เมื่อหวาชิงเสวี่ยกลับถึงบ้าน ก็รีบปิดประตูหน้าต่าง เพื่อกันความร้อนจากภายนอก
ในห้องมีกะละมังน้ำแข็งสองใบตั้งอยู่ น้ำแข็งด้านในกำลังปล่อยไอเย็นออกมา หวาชิงเสวี่ยอยากจะััความเย็น จึงนำแก้มไปแนบกับอ่าง พลางถอนหายใจออกมา
นางถอดเสื้อผ้าที่เปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อออก เหลือเพียงกางเกงผ้าฝ้ายขาสั้นเนื้อนุ่มและผ้าคาดอก หยิบผ้าเช็ดหน้าชุบน้ำในอ่าง แล้วค่อยๆ เช็ดตัว
เมื่อน้ำเย็นๆ ััิั ความเหนียวเหนอะหนะก็ทุเลาลงทันที แม้แต่สมองก็รู้สึกปลอดโปร่งขึ้นมา
นางอดไม่ได้ที่จะหวนคิดถึงร่างของคนทั้งสองที่อยู่บนลานประลอง
ดูจากการประลองฝีมือของฟู่ถิงเย่กับอีกฝ่ายแล้ว น่าจะยังไม่ได้ใช้พลังทั้งหมด นั่นก็หมายความว่าเขาไว้ใจอีกฝ่ายมาก
อย่างน้อยๆ ก็ไม่กังวลว่าจู่ๆ อีกฝ่ายจะลงมือด้วยกระบวนท่าที่ถึงแก่ชีวิต
ทั้งๆ ที่เป็คนของแคว้นหนานจ้าว แต่เขากลับวางใจ ประลองต่อหน้าผู้คนอย่างเปิดเผยเช่นนี้ แสดงว่าทั้งสองคนคุ้นเคยกันมาก ถึงขนาดที่อาจจะ... สนิทสนมกันมาก?
หวาชิงเสวี่ยนึกขึ้นได้ว่า ก่อนที่ฟู่ถิงเย่จะมาทางเหนือ เขาเคยประจำการอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของต้าฉี
เขาได้รู้จักกับองค์หญิงแห่งแคว้นหนานจ้าวใน่นั้นหรือ? ่นี้ที่ไม่ได้มาหานาง เป็เพราะต้องไปอยู่เป็เพื่อนองค์หญิงแห่งแคว้นหนานจ้าวหรือ?
แต่ไม่เคยได้ยินเขาพูดถึงองค์หญิงผู้นี้เลย...
เอาเถอะ ก็แค่คบหากันเท่านั้น ดูเหมือนจะไม่มีความจำเป็ต้องอธิบายเื่ประสบการณ์รักในอดีตจริงๆ นั่นแหละ
หวาชิงเสวี่ยบิดผ้าเช็ดหน้าจนแห้ง จ้องมองน้ำใสๆ ในอ่างอย่างเหม่อลอย ไม่เข้าใจว่าตนกำลังหงุดหงิดเื่อะไรกันแน่...
ช่างมันเถอะ...
นางเม้มปาก ไม่อยากให้เื่นี้มารบกวนจิตใจของตนเอง จึงนั่งลงข้างโต๊ะ หยิบกระดาษและพู่กันออกมาเริ่มบันทึกวิธีการผลิตแก้ว
นางทำแก้วไม่เป็ แต่ในสมองของนางมีชิปอเนกประสงค์ที่บันทึกสูตรและวิธีการทำแก้วเอาไว้
หวาชิงเสวี่ยตั้งใจจะเขียนทุกสิ่งที่ตนรู้ให้ละเอียดที่สุด หลังจากนั้นก็ต้องพึ่งความสามารถและความถนัดของซูเส้าเหวินแล้ว
กระบวนการผลิตแก้ว ประกอบด้วย: การเตรียมส่วนผสม การหลอม การขึ้นรูป การอบ
หวาชิงเสวี่ยเขียนคำเหล่านี้ลงไป ก็พบว่าลายมือของตนเริ่มเชี่ยวชาญขึ้นเรื่อยๆ นางรู้สึกภาคภูมิใจ มุมปากยกขึ้นเป็รอยยิ้มน้อยๆ แล้วเขียนต่อไป
“วัตถุดิบมีทรายควอตซ์ หินปูน แร่ฟันม้า โซดาแอช กรดบอริก...”
นางนึกทบทวนพลางเขียนไปด้วย ทันใดนั้นพู่กันในมือก็หยุดชะงัก จู่ๆ สมองก็ว่างเปล่า!
ว่างเปล่าอย่างกะทันหัน
เหมือนนางกำลังอ่านหนังสือที่มีเนื้อหาลึกซึ้ง แต่ในวินาทีต่อมา ตัวอักษรในหน้ากระดาษทั้งหมดก็เลือนหายไปหมด!
หวาชิงเสวี่ยชะงัก มองกระดาษที่เขียนค้างไว้ด้วยความงุนงง นางไม่รู้สึกตัวเป็เวลานานเพราะความว่างเปล่าเมื่อครู่
เมื่อนางรู้ตัวว่าชิปอาจจะมีปัญหา ศีรษะก็ปวดร้าวอย่างรุนแรง!
“อ๊า! ...” หวาชิงเสวี่ยไม่ทันได้ตั้งตัว จึงร้องออกมาทันที!
ความเ็ปนี้เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน นางทิ้งพู่กันในมือ กุมศีรษะด้วยมือทั้งสองข้าง ตัวของนางขดงอเพราะความเ็ป!
มีเสียงก้องดังในหู สมองเหมือนถูกทุบด้วยค้อนขนาดใหญ่ครั้งแล้วครั้งเล่า! นางรู้สึกเ็ปอย่างที่สุด!
เวียนศีรษะบ้านหมุนก็ไม่อาจเทียบกับความรู้สึกแย่ๆ ที่นางกำลังได้รับในตอนนี้! หวาชิงเสวี่ยกัดริมฝีปากแน่น อยากจะอดทนรอให้ความเ็ปผ่านไป แต่ก็ทำไม่ได้!
นางเ็ปจนสายตาเริ่มพร่ามัว!
สุดท้ายนางพยายามคลานขึ้นไปบนเตียงอย่างยากลำบาก กุมศีรษะกระแทกกับหัวเตียงไม้เนื้อแข็งอย่างแรง! แต่ก็ไม่สามารถบรรเทาความเ็ปนี้ไปได้!
นางใช้ผ้าห่มบางๆ คลุมศีรษะไว้ และในที่สุดก็ร้องไห้ออกมาเพราะความเ็ป
ในขณะที่สติเลือนราง นางเกิดความรู้สึกเศร้าเสียใจ เพราะไม่มีใครรู้ว่านางเจ็บ ไม่มีใครช่วยเหลือนางได้เลย...
โลกใบนี้ สุดท้ายแล้ว ก็มีเพียงนางแค่คนเดียว
...
ตอนที่ตื่นขึ้นมา แสงไฟในห้องมืดสลัว ดูเหมือนตะวันกำลังจะตกดิน
หวาชิงเสวี่ยยันตัวลุกขึ้นนั่ง สายตาพลันเหลือบไปเห็นคนนั่งอยู่ข้างเตียง นางใแทบตาย!
“ท่านแม่ทัพ?!” นางอุทาน “ท่านมาั้แ่เมื่อใดเ้าคะ?!”
“ตอนเ้าหลับกลางวัน” ฟู่ถิงเย่ยังคงทำหน้าตายเช่นเดิม ดวงตาจ้องมองนางไม่กะพริบ
หวาชิงเสวี่ยนิ่งไป ชำเลืองมองผ้าห่มบางๆ ที่นางกอดเอาไว้ในมือ นางไม่รู้ว่าตัวเองเผลอหลับไป หรือหมดสติไปเพราะความเ็ปกันแน่...
นางยกมือขึ้นลูบศีรษะ ตอนนี้ไม่เจ็บแล้ว...
ความเ็ปคราวนี้ทำให้นางยังกลัวไม่หาย หวาชิงเสวี่ยอดไม่ได้ที่จะสงสัย นี่อาจจะเป็ผลข้างเคียงหลังจากฉีเหลียนเชิงโยนนางลงจากม้าครั้งนั้น
ตอนนั้นศีรษะของนางกระแทกพื้นอย่างแรง และเจ็บมาก แต่หลังจากนั้นก็หายปวดเร็วมาก นางจึงไม่ได้ใส่ใจ
ในขณะที่หวาชิงเสวี่ยกำลังคิด ฟู่ถิงเย่ก็ถามขึ้น “ข้าได้ยินว่าเ้าไปหาข้า เหตุใดถึงไม่เข้าไปทักทายกัน?”
เมื่อได้ยินดังนั้น หวาชิงเสวี่ยก็รู้สึกขัดเขินเล็กน้อย นางไม่กล้าบอกว่าตนกำลังหึงหวง จึงตอบเสียงเบาว่า “อ้อ ข้าเห็นท่านกำลังยุ่งอยู่...เลยคิดว่าค่อยไปหาครั้งหน้าแล้วกัน”
“อืม มีธุระนิดหน่อย” ฟู่ถิงเย่ไม่ได้ปิดบัง บอกนางอย่างตรงไปตรงมา “แคว้นหนานจ้าวส่งคนมา ้าขอความช่วยเหลือ ่นี้แคว้นต้าเหลียวไม่ได้หยุดเคลื่อนไหว แต่เปลี่ยนเป้าหมายไปแล้ว กำลังซุ่มซ่อนกำลังพลลงใต้แทน”
แผนที่ของต้าเหลียวนั้นใหญ่โต ดินแดนของแคว้นหนานจ้าวและต้าฉีล้วนติดกับต้าเหลียว
“อ้อ...” หวาชิงเสวี่ยเข้าใจ “มิน่า่นี้ถึงได้สงบสุขยิ่งนัก”
นางคิดว่ากองทัพเหลียวกลัวะเิอสนีบาตของนาง ที่แท้พวกนั้นก็กำลังไปหาส้มที่นิ่มกว่า หากกัดเนื้อต้าฉีไม่เข้า ก็เปลี่ยนไปกัดหนานจ้าวแทน ฮ่องเต้แห่งต้าเหลียวคนนี้ คงจะมีความปรารถนารวมแผ่นดินให้เป็หนึ่งจริงๆ
“จะให้ส่งทหารไปช่วยนั้นคงเป็ไปไม่ได้” ฟู่ถิงเย่ขมวดคิ้ว เอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ใครจะรู้ว่านี่คือแผนหลอกล่อหรือไม่ บางทีเมื่อกองทัพของเราเพิ่งออกไป ทัพเหลียวก็อาจจะหันกลับมาจัดการพวกเรา ข้าไม่เห็นด้วย คนของหนานจ้าวจึงอยากซื้อตัวช่างฝีมือกรมสรรพาวุธของเรา และอยากมาหาเ้าด้วย”
หวาชิงเสวี่ยประหลาดใจ “มาหาข้า?”
“อืม พวกเขาเ่าั้มีฝีมือสะกดรอยและสอดแนม ต้องระวังตัวเอาไว้ ข้าไม่อยากให้พวกเขารู้ที่อยู่ของเ้า ่นี้เลยต้องวุ่นอยู่กับการจัดการเื่ต่างๆ ไม่ได้มาหาเ้า” ฟู่ถิงเย่กล่าว
ถึงแม้เขาจะไม่ได้ตั้งใจอธิบาย และอาจจะเป็แค่การพูดถึงขณะที่กำลังคุยกัน แต่เมื่อหวาชิงเสวี่ยได้ฟัง จิตใจที่กระวนกระวายของนางก็สงบลง...
ที่แท้ก็เป็เช่นนี้นี่เอง...
หวาชิงเสวี่ยเผยรอยยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว “เช่นนั้นท่านแม่ทัพคิดจะจัดการอย่างไรเ้าคะ?”
“ต้องช่วยแน่นอนอยู่แล้ว” ฟู่ถิงเย่มีสีหน้าเหมือนกำลังครุ่นคิด “หากหนานจ้าวได้รับความเสียหาย ก็เหมือนกับการบำรุงต้าเหลียว จะเป็ผลเสียต่อต้าฉีมากยิ่งขึ้น แต่จะช่วยอย่างไร...ข้าต้องคิดให้ดีเสียก่อน”
หวาชิงเสวี่ยครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วถามว่า “ขายอาวุธให้พวกเขา ดีหรือไม่เ้าคะ?”
ฟู่ถิงเย่ถึงกับใ เบิกตากว้างมองหวาชิงเสวี่ย
อาวุธที่สร้างขึ้นมาใหม่ก็เหมือนเป็ไพ่ตายใบสุดท้ายที่เหลือ เขาคิดไม่ถึงว่าหวาชิงเสวี่ยจะพูดออกมาว่าจะขายไพ่ตายนี้ให้กับผู้อื่น?!
หากผู้อื่นได้ยินเข้า คงจะเข้าใจผิดว่าหวาชิงเสวี่ยทรยศต่อชาติบ้านเมือง! แต่ฟู่ถิงเย่รู้ว่าหวาชิงเสวี่ยไม่ใช่คนเช่นนั้น
“ความจริงแล้วเื่นี้ข้าก็อยากจะปรึกษาท่านแม่ทัพมานานแล้วเ้าค่ะ...” หวาชิงเสวี่ยเลือกใช้คำพูดอย่างระมัดระวัง “วิธีตีเหล็กแบบพับทบก็น่าจะถูกชาวเหลียวฉกฉวยเอาไปได้แล้ว แทนที่จะให้กองทัพเหลียวใช้วิธีตีเหล็กนี้เพื่อครองความได้เปรียบในการรุกรานดินแดนอื่น สู้เอาวิธีตีเหล็กนี้ไปเปิดเผยให้คนทั่วทั้งใต้หล้ารับรู้ เมื่อทำเช่นนี้ก็เท่ากับเป็การควบคุมแคว้นเหลียวทางอ้อม”
ใจของฟู่ถิงเย่สั่นไหวเล็กน้อย สีหน้าของเขาเคร่งขรึมมากขึ้น
“เช่นนั้น...” เขาคิดอยู่ครู่หนึ่ง พลันเข้าใจกระจ่างชัด “จะเก็บไว้ก็คงไม่มีประโยชน์ หากเปิดเผยออกไปจะยิ่งเป็ประโยชน์ต่อพวกเรามากกว่า”
หวาชิงเสวี่ยพูดต่อ “แล้วก็คันธนูแบบผสมของเรา ตราบใดที่กองทัพเหลียวได้ไปสักหนึ่งหรือสองคัน นำไปให้ช่างฝีมือแยกชิ้นส่วนศึกษา ก็อาจจะทำออกมาได้เหมือนกัน ไม่ช้าก็เร็วพวกเขาก็ทำแบบเดียวกันได้ เหตุใดเราจะต้องเก็บมันไว้เป็ความลับด้วย?”
ฟู่ถิงเย่เงยหน้าขึ้น มองหวาชิงเสวี่ยอย่างลึกซึ้ง “การขายธนูออกไป แน่นอนว่าช่วยหนานจ้าวได้จริง แต่เ้ารู้หรือไม่ หากวันหนึ่ง...หนานจ้าวนำธนูเหล่านี้มาโจมตีต้าฉี เ้าที่เป็คนเสนอให้ขายอาวุธ อาจจะกลายเป็คนทรยศของต้าฉีได้!”
“ไม่มีทาง” หวาชิงเสวี่ยยิ้มออกมาอย่างไม่ใส่ใจ “ท่านแม่ทัพ ในอนาคตเราจะมีอาวุธที่ร้ายกาจกว่านี้ ส่วนธนูชุดนี้ จะนำความมั่งคั่งมาสู่ต้าฉี ความยากลำบากในตอนนี้ของต้าฉี หากจะพูดให้ถูกที่สุด...ก็คือยากจนเกินไป”
ในรัชสมัยเสด็จพ่อของหลี่จิ่งหนาน ทรงส่งเสริมให้ชาวบ้านพัฒนาวิทยาการในทุกด้าน ทั้งหมดก็เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของบ้านเมือง วิทยาการที่ยกระดับแล้ว จะนำไปสู่ปริมาณการผลิตสินค้าที่เพิ่มสูงขึ้น เมื่อการค้าเจริญรุ่งเรือง จึงจะสามารถนำความมั่งคั่งและรายได้ภาษีมาสู่แว่นแคว้น
ตามมาด้วยการบรรเทาทุกข์ การสร้างถนน การรับสมัครทหาร และอื่นๆ อีกมากมาย การบริหารดินแดนนั้น ไม่มีส่วนไหนที่ไม่ต้องใช้เงิน หากค่ายทหารแต่ละค่ายยังต้องพึ่งพาท่านแม่ทัพใหญ่เื่การสนับสนุนค่าใช้จ่าย คงเกิดปัญหาขึ้นสักวันแน่นอน
ฟู่ถิงเย่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “วิธีการที่เ้าพูดมา ข้ารู้สึกว่าทำได้ แต่เื่นี้เกี่ยวข้องกับหลายฝ่าย ข้าต้องไปทูลรายงานต่อฝ่าาก่อนค่อยตัดสินใจ”
หวาชิงเสวี่ยพยักหน้า “อีกอย่างะเิอสนีบาต ก็ขายให้พวกเขาไปบ้างสิเ้าคะ”
ตอนนี้สีหน้าของฟู่ถิงเย่เปลี่ยนไปทันที!
การเปิดเผยวิธีตีเหล็กแบบพับทบ หรือการขายธนู เื่เหล่านี้พอเข้าใจได้ แต่ถึงขั้นต้องยกะเิอสนีบาตให้ไปด้วยเลยหรือ?!
“เ้าไม่กลัวว่าพวกเขาจะเข้าใจเคล็ดลับในนั้นหรือ?!”
หวาชิงเสวี่ยส่ายหน้ายิ้มๆ “ตราบใดที่พวกเขาไม่รู้วิธีการสกัดของข้า ต่อให้มอบะเิอสนีบาตให้พวกเขาไปเป็พันเป็หมื่นลูก พวกเขาก็ไม่สามารถเรียนรู้วิธีการทำได้”
นางหยุดเล็กน้อย แล้วพูดเสริมว่า “เมื่อแก้ปัญหาเื่แก้วได้แล้ว ข้าก็จะสามารถทำให้การสกัดนั้นดีขึ้น วันข้างหน้าก็จะมีะเิอสนีบาตที่ร้ายกาจยิ่งกว่านี้ แล้วก็จะมีปืนใหญ่ ปืนไฟ จรวดยิง แต่หากไม่มีเงิน เราก็ทำอะไรไม่ได้ทั้งนั้น”
แค่การขุดเหมืองก็ใช้จ่ายไปไม่น้อย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงกระบวนการผลิตในขั้นตอนต่อๆ ไปว่าเป็งานก่อสร้างที่ใหญ่โตขนาดไหน
ฟู่ถิงเย่ทำสีหน้าเคร่งขรึม จ้องมองนางโดยไม่พูดอะไร
หวาชิงเสวี่ยเอียงศีรษะมองเขา เห็นว่าเขาไม่พูดอะไร จึงเอื้อมมือไปจับแขนของเขาแล้วเขย่าเบาๆ
“ท่านแม่ทัพ? ท่านคิดว่าอย่างไร?”
ฟู่ถิงเย่จึงผ่อนคลายสีหน้าลง แล้วถอนหายใจ “ข้าคิดว่าเ้าพูดถูกต้อง”
เขาอยากจะถามว่านางเป็ปีศาจหรือไม่ เหตุใดเขาถึงปฏิเสธนางไม่ลงเลยสักครั้ง...
นี่หรือคือลมปากข้างหมอน [1] ที่เขาว่ากัน?
เมื่อหวาชิงเสวี่ยได้รับการยืนยัน ใบหน้าก็เผยรอยยิ้ม “ไหนๆ ท่านแม่ทัพก็มาแล้ว ช่วยข้าเขียนบางอย่างหน่อยสิเ้าคะ ท่านเขียนน่าจะเร็วกว่า”
นางพูดพลางเปิดผ้าห่มแล้วเตรียมจะลงจากเตียง
สีหน้าของฟู่ถิงเย่เปลี่ยนไปทันที! เขาตะคอก “หวาชิงเสวี่ย! ปกติเวลาเ้านอน เ้าใส่ชุดแบบนี้หรือ?!”
หวาชิงเสวี่ย “???”
เมื่อก้มหน้าลงดู—ผ้าคาดอก กางเกงขาสั้น มันมากเกินไปตรงไหน?
นางมีท่าทางขัดเขินเล็กน้อยก่อนจะดึงผ้าห่มบางเบามาคลุมตัวเองอีกครั้ง แล้วพึมพำเสียงเบา “แบบนี้ถึงจะเย็นสบายอย่างไรเล่า...”
——————————————————————
[1]ลมปากข้างหมอน(枕边风)เปรียบเปรยถึงการเป่าหูเพื่อใช้ประโยชน์อีกฝ่ายในความสัมพันธ์ของสามีภรรยา ที่เป็คู่ร่วมเรียงเคียงหมอนกัน
