เล่มที่ 6 บทที่ 173 งานประลองอาวุธ
ทั่วทั้งเมืองวั่งไห่ต่างก็รู้ว่าปรมาจารย์หวงซางเป็ยอดฝีมือหลอมอาวุธแห่งทะเลอูไห่ เขามีชื่อเสียงเลื่องลือไม่น้อยมาตลอดหลายร้อยปีที่ผ่านมา ศิษย์ในสำนักก็มีจำนวนนับร้อยชีวิต นอกจากนี้ยังเป็ผู้หลอมกระบี่สองในสิบยอดกระบี่ที่มีชื่อเสียงที่สุดของทะเลอูไห่อีกด้วย ต่อให้เป็ผู้าุโของสามสำนักใหญ่ เมื่อพบเจอกับปรมาจารย์หวงซางก็ยังมิวายต้องโค้งคารวะให้ จึงถือได้ว่าเป็บุคคลชั้นแนวหน้าของเมืองวั่งไห่ก็ว่าได้ หากจะขอให้ปรมาจารย์หวงหลอมอาวุธให้ได้ละก็ เกรงว่าจะต้องใช้เหล็กเซียนเจิ้นยวนเท่านั้น ที่พอจะทำให้อีกฝ่ายสนใจ…
ว่ากันว่าเหล็กเซียนเจิ้นยวนเกิดจากการหลอมรวมของพลังแห่งฟ้าดิน มันมีน้ำหนักมหาศาลปานูเา หากนำมาหลอมอาวุธจะทำให้เกิดมนต์สะกดสามสิบหกสายเลยทีเดียว
ท่ามกลางพิภพน้อยทั้งหลาย มีเพียงพิภพซ่างจงเท่านั้น ที่มีเหล็กชนิดนี้อยู่ และยังมีจำนวนน้อยมาก สิบสำนักใหญ่แห่งเป่ยจิ้งปักหลักอยู่ที่พิภพซ่างจงมาหลายพันปี แต่กลับมีเหล็กเซียนเจิ้นหยวนปรากฏแค่ห้าก้อนเท่านั้น หนึ่งในสามต่างก็ถูกนำไปหลอมเป็ศาสตราวุธหมดแล้ว และหนึ่งในสามศาสตราวุธนั้นก็คือมีดบินจั่นเซียนที่เลื่องชื่อ ในอดีตตอนที่เย่วซานออกล่าสังหารปีศาจพร้อมเรือรบเซินหลัวนั้น เขาก็มีวาสนาได้เหล็กเซียนก้อนนี้กลับมา หลังจากนั้นก็มีคนมากมายจับจ้องตาเป็มัน และคนพวกนี้ส่วนมากก็เป็เหล่าศิษย์สายตรงไม่ก็เป็ผู้าุโสำนักทั้งนั้น หากไม่ใช่เพราะมีสำนักเชียนซานหนุนหลังอยู่ เกรงว่าป่านนี้คงจะถูกแย่งไปนานแล้ว…
บัดนี้เย่วซานกลับยอมเอาเหล็กก้อนนี้ออกมา แสดงว่า้าจะเอาชนะในงานประลองอาวุธให้ได้เลยสินะ…
คิดได้ดังนั้นกู้เชียนฟานก็ไม่รอช้า เขายกมือคารวะกล่าวลาก่อนจะรีบจากไป
ในเมื่อเย่วซานถึงกับยอมทุ่มด้วยเหล็กเซียนเจิ้นยวน สามสำนักที่เหลือก็ต้องลงทุนบ้างเช่นกัน…
และอีกสามวันก็จะถึงเทศกาลไห่หุ้ยแล้ว…
เช้าวันถัดมาเจียงหลีได้รับบัตรเชิญที่ลงนามโดยร้านทั้งเจ็ดสิบสามแห่งของเมืองวั่งไห่ โดยมีใจความว่า้าเชิญพวกเขาไปงานประลองอาวุธ ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่เจ็ดเดือนเจ็ดนี้
“บัดซบ…” เจียงหลีเห็นเช่นนั้นก็กุมขมับทันที…
กลัวอะไรอยู่ กลับเกิดอะไรขึ้นมาจริงๆ…
เจียงหลีรู้ดีว่าทุกๆวันที่มีหินิญญาไหลมาเทมาเช่นนี้ ก็เป็เพราะอาจารย์อานั่นแหละ กระบี่นั่นมีดีอย่างเดียวก็แค่มนต์สะกดเก้าสายที่ร้ายแรง หากพูดถึงฝีมือการหลอมอาวุธละก็ อย่าว่าแต่จะเทียบกับสี่ร้านหลอมอาวุธใหญ่เลย ต่อให้เทียบกับร้านปลายแถวชั้นสอง ก็เกรงว่าจะเทียบไม่ติดฝุ่นด้วยซ้ำ…
หากเป็ยามปกติ เจียงหลีจะต้องพูดโม้ว่าข้าขายหลักล้านต่อวันแล้วมันหนักหัวอะไรพวกเ้า ต่อให้สี่ร้านใหญ่รวมกันก็ไม่อาจเอาชนะพวกเขาได้
แต่งานประลองอาวุธไม่เหมือนกัน
งานประลองอาวุธคืออะไรน่ะหรือ?
นั่นเป็ถึงงานที่ปีหนึ่งจะมีสักครั้ง แถมร้านหลอมอาวุธทั้งเจ็ดสิบสามร้านก็คอยวันนี้มาทั้งปี ถึงตอนนั้นพวกเขาจะต้องงัดเอาอาวุธล้ำค่าที่ใช้หลอมออกมาประลองกันว่าใครมีฝีมือการหลอมเหนือชั้นกว่ากัน เพื่อสำแดงความสามารถกัน และงานประลองที่จัดขึ้นเมื่อสามปีก่อน ก็ถึงขั้นมีคนนำศาสตราวุธออกมาเลยทีเดียว…
ส่วนร้านพวกเขามีอะไรงั้นหรือ…หรือจะให้เอากระบี่ที่มีมนต์สะกดเก้าสายออกไปล่ะ?
คิดจะล้อเล่นหรือไง…
หากทำเช่นนั้นจริง เกรงว่าวันถัดมาพวกเขาจะกลายเป็ตัวตลกของเมืองไปเสียมากกว่า…
คงต้องขอให้อาจารย์อาช่วยเสียแล้ว
“อาจารย์อา เกิดเื่ใหญ่แล้ว!” เจียงหลีวิ่งทะเล่อทะล่าเข้ามาที่เรือนด้านหลังทันที
“…” หลินเฟยที่กำลังฝึกฝนจิติญญาอยู่ พอได้ยินก็รู้ทันทีว่าเป็เจียงหลีโดยไม่ต้องหันไปมอง ก่อนจะยกมือขึ้นลูบจมูก ขณะที่ในใจก็คิดว่าเ้านี่ไม่รู้จักพูดคำอื่นบ้างหรือไง?
“เกิดอะไรขึ้นอีก?”
“เื่มันเป็อย่างนี้…” เจียงหลีส่งบัตรเชิญให้หลินเฟย ขณะที่หลินเฟยกำลังอ่านบัตรเชิญ เจียงหลีก็เล่าเื่ทั้งหมดออกมาด้วยความรวดเร็ว เพราะความกลัวว่าหลินเฟยจะไม่เห็นความสำคัญ จึงจงใจพูดใส่ร้ายป้ายสีสี่ร้านหลอมอาวุธใหญ่เข้าไปด้วย…
“อื้อ ข้ารู้แล้ว”
ทว่าหลังจากเจียงหลีพูดจบ หลินเฟยกลับตอบรับอย่างขอไปทีเท่านั้น
เจียงหลีได้ยินเช่นนั้นก็ไม่ยอม ‘หมายความว่าอย่างไร ทั้งที่ใส่ร้ายสี่ร้านใหญ่ขนาดนี้แล้ว ยังไม่รู้สึกอะไรอีกหรือนี่ หรือว่ายังใส่สีตีไข่ไม่พอ ไม่เป็ไร ข้าจะพยายามต่อไปอีก!’
“อาจารย์อา คือว่า…” หลังจากอดทนรออยู่ชั่วครู่ สุดท้ายเจียงหลีก็กลั้นไว้ไม่อยู่ จึงเอ่ยออกมา
“ไม่คิดจะหลอมกระบี่บ้างหรือ?”
“หา?” หลินเฟยได้ยินก็ชะงักลง ‘หลอมทำไม งานประลองอะไรนั่นก็แค่ชื่อเสียงจอมปลอมเท่านั้น เป็ที่หนึ่งในทะเลอูไห่แล้วไงต่อ อย่างมากก็ทำให้กิจการที่ร้านดีขึ้นเล็กน้อยเท่านั้นไม่ใช่หรือ’
‘และที่สำคัญตอนนี้กิจการก็ขายดีเป็เทน้ำเทท่าอยู่แล้ว ตอนนี้หางแถวก็ยาวออกไปสองซอยแล้ว ต่อให้ขายดีกว่านี้ละก็…’
‘ต่อให้ขายดีกว่านี้แล้วยังไงต่อ?’
‘ค่ายกลแปดอสูรสามารถหลอมกระบี่ได้วันละสิบเล่ม ต่อให้ขายดีแค่ไหนก็จะขายแค่วันละสิบเล่มเท่านั้น ดังนั้นการจะไปร่วมงานประลองหรือไม่ แล้วมันสำคัญตรงไหน?’
อีกอย่าง…
‘ที่ทำเื่มากมายขนาดนี้ ก็เพราะจะซื้อชิ้นส่วนประตูมิติเท่านั้น บัดนี้มีหินิญญาถึงสองล้านกว่า ก็ถือว่าเพียงพอแล้ว ดังนั้นจะขวนขวายให้ได้มากกว่านี้เพื่ออะไร หรือคิดจะซื้อเมืองวั่งไห่?’
“ไม่ใช่นะ คือว่างานประลอง…” ขณะที่เจียงหลีกำลังจะขยับปากอธิบายเพิ่ม หลินเฟยก็โบกมือเป็เชิงปฏิเสธทันที
“พอแล้ว ข้ากำลังยุ่ง เ้าออกไปเล่นข้างนอกเถอะ…”
ตอนนี้หลินเฟยกำลังยุ่งมากทีเดียว
เพราะศัตรูตอนนี้คืออสุรกายขั้นกุ่ยหวัง…
ต่อให้เมืองวั่งไห่จะมีค่ายกลโบราณที่สามารถป้องกันมารปีศาจทุกชนิด ยกเว้นปีศาจที่สืบสายเืพิเศษอย่างกุ่ยิแล้ว มารปีศาจตนอื่นจึงไม่อาจเข้าใกล้ได้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าที่นี่จะปลอดภัยเสียทีเดียว เพราะหลินเฟยเองก็รู้วิธีหลบเลี่ยงค่ายกลนี้อยู่หลายวิธีเช่นกัน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงอสุรกายขั้นกุ่ยหวังที่มีพลังสูงส่งเช่นนั้นเลย…
‘ต่อให้อสุรกายขั้นกุ่ยหวังเข้ามาไม่ได้ แล้วร่างอวตารเล่า จะเข้าไม่ได้เหมือนกันหรือ?’
‘อย่าลืมว่าตอนนั้นอสุรกายกุ่ยหวังเข้ามายังหุบเขากระบี่ได้ด้วยวิธีใด…’
‘หลังจากที่ประมือกันผ่านห้วงมิติ หลินเฟยก็เอาแต่ทบทวนไปมาไม่หยุด หากอสุรกายกุ่ยหวังตามมาที่เมืองวั่งไห่จริง เขาจะรับมือกับมันอย่างไรดีนะ…’
‘หลายวันนี้พอจะคิดแผนการได้บ้างแล้ว หากสำเร็จละก็ ต่อให้เป็อสุรกายขั้นกุ่ยหวัง ก็เกรงว่าจะต้องทิ้งชีวิตไว้ที่นี่เหมือนกัน…’
‘แต่หากคิดจะทำได้ถึงขั้นนั้น ก็ต้องใช้เวลาเตรียมตัวไม่น้อยเลย ่นี้จึงยุ่งมากเป็พิเศษ แล้วจะเอาเวลาที่ไหนไปสนใจงานประลองกันล่ะ?’
“เดี๋ยวก่อนสิ ฟังข้าก่อน…”
เจียงหลียังคงยืนกรานไม่ยอมออกไป หลินเฟยรู้สึกหนักใจขึ้นมาทันที จึงครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ ‘งานประลองอาวุธอย่างนั้นหรือ ก็ได้ เดี๋ยวจะทำให้เห็นเป็บุญตา ว่ายอดอาวุธที่แท้จริงคืออะไร’ คิดได้ดังนั้นหลินเฟยก็พยักหน้าตอบรับ ก่อนจะเอ่ยออกมา
“รู้แล้ว ตรงนั้นมีกระบี่อยู่ เ้าไปหยิบเอาแล้วกัน…”
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
