กระทั่งกลับถึงที่พักบนยอดเขาประจิม ไป๋หยุนเฟยก็ยังไม่หายเหม่อลอยซึมเซา มันยังไม่กล้าจะเชื่อว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นวันนี้เป็เื่จริง
ตนเอง... เป็ศิษย์สายตรงของอดีตเ้าสำนักแล้ว? กลายเป็ศิษย์น้องของเ้าสำนักช่างประดิษฐ์เช่นนี้หรือ?
แต่ว่าหลังจากนั้น ภายในใจมันก็ท่วมท้นด้วยความตื่นเต้นยินดี --- ศิษย์สายตรงของอดีตเ้าสำนัก! ยังไม่ต้องเอ่ยถึงว่าจื่อจินเป็‘อาจารย์’ที่เหมาะสมกว่าโค่วฉางคงหรือไม่ แม้ว่าอดีตเ้าสำนักจื่อจินจะถอนตัวเร้นกายไปเนิ่นนานแล้ว แต่ความรอบรู้และประสบการณ์ยังคงเหนือล้ำกว่าโค่วฉางคงมากมายนัก
ด้วยตำแหน่งเ้าสำนัก โค่วฉางคงจึงมีหน้าที่ต้องดูแลจัดการเื่ราวมากมายภายในสำนัก อีกทั้งยังรับศิษย์ไว้หลายคน ดังนั้นจึงไม่อาจปลีกตัวไปถ่ายทอดวิชาด้วยตนเองได้บ่อยครั้ง แต่ว่าอดีตเ้าสำนักจื่อจินกลับไม่เหมือนกัน ั้แ่ถอนตัวเร้นกายอยู่บนยอดเขาอุดรก็ไม่ยุ่งเกี่ยวกับเื่ในสำนักอีก ศิษย์คนโตเช่นโค่วฉางคงก็ไม่จำเป็ต้องรับการชี้แนะอะไรอีก ศิษย์คนที่สองไม่ต้องเอ่ยถึง ศิษย์คนที่สามเจียงฟ่านยามนี้ก็ออกไปหาประสบการณ์ภายนอก เช่นนี้ก็หมายความว่าจื่อจินจะสามารถชี้แนะวิชาหลอมประดิษฐ์ต่อไป๋หยุนเฟยได้ทุกเวลา
เกรงว่าไม่เพียงแต่วิชาหลอมประดิษฐ์เท่านั้น แต่เมื่อเป็ถึงราชันิญญาอันสูงส่ง ในด้านการฝึกปรือิญญาก็เชื่อว่าจะสามารถชี้แนะไป๋หยุนเฟยได้เป็อย่างดี
“พรุ่งนี้ที่ยอดเขาอุดร...” ไป๋หยุนเฟยนั่งขัดสมาธินเตียง จากนั้นจึงกล่าวกับตนเองว่า “ยามนี้ข้าเป็บรรพิญญาแล้ว ไม่ทราบว่าท่านอาจารย์จะสั่งสอนชี้แนะข้าเช่นไร? ข้าในยามนี้สมควรจะหลอมประดิษฐ์วัตถุิญญาชั้นปฐีได้แล้วกระมัง?”
“ปรับสภาพร่างกายให้ดี เตรียมพร้อมที่จะ‘เรียนรู้’ในวันพรุ่งนี้เถอะ!!”
…………
วันต่อมา ที่ฝั่งขวาของยอดเขาอุดร
มีศาลาหลังเล็กที่ปลูกสร้างอย่างเรียบง่ายอยู่ภายในป่าไผ่ ด้านหลังศาลานั้นเป็เรือนพักอันกว้างขวางหลังหนึ่ง ภายในลานบ้านของเรือนพักปรากฏเงาร่างหนึ่งชราหนึ่งฉกรรจ์ยืนอยู่ ทั้งคู่ก็คือไป๋หยุนเฟยและอดีตเ้าสำนักจื่อจินนั่นเอง
หลังจากไป๋หยุนเฟยใช้พลังฝีมือของผู้บรรลุด่านบรรพิญญาแสดงเคล็ดควบคุมไฟอย่างเชี่ยวชาญ จื่อจินก็พยักหน้าเล็กน้อยด้วยความพอใจก่อนจะกล่าวว่า “อืม หยุนเฟยเ้าทำได้ไม่เลว เพียงใช้เวลาไม่นานก็สามารถฝึกปรือเคล็ดควบคุมไฟได้ถึงขั้นนี้ แสดงว่าเ้าเข้าใจต่อธาตุไฟได้อย่างลึกซึ้งแล้ว หากเป็ผู้ฝึกปรือิญญาทั่วไป อย่างน้อยต้องเป็บรรพิญญาระดับกลางก่อนจึงจะสามารถควบคุมได้ถึงระดับนี้...”
“ท่านอาจารย์กล่าวชมเกินไปแล้ว... เรียนท่านอาจารย์ตามตรง ที่จริงในยามที่ข้าก้าวข้ามเข้าสู่ด่านภูติญญานั้น... เกิดปัญหาขึ้นเล็กน้อย จากนั้นข้าจึงอาศัยเห็ดิญญาอัคคีเพื่อช่วยเหลือ ด้วยเหตุนี้จึงมีความเข้าใจต่อพลังธาตุไฟกระจ่างกว่าผู้อื่นเล็กน้อย” ไป๋หยุนเฟยไม่คิดจะปิดบังเื่สำคัญเช่นนี้ จึงบอกออกไปตามตรง
“อ้อ? เห็ดิญญาอัคคี? ขณะที่เ้าบรรลุด่านกลับได้รับของวิเศษที่หายากเช่นนั้น?” จื่อจินประหลาดใจเล็กน้อย หลังจากครุ่นคิดชั่วครู่จึงคาดเดาขึ้น “เป็ของที่เกออี้หยุนแห่งสำนักชะตาลิขิตมอบให้?”
เห็นท่าทีตกตะลึงของไป๋หยุนเฟย จื่อจินก็ยิ้มพลางกล่าวว่า “เ้าไม่ต้องประหลาดใจ ผู้ที่จะเข้าสำนักช่างประดิษฐ์ จะถูกพวกเราตรวจสอบอย่างละเอียด เื่ราวของเ้าในมณฑลฉิงหยุนข้าได้รับทราบหมดแล้ว ที่ต้องตรวจสอบก็ด้วยมีเหตุผลจำเป็ หวังว่าเ้าจะไม่ถือสา”
ไป๋หยุนเฟยแสดงท่าทีว่าเข้าใจ ทั้งยังปราศจากความรู้สึกไม่พอใจ หลังจากใคร่ครวญชั่วครู่จึงบอกเล่าเหตุการณ์โดยสังเขปว่าขณะที่บรรลุด่านภูติญญาแล้วเกิดอุบัติเหตุ จากนั้นหงยินจึงได้มอบเห็ดิญญาอัคคีเพื่อช่วยให้มันได้บรรลุด่านอย่างสมบูรณ์ แน่นอนว่าไป๋หยุนเฟยย่อมไม่บอกว่าอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นมาจากที่ตนเองใช้กระบวนการอัพเกรดที่เกินขอบเขต
“โอ คิดไม่ถึงว่าจะเป็หงยินที่ช่วยเหลือ แต่ก็ใช่แล้ว... สมบัติล้ำค่าเช่นนี้คงมีเพียงป่าอสูริญญาเท่านั้น จึงจะเสาะหาได้โดยง่าย” จื่อจินพยักหน้าราวกับครุ่นคิดบางอย่างโดยไม่ได้ถามต่อ
จู่ๆไป๋หยุนเฟยก็นึกถึงเื่บางอย่างขึ้นมาได้ จึงพลิกมือขวาเพื่อนำเห็ดวายุที่ได้จากมารคู่จันทร์เสี้ยวออกมา
“ท่านอาจารย์ นี่คือของที่ศิษย์ได้มาโดยบังเอิญระหว่างท่องเที่ยว ข้าไม่คุ้นเคยต่อของเช่นนี้ ท่านลองดู...”
จื่อจินเลิกคิ้วเล็กน้อย “เห็ดวายุ? ของสิ่งนี้นับว่าล้ำค่าหายากไม่น้อย แม้จะเทียบไม่ได้กับเห็ดิญญาอัคคีที่เ้าเอ่ยถึงก่อนหน้านี้ แต่ก็เป็เห็ดอายุนับพันปี หากว่ารับประทานเข้าไปจะช่วยเสริมพลังฝึกปรือได้อีกไม่น้อย หากใช้รักษาอาการาเ็ก็ได้ผลดีเช่นเดียวกัน เพียงแต่ว่ามันจะให้ผลลัพธ์ดีที่สุดก็ต่อเมื่อใช้กับผู้ฝึกปรือิญญาธาตุลมเท่านั้น หากเป็ผู้ฝึกปรือิญญาธาตุอื่นผลลัพธ์ที่ได้จะด้อยลงมากมายนัก”
ไป๋หยุนเฟยถามด้วยความสงสัย “รับประทาน? ก็คือกลืนกินเข้าไปโดยตรงหรือ?”
จื่อจินพยักหน้ากล่าวว่า “ทุกวันนี้การใช้งานโอสถสมุนไพรล้ำค่าเช่นนี้ ผู้คนต่างก็ใช้วิธีกลืนกินลงไปโดยตรง หรืออย่างมากก็ผสมกับสมุนไพรชนิดอื่นอย่างเรียบง่าย ช่างน่าเสียดาย... ก่อนหน้านี้เคยมียุคสมัยอันรุ่งเรืองของสำนักหลอมโอสถ แต่เมื่อสองพันปีก่อนได้รับความเสียหายอย่างรุนแรงจาการวมแผ่นดิน จากนั้นก็ค่อยๆเสื่อมถอยลงจนสาบสูญไปจากประวัติศาสตร์ จนถึงปัจจุบันนี้ก็ไม่ปรากฏตัวมาร่วมพันปีแล้ว”
“สำนักหลอมโอสถ? สองพันปีก่อน?” ไป๋หยุนเฟยบังเกิดความประหลาดใจ จึงเอ่ยถามด้วยความสงสัย “ารวมแผ่นดิน? หรือว่าจะเป็...”
“มิผิด ก็คือารวมแผ่นดินเพื่อก่อตั้งอาณาจักรเทียนหุน” จื่อจินเห็นไป๋หยุนเฟยมีท่าทีสนใจ จึงยิ้มขึ้นก่อนจะอธิบายต่ออย่างแช่มช้า “สองพันสองร้อยปีก่อน ทั้งแผ่นดินเกิดกลียุคแตกแยก มีแคว้นใหญ่น้อยตั้งตนแผ่นดินแก่งแย่งอำนาจกัน กระทั่งมีแคว้นเล็กๆที่ไร้ชื่อเสียงแคว้นหนึ่ง สามารถต่อสู้ปราบพิชิตแคว้นคู่อริได้จนหมดสิ้น แม้แต่อาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุคนั้นเช่น อาณาจักรต้าฉิน ก็ยังถูกเขมือบกลืนลงไป สุดท้ายก็สามารถรวมแผ่นดินเป็หนึ่งเดียว แผ่นดินนี้จึงได้ชื่อว่า เทียนหุน!!”
“ยามนั้นในโลกหล้าแห่งนี้มีผู้กล้าแข็งอยู่มากมายนับไม่ถ้วน แต่กลับมีผู้หนึ่งซึ่งไม่มีผู้ใดจะจะสามารถต่อกรได้ จนได้รับการขนานนามว่าเป็ยอดยุทธ์ไร้เทียมทาน!”
“คนผู้นั้นคือปฐมจักรพรรดิแห่งอาณาจักรเทียนหุน --- อู่เทียนหุน!!”
หลังจากหยุดพักหายใจชั่วครู่ จื่อจินจึงเล่าต่อ “ส่วนสำนักหลอมโอสถ ก็เป็ดังชื่อ นั่นก็คือสำนักที่หลอมผลิตโอสถเม็ดโดยเฉพาะ วิชาหลอมโอสถของสำนักแห่งนี้ลี้ลับอัศจรรย์ยากจะหาผู้ใดเปรียบ โดยทั่วไปฤทธิ์ยาจะเกิดจากประสิทธิภาพของวัตถุดิบสมุนไพรล้ำค่า แต่สำหรับโอสถที่หลอมโดยสำนักแห่งนี้ ไม่ว่าผู้ใดรับประทานลงไป ประสิทธิภาพของโอสถจะแสดงฤทธิ์ยาเป็เท่าตัว มิหนำซ้ำยังมีโอสถน่าอัศจรรย์อีกหลายชนิด ถึงขนาดมีคำร่ำลือว่ามีโอสถที่ชุบชีวิตคนตายให้ฟื้นขึ้นได้ แม้แต่โอสถที่ช่วยให้ทะลวงผ่านคอขวดของการฝึกปรือได้โดยง่ายดายก็ยังมี”
“การดำรงอยู่ท่ามกลางความวุ่นวายเช่นนั้น ย่อมเป็ธรรมดาที่จะกลายเป็เป้าหมายของผู้เข้มแข็งจำนวนมาก จาก้ากลายเป็แย่งชิง กลายเป็ปล้นฆ่า สำนักหลอมโอสถได้รับความเสียหายและาเ็ล้มตายจนเกินจะฟื้นตัว ร่ำลือกันว่าในท้ายที่สุดเ้าสำนักยามอับจนหนทางจึงทำลายโอสถและวิธีหลอมโอสถทั้งหมดทิ้ง จากนั้นศิษย์ที่เหลืออยู่ก็ใช้ยาลึกลับของสำนักแผดเผาพลังชีวิตทำลายตนเองไปพร้อมกับศัตรูที่มาแย่งชิงไปจนหมดสิ้น!!”
“และหลังจากนั้น แม้ว่าจะยังมีศิษย์สำนักหลอมโอสถที่โชคดีมีชีวิตรอดออกจากสำนักไปได้ แต่ก็มีจำนวนเพียงน้อยนิด หลังจากนั้นก็เคยมีการรวมตัวกันเพื่อหวังจะฟื้นฟูสำนักขึ้นอีกครั้ง แต่สุดท้ายก็ทำไม่สำเร็จ จึงค่อยๆจางหายไปจากโลกของผู้ฝึกปรือิญญา ส่วนวิชาหลอมโอสถ ก็สาบสูญไปนับแต่นั้นเป็ต้นมา...”
“หลังจากนั้น ในแผ่นดินบางครั้งก็ปรากฏเม็ดโอสถที่ตกทอดมาจากคนรุ่นก่อน และทุกครั้งที่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ก็จะก่อให้เกิดการนองเืขึ้น... เมื่อห้าร้อยปีก่อน ร่ำลือกันว่ามีโอสถเม็ดที่สามารถช่วยให้ทะลวงคอขวดของด่านราชันิญญาปรากฏขึ้น จนเป็เหตุให้สำนักใหญ่ทั้งหลายเกิดการฆ่าฟันเพื่อแย่งชิง สำนักหลอมิญญา สำนักวายุอัสนี สำนักเบญจธาตุ ทั้งสามสำนักต่างต้องสูญเสียราชันิญญาไปสำนักละคน ส่วนสำนักอื่นๆก็ได้รับความเสียหายเช่นกัน แม้แต่สำนักช่างประดิษฐ์ของข้าก็ถูกดึงเข้าไปเกี่ยวข้อง... สุดท้ายสำนักิญญา์ต้องออกหน้า เหตุการณ์จึงค่อยสงบลง ส่วนโอสถเม็ดนั้นกลับไม่มีผู้ใดพบเห็นร่องรอย แม้แต่ว่าจะเป็เื่จริงหรือเท็จก็ยังไม่มีผู้ใดทราบกระจ่าง...”
จื่อจินกล่าวถึงตรงนี้ก็ไม่ได้บอกเล่าต่อ ราวกับเื่ที่เล่าออกไปนี้จะกระตุ้นให้หวนรำลึกถึงเื่ราวอันน่าโศกเศร้า สุดท้ายชายชราก็ถอนหายใจแ่เบาจนแทบไม่อาจสังเกตเห็น จากนั้นจึงแย้มยิ้มรอคอยไป๋หยุนเฟยซึ่งมีท่าทีเหม่อลอยราวกับกำลังใคร่ครวญถึงเื่ราวที่ได้รับฟัง
ดวงตาไป๋หยุนเฟยทอประกายพิสดาร ราวกับกำลังแยกแยะเื่ราวที่ได้รับฟังจากจื่อจิน มันคิดไม่ถึงว่าการหยิบเห็ดิญญาวายุออกมาเพื่อถามโดยไร้เจตนา กลับทำให้ได้รับรู้เื่ราวอันน่าแตกตื่นในประวัติศาสตร์เช่นนี้
ที่จริงแล้ว เื่ที่จื่อจินเล่าออกมานั้นไม่ได้เป็เื่เร้นลับอันใด เพียงแต่สำหรับไป๋หยุนเฟยแล้ว มันกลับรับรู้เื่ราวของโลกผู้ฝึกปรือิญญามาเพียงน้อยนิด ดังนั้นเมื่อได้รับรู้เื่เช่นนี้จึงอดที่จะเกิดความตกตะลึงไม่ได้
“พลังฝีมือของคนผู้หนึ่ง กลับสร้างความตกตะลึงแก่คนทั้งโลก ไร้ผู้ต่อต้าน รวมแผ่นดินเป็ปึกแผ่น... สำนักหลอมโอสถ โอสถเม็ด การสูญเสียราชันิญญา...” ผ่านไปเนิ่นนาน ไป๋หยุนเฟยจึงค่อยดึงสติกลับมาได้ทีละน้อย แต่ไม่ทราบเพราะเหตุใด มันกลับรู้สึกว่าเืในกายพลุ่งพล่านขึ้น...
จื่อจินเห็นมันรู้สึกตัวก็ยิ้มพลางกล่าวว่า “เอาเถอะ เื่ราวเกี่ยวกับโลกผู้ฝึกปรือิญญายังมีอีกมากมายนัก หลังจากนี้เ้าก็ทำความรู้จักไปทีละน้อย ยามนี้สิ่งสำคัญที่สุดคือเพิ่มพูนพลังฝีมือ รอกระทั่งฝีมือเ้ากล้าแข็งพอจึงค่อยออกไปผจญภัยในแผ่นดินเทียนหุนอันกว้างใหญ่ ถึงเวลานั้นเ้าจะได้ััอย่างแท้จริงว่าโลกนี้ยอดเยี่ยมเพียงใด...”
ไป๋หยุนเฟยระงับความคิดในใจเอาไว้ จากนั้นจึงกล่าวอย่างหนักแน่นว่า “ท่านอาจารย์โปรดวางใจ ศิษย์เข้าใจแล้ว”
“อืม” จื่อจินพยักหน้าพลางกล่าวว่า “กลับมาพูดถึงเื่เดิมก่อน ก่อนอื่นอาจารย์จะให้เ้าแสดงความชำนาญในวิชาหลอมประดิษฐ์ออกมาให้ดูว่าถึงระดับใดแล้ว ให้เ้าหลอมประดิษฐ์วัตถุิญญาออกมาให้อาจารย์ดูสักเล่ม”
กล่าวจบกลับไม่เห็นไป๋หยุนเฟยมีทีท่าว่าจะขยับ จึงถามด้วยความสงสัย “มีอะไรหรือ?”
“เอ่อ เื่นี้...” ไป๋หยุนเฟยอึกอักทำตัวไม่ถูก “ท่านอาจารย์ กระถางหลอมประดิษฐ์ของข้าถูกะเิไปแล้วในวันนั้น... อีกอย่าง วัตถุดิบก็ไม่มีแล้ว...”
จื่อจินชะงักไปชั่วครู่ จากนั้นจึงยิ้มพลางกล่าวว่า “ข้ากลับลืมเื่นี้ไปได้...”
หลังจากนิ่งเงียบไปชั่วครู่จื่อจินก็สะบัดมือขวา ได้ยินเสียงดัง‘ตึง’ กระถางหลอมประดิษฐ์ที่เรืองแสงสีม่วงสลับแดงก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าไป๋หยุนเฟย
“กระถางนี้มีชื่อว่า‘กระถางเพลิงอัสนี’ ข้าเคยใช้ในการหลอมประดิษฐ์มาก่อน จากนี้ไปมันเป็ของเ้าแล้ว!!”
