้นมาได้ว่า หากเธอสามารถคัดลอกยุทธศาสตร์เหล่านี้ออกมาจากแผ่นหยกได้ถ้าแบบนั้นภายในเจาเสวี่ยก็น่าจะมียุทธศาสตร์การโจมตีอยู่และมันก็น่าจะมีประโยชน์ต่อการทำอุปกรณ์พวกนี้ต่อไปในภายภาคหน้าของเธอ
เส้นทางนี้ ขอเพียงแค่ต้องยืนหยัด เธอก็จะสามารถค่อยๆ เดินออกไปได้
หลินลั่วหรานลูบลงบนดวงตาของตัวเอง ก่อนที่จะวางกระดาษพวกนั้นลงพร้อมกับหลับตา เธอศึกษาเื่นี้มาสองวันแล้วเส้นสายของยุทธศาสตร์เ่าั้เริ่มปรากฏขึ้นในหัวของเธอ เมื่อหลับตานึกย้อนกลับไปมันก็ปรากฏลอยขึ้นมาอย่างชัดเจน
นิ้วมือของหลินลั่วหรานขยับสั่นไหวเล็กน้อยก่อนที่พลังเ่าั้จะไหลออกมาที่ปลายนิ้วมือของเธอ เมื่อขยับวาดมือออกไปไม่นานนักมันก็ค่อยๆ กลายเป็โครงร่างขึ้นในอากาศ แต่เมื่อเธอรู้สึกลังเลขึ้นมาโครงร่างเหล่านี้ก็มลายหายไปทำให้หลินลั่วหรานต้องเริ่มใหม่ขึ้นมาใหม่อย่างช่วยไม่ได้
เธอจำไม่ได้ว่า เธอวาดลวดลายเ่าั้อยู่ที่ห้องใต้ดินไปกี่รอบเธอรู้เพียงแค่หลังจากได้วาดโครงสร้างเ่าั้ซ้ำไปซ้ำมา รอยแตกของแผ่นหยกก็ค่อยๆถูกเธอเติมเต็ม จนตอนที่หลินลั่วหรานเดินออกมาจากห้องใต้ดินดวงตาของเธอก็แดงก่ำเต็มไปด้วยเส้นเื เธออยู่ในห้องใต้ดินมาตั้งไม่รู้กี่วันแล้ว
เมื่อเดินออกมา เธอก็พบเห็นอาการไม่พอใจนักของหลินลั่วตงสุดสัปดาห์ที่เธอได้ตกลงกันเอาไว้ ผ่านพ้นไปนานแล้ว
ในมือของหลินลั่วหรานถือแผ่นไม้อยู่แผ่นหนึ่ง้าของมันถูกสลักรอยยุทธศาสตร์เอาไว้ และนั่นก็ทำให้มันมีพลังในการป้องกันขึ้นมาแต่ว่ามันก็ยังคงไม่ถึงระดับที่สามารถป้องกันลูกะุได้อย่างที่ผู้บังคับบัญชาฉินบอกหลินลั่วหรานเองก็ไม่รู้ว่า เป็เพราะตัวเองวาดอะไรผิดไป หรือว่าวัตถุดิบยังไม่ดีหรือแม้กระทั่งพลังของยุทธศาสตร์มันลดน้อยลงไปหรือเปล่า
สิ่งที่สำคัญไปกว่านั้นก็คือ พลังของยุทธศาสตร์บนแผ่นไม้ค่อยๆ กระจายหายไปดูเหมือนว่า หากไม่นำวัตถุดิบจริงมาใช้ในการฝึกฝน ก็จะไม่สามารถเห็นผลอะไรได้เลยการฝึกศาสตร์นี้ช่างสิ้นเปลืองเสียจริง เฮ้อ!
เมื่อเธอมองไปยังลั่วตงที่ยืนเบ้ปากอยู่หลินลั่วหรานก็ยื่นมือออกไปขยี้ลงบนเส้นผมของเด็กชายตัวน้อยจนยุ่ง
“ไปเถอะ วันนี้ไปหาหรงตงหลินกัน โอเคไหม?”
ตอนนี้เพิ่งจะเป็เวลาเพียงห้าโมงเย็น ลั่วตงเพิ่งจะเลิกเรียนได้ไม่นานนักอย่างไรปกติสำหรับนักศึกษาแล้วไม่ว่าจะเป็วันธรรมดาหรือวันสุดสัปดาห์ก็ไม่ได้ต่างกันนัก ใบหน้าของหรงตงหลินยังมีรอยาแอยู่เขาน่าจะยังไม่ได้ไปทำงานพิเศษ หากจะไปมหาวิทยาลัยชู่ต้าในตอนนี้ก็คงไม่ต่างกัน
ใบหน้าของหลินลั่วตงเต็มไปด้วยความดีใจหูของเ้าจิ้งจอกน้อยนั้นเฉียบไวมาก มันรีบวิ่งออกมาจากเกาะกลางน้ำพร้อมกับทิ้งตัวลงบนเท้าของหลินลั่วหรานไม่ยอมไปไหนเธอจึงทำได้เพียงแค่จับเ้าจิ้งจอกน้อยที่มากไปด้วยเล่ห์กลตัวนี้โยนเข้าไปในรถด้วย
ลั่วตงนั่งอยู่บริเวณที่นั่งข้างคนขับส่วนเ้าจิ้งจอกน้อยก็ขดตัวอยู่ในอ้อมอกของหลินลั่วหรานโดยที่ไม่ได้รบกวนการขับรถของเธอมันยื่นหน้ามองไปนอกหน้าต่าง ในเมืองที่เต็มไปด้วยแสงไฟแห่งนี้ช่างแตกต่างจากโลกใต้ดินมาก ตลอดทั้งวันเต็มไปด้วยแสงที่แตกต่างกัน ทำให้มันได้พบสิ่งใหม่ๆในทุกๆ วัน
แต่ในทุกๆ ครั้งที่พระอาทิตย์กำลังจะตกดิน แสงไฟอ่อนๆบริเวณหลังบ้านตระกูลหลินที่เริ่มสว่างขึ้นมาก็ทำให้มันอดนึกไปถึงแสงไฟเปล่งประกายสลัวๆ ในโลกใต้ดินขึ้นมาไม่ได้
อาไป๋กำลังเก็บตัวอยู่ จะกลับไปตอนนี้ไม่ได้ มันพูดขึ้นกับตัวเองรถยังคงขับเคลื่อนไปไม่มีหยุด บนท้องถนนแห่งนี้แสงไฟสะท้อนเข้ากับแววตาทั้งสองของมันเงาไฟเ่าั้พาดทับเข้ามาปกปิดประกายในดวงตาของมันให้หายไป
ไม่ว่าจะแกล้งทำตัวสบาย หรือวางอำนาจในบ้านหลินเท่าไรมันก็ยังคงเป็จิ้งจอกน้อยขี้แยตัวนั้นอยู่ดีเมื่อเห็นท่าทางโศกเศร้าของมันผ่านทางกระจกมองหลัง ในใจของหลินลั่วหรานก็อ่อนวูบลง
เ้าจิ้งจอกน้อยไม่รู้จริงๆ เหรอ ว่าตอนนี้เ้าจิ้งจอกขาวน่าจะตายไปแล้ว?
ก่อนหน้านี้หลินลั่วหรานคิดว่า มันคงจะไม่รู้จริงๆ แต่ในตอนนี้เธอเองก็ไม่แน่ใจแล้ว
สิ่งที่ผิดไปจากที่หลินลั่วหรานคาดไว้ก็คือตอนนี้หรงตงหลินไม่ได้อยู่ที่ห้องพัก
เมื่อได้พบกับหลินลั่วหรานอีกครั้ง เหยียนเฟิงก็รู้สึกไม่สบายใจขึ้นมาในคืนนั้นเขาเพียงแค่เมา แต่ไม่ได้สูญเสียความทรงจำไปหลังจากที่เขาดื่มเหล้าเข้าไปแล้ว เขาก็บ้าคลั่งขึ้นมาเหยียนเฟิงยังคงจำเื่ราวตอนนั้นได้อยู่ไม่น้อยแน่นอนว่าเมื่อเทียบกันกับการขายหน้าต่อหน้าดอกฟ้าคนนี้อีกทั้งได้รู้ว่าหลังจากเื่ในค่ำคืนนั้นถูกจัดการแก้ไขแล้วบริเวณหน้าบาร์ม่ายเหยาก็ติดป้าย ‘ปิดปรับปรุง’ เอาไว้ และนั่นก็คือสิ่งที่ทำให้เหยียนเฟิงรู้สึกไม่สบายใจ
“นายบอกว่าหรงตงหลินไปที่สถานที่ขุดค้นกับอาจารย์ชีแล้ว?” เธอเก็บตัวไปหลายวัน หลินลั่วหรานไม่รู้เลยว่ามันจะทำให้เธอลืมเื่ของถ้ำโบราณไป
เหยียนเฟิงพยักหน้า “ใช่ครับเพราะว่าได้ค้นพบเอกสารซีกไม้กองใหญ่ในถ้ำโบราณอาจารย์ชีเป็ผู้เชี่ยวชาญทางด้านนี้ก็เลยถูกเชิญไปและดูเหมือนว่าจะมีฉุ่ยชูปรากฏขึ้นมาด้วย หรงตงหลินเชี่ยวชาญทางด้านนี้ก็เลยถูกเจิงชื่อเชิญไปเป็ผู้ช่วยของอาจารย์ชีด้วย...”
เพื่อนของหรงตงหลินคนนี้ดูเหมือนว่าจะเป็พวกพูดมากหลินลั่วหรานจับใจความสำคัญได้เพียงแค่สามจุดใหญ่ๆ เท่านั้น ก็คือถ้ำโบราณในสมัยราชวงศ์ฮั่น ฉุ่ยชู แล้วก็เจิงชื่อ
ถ้ำโบราณนั้นน่าจะเป็ของจริง ส่วนฉุ่ยชู่เวลาที่หลินลั่วหรานเสียไปใน่นี้ก็ไม่ได้เสียไปโดยเปล่าเมื่อเธอคิดย้อนกลับไปสักพัก เธอก็พอจะนึกถึงมันขึ้นมาคร่าวๆ ได้
‘ฉุ่ยชู’ มีอีกชื่อว่า ‘กุ่ยชู’ หรือ ‘ฝ่านชู’ มันมีลักษณะเหมือนกับอักษรกระดองเต่าและอักษรโลหะมันมักจะถูกใช้ในการบันทึกเื่ราววัฒนธรรมของชนเผ่าฉุ่ยเป็ส่วนมากเช่นพวกเื่ สภาพอากาศ ภูมิประเทศ ความเชื่อ ขนบธรรมเนียมประเพณี จริยศาสตร์และปรัชญา โครงสร้างและตัวอักษรเ่าั้ก็คือใช้วิธีการเขียนกลับ เขียนถอยแต่เป็เพราะว่าตัวอักษรถูกแกะออกมาแล้ว ทำให้ดูเหมือนกับตัวอักษรภาษาจีนและมันก็เป็อักษรเพียงอย่างเดียวบนโลกที่ไม่ได้เรียงลำดับตามตัวอักษร
ตอนนี้ยังไม่ต้องพูดไปถึงว่าหรงตงหลินมีความสามารถทางด้านนี้อยู่จริงหรือเปล่าเพียงแค่ได้ยินว่าเจิงชื่อเป็ผู้ค้นพบถ้ำโบราณนี้และได้เชิญหรงตงหลินที่เป็เพียงนักศึกษาไป การกระทำที่แสดงออกมาในด้านดีโดยไม่นึกถึงเื่ราวเก่าๆ ของเจิงเทียน ก็ทำให้เห็นได้ถึงความสุภาพของเขา
“รุ่นพี่หลิน หมาที่รุ่นพี่เลี้ยงเอาไว้ตัวนี้น่ารักจริงๆ เลย!”
และเพราะว่าหลินลั่วหรานเองก็เป็ลูกศิษย์ของอาจารย์ชีเช่นกันเหยียนเฟิงจึงเรียกเธอว่ารุ่นพี่ หลังจากที่เขาพูดออกมาเขาก็เห็นว่าหลินลั่วหรานจมอยู่กับความคิด เมื่อไม่รู้จะพูดอะไร เขาจึงหาเื่พูดออกมาต่อและก็ดันเข้าใจผิดคิดว่าเ้าจิ้งจอกตัวน้อยนี้เป็สุนัขที่เธอเลี้ยงเอาไว้และนั่นก็เกือบจะทำให้เ้าจิ้งจอกน้อยะเิอารมณ์ออกมา
“เด็กดี อย่าขยับ”
หลินลั่วหรานมองไปยังลั่วตงที่อารมณ์ไม่ดีนัก ก่อนจะเผยรอยยิ้มออกมาพร้อมกับหันไปพูดกับเหยียนเฟิง “เหยียนเฟิงนายพอจะรู้ว่าถ้ำโบราณอยู่ที่ไหนไหม? ถ้าหากว่ามีเวลาว่างฉันก็อยากจะขอให้นายช่วยนำทางให้หน่อย”
รุ่นพี่สาวสวยเป็คนออกปาก แม้ว่าเหยียนเฟิงจะไม่มีเวลาว่างเขาก็จะบอกว่ามีเวลาว่างอยู่ดี เมื่อเขาขึ้นรถไป เ้าจิ้งจอกน้อยก็ใช้สายตาที่เต็มไปด้วยความโมโหจ้องมองมาที่ตัวเขาจนทำเอาใจของเขาแกว่งวูบไปมา
ถ้ำโบราณนั้นตั้งอยู่บริเวณฝั่งตะวันตกของเมืองหรงเฉิงใน่หลายปีที่ผ่านมา ด้วยการขยายออกของมหาวิทยาลัยในตัวเมืองนั้นไม่มีสถานที่พอที่จะสร้างบริเวณมหาวิทยาลัยเพิ่ม มหาวิทยาลัยระดับสูงต่างๆจึงค่อยๆ เริ่มย้ายไปทางฝั่งตะวันตก ที่นี่เป็เมืองเล็กๆ ใกล้ๆ ตัวเมืองหรงเฉิงดังนั้นใช้เวลาขับรถเพียงแค่สิบนาทีก็มาถึงแล้วนอกจากเต้าหู้ผัดพริกเสฉวนที่มีชื่อเสียงดังไปทั่วประเทศ ที่นี่เองก็ค่อยๆกลายเป็เมืองแห่งมหาลัย รวมทั้งการคมนาคมที่มีรถไฟความเร็วสูงทำให้เวลาที่ใช้ในการเดินทางไปเมืองหรงเฉิงยิ่งสั้นลงไปอีกเจิงชื่อเริ่มเข้ามาบุกเบิกก่อร่างสร้างตึกที่นี่ก็ถือได้ว่าเขากำลังขยายความเชื่อใจของลูกค้าให้มากขึ้น ไม่แปลกเลยว่าทำไมทุกๆการสร้างตึกของเขา ถึงได้รับผลกำไรมากมาย
ในตอนที่พวกเขาเข้าไปหาหรงตงหลินในบริเวณเขตหวงห้ามท้องฟ้าก็เริ่มมืดลงแล้ว รอยช้ำบนใบหน้าของเขาจางลงไปมากทีเดียวสายลมยามเย็นพัดพาเส้นผมสีขาวเงินของอาจารย์ชีให้ปลิวไสว คนแก่คนนี้เพื่อที่จะได้ศึกษาเื่ราวต่างๆ แล้ว เขาก็ไม่เกรงกลัวความลำบากเลยแม้แต่น้อย
“พี่ตงหลิน มองมาตรงนี้!” หลินลั่วตงะโเสียงดังขึ้นเรียกเอาสายตาของทุกคนมารวมอยู่ที่บริเวณนี้ทันที
หลินลั่วหรานเดินลงจากรถ ก่อนที่จะไปชวนหรงตงหลินให้ไปทานข้าวเย็นด้วยกันและแน่นอนว่าเธอก็ไม่ลืมที่จะเชิญอาจารย์ชีไปด้วย
อาจารย์ชีไม่อยากจะห่างออกไปจากที่นี่เลยแม้แต่น้อยหรงตงหลินจึงชี้ไปยังข้าวกล่องที่เย็นชืดไปแล้ว พร้อมกับพูดขึ้น “อาจารย์ ข้าวกลางวันคุณยังไม่กินเลยนะ” หรงตงหลินถอนหายใจออกมาน่าเสียดายข้าวหน้าหอยเป๋าฮื้อที่เจิงชื่ออุตส่าห์จัดมาให้พวกนักค้นหาต่างก็ได้รับกันคนละหนึ่งกล่อง พวกเขาจัดการหาข้าวดีๆมาให้แบบนี้ตั้งหลายวันแล้ว มีเงินมากมายจริงๆ
“อาจารย์ชี นักเรียนคนนี้อาจจะเชิญให้ไปทานข้าวหน้าหอยเป๋าฮื้อไม่ไหวอาจจะเป็เพียงร้านอาหารเล็กๆ ในบริเวณมหาวิทยาลัยอาจารย์ช่วยรบกวนไปด้วยกันหน่อยเถอะนะ”
เด็กนักเรียนทั้งสามต่างก็เรียกร้องให้เขาไปทานข้าวด้วยกันจนทำเอานักวิชาการท่านอื่นต่างก็พากันโห่เสียงหัวเราะออกมาว่าเหล่าชีนั้นช่างโชคดีเหลือเกินจนทำให้อาจารย์ชีได้แต่ต้องจำขึ้นรถไป
“เอ๋ เ้าจิ้งจอกตัวนี้เป็สีเขียวอมฟ้านี่ หาได้ยากจริงๆ” เมื่อขึ้นไปบนรถ อาจารย์ชีก็เห็นได้ถึงความแตกต่างของเ้าจิ้งจอกน้อยทันทีเมื่อได้ยินว่ามันคือจิ้งจอก ใบหน้าของเหยียนเฟิงก็แดงก่ำขึ้นมา
“อาจารย์คะ จิ้งจอกสีเขียวอมฟ้ามันทำไมเหรอ?” เมื่อเห็นว่าอาจารย์ให้ความสนใจหลินลั่วหรานจึงเปิดประเด็นถามเื่นี้ขึ้นมา
“สีเขียวอมฟ้าน่ะเหรอ ในสมัยโบราณ มันเป็สีที่ย้อมได้ยากจึงถือได้ว่าเป็สีแห่งความสูงส่ง...เ้าจิ้งจอกสีเขียวอมฟ้า ในตำนานว่ากันไว้ว่ามันคือสีแห่งราชันของเมืองชิงชิว แต่ว่ามันก็เป็แค่เทพนิยายเท่านั้นไม่ได้มีอะไรชัดเจนนักหรอก”
ตระกูลราชันของเมืองชิงชิวหลินลั่วหรานมองไปยังเ้าจิ้งจอกน้อยมากเล่ห์เหลี่ยมที่ไม่ว่าจะเป็การทำตัวน่ารักใสซื่อแบบไหน มันก็สามารถทำได้ทั้งหมดส่วนในเื่ความเป็ราชันน่ะเหรอ ไม่ได้มีเลยแม้แต่นิดเดียว!
