บทที่ ๑๕ : แกงมัสมั่นบันลือโลก
ณ ท้องพระโรงใหญ่
(วินาทีแห่งความเงียบสงัด)
กัปตันเดอ ซิลวา อ้าปากงับเนื้อน่องลายชิ้นโตที่ชุ่มฉ่ำไปด้วยน้ำแกงกะทิข้นคลั่กเข้าปาก...
ทุกสายตาในท้องพระโรง ไม่ว่าจะเป็ฮ่องเต้ ขุนนาง หรือแม้แต่พ่อครัวหลวงที่แอบดูอยู่หลังม่าน ต่างกลั้นหายใจรอฟังคำพิพากษา
หนึ่งวินาทีผ่านไป...
กัปตันหยุดเคี้ยว ดวงตาสีฟ้าเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย
สามวินาทีผ่านไป...
เขาหลับตาลงช้าๆ ริมฝีปากที่เคยเหยียดยิ้มเยาะเย้ย บัดนี้ค่อยๆ คลายออกเป็รอยยิ้มที่ดู... ‘เคลิบเคลิ้ม’
ห้าวินาทีผ่านไป...
กัปตันลืมตาขึ้น แล้วอุทานออกมาด้วยน้ำเสียงแ่เบา
“พระเ้าช่วย...”
เขาไม่ได้คายทิ้ง เขาไม่ได้บ่นว่าเผ็ด แต่เขากลับตักคำที่สอง... คำที่สาม... และคำที่สี่ เข้าปากอย่างรวดเร็วราวกับกลัวใครจะมาแย่ง!
"รสชาตินี้มัน..." ล่ามรีบแปลด้วยความตื่นเต้นตามสีหน้าเ้านาย "เนื้อนุ่มจนแทบไม่ต้องเคี้ยว! มันละลายในปากราวกับเนย! กลิ่นเครื่องเทศหอมฟุ้งขึ้นจมูก แต่มันไม่ฉุนกึกเหมือนของอินเดีย มันมีความละมุน... ความนวลเนียนของกะทิที่เชื่อมโยงทุกอย่างเข้าด้วยกัน!"
กัปตันเดอ ซิลวา วางช้อนลง แล้วคว้าแก้วไวน์แดงขึ้นมาจิบตาม
อึก...
ความมหัศจรรย์บังเกิด!
ความมันของกะทิและความเข้มข้นของเครื่องเทศในแกงมัสมั่น เข้าไปเคลือบลิ้นและตัดความฝาดเฝื่อนของไวน์แดงได้อย่างสมบูรณ์แบบ รสชาติผลไม้ในไวน์ถูกดึงให้เด่นชัดขึ้นเมื่อเจอกับความหวานของหอมหัวใหญ่และน้ำตาลมะพร้าว
"สมบูรณ์แบบ!"
กัปตันลุกขึ้นยืนปรบมือเสียงดังสนั่นหวั่นไหว
แปะ! แปะ! แปะ!
"ข้าไม่เคยทานแกงชนิดใดที่ 'ลุ่มลึก' เพียงนี้มาก่อน! มันมีทั้งรสเค็ม รสหวาน รสเปรี้ยวจางๆ จากน้ำมะขาม และความเผ็ดร้อนที่ซ่อนอยู่ปลายลิ้น... นี่คือ 'าาแห่งแกง' โดยแท้จริง!"
ฮ่องเต้หลี่เฉินลอบถอนหายใจยาวเหยียด พระองค์ยืดอกขึ้นทันทีด้วยความภาคภูมิใจ ทั้งที่ตัวเองไม่ได้ทำ
"ท่านชอบหรือไม่ ท่านทูต?"
"ชอบมากพะยะค่ะ!" กัปตันเดินตรงเข้ามาหาบัวที่ยืนสงบเสงี่ยมอยู่ "แม่นาง... เ้าเป็ใคร? พ่อครัวใหญ่จากเหลาใด? เหตุใดถึงรู้วิธีใช้เครื่องเทศตะวันออกผสมกับรสนิยมตะวันตกได้ลงตัวเพียงนี้?"
บัวย่อตัวถวายคำนับ ยิ้มหวานแบบไทยสยาม
"หม่อมฉันมิใช่พ่อครัวใหญ่เ้าค่ะ... หม่อมฉันเป็เพียงสนมเล็กๆ จากแดนสยาม นามว่า 'บัว'"
"สยาม?" กัปตันตาโต "อา... ดินแดนแห่งแม่น้ำและรอยยิ้ม! มิน่าเล่า รสชาตินี้ถึงได้มีความประนีประนอมและอ่อนโยน แต่ก็แฝงไปด้วยความร้อนแรง!"
กัปตันหันไปทางฮ่องเต้ แล้วโค้งคำนับจนแทบติดพื้น
"ฝ่าา... ข้าขอน้อมรับความพ่ายแพ้! อาหารของต้าถัง ที่ปรุงโดยสาวสยาม ช่างล้ำเลิศยิ่งนัก ข้าขอถอนคำพูดที่ว่าอาหารท่านจืดชืด... และเพื่อเป็การไถ่โทษ ข้าขอมอบไวน์ทั้งหมดในเรือให้ท่าน และยินดีจะเซ็นสัญญาการค้าในราคาพิเศษ!"
เสียงเฮดังลั่นท้องพระโรง! เหล่าขุนนางที่เคยดูถูกบัว ต่างมองนางด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป... จากสนมบ้านนอก กลายเป็ "วีรสตรีผู้กู้หน้าแผ่นดิน"!
.
.
.
หลังจากงานเลี้ยงเลิกรา
ฮ่องเต้เรียกบัวให้เข้าเฝ้าเป็การส่วนตัวที่ระเบียงชมจันทร์
"เ้าทำได้ดีมาก... บัว" ฮ่องเต้ตรัสชม พระหัตถ์ถือถ้วยแกงมัสมั่นที่เหลือ ซึ่งทรงแอบสั่งให้เก็บไว้ ตักกินอย่างเอร็ดอร่อย
"ขอบพระทัยเ้าค่ะ" บัวยิ้มแก้มปริ "หม่อมฉันแค่อยากช่วยลุงหวัง แล้วก็หมั่นไส้ตาฝรั่งนั่นนิดหน่อยเ้าค่ะ"
"เ้าช่วยกู้หน้าข้า และช่วยชาติไว้..." ฮ่องเต้วางถ้วยลง จ้องตาบัว "ข้าควรจะใหารางวัลเ้า... เ้าอยากได้สิ่งใด? ทองคำ? ผ้าไหม? หรือตำแหน่ง?"
บัวนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง นางมองไปที่ดวงจันทร์กลมโต คิดถึงบ้านที่จากมา
"หม่อมฉันไม่อยากได้ทองคำเ้าค่ะ... แต่หม่อมฉันขอ..."
"ขออะไร? ว่ามาเถิด ข้าให้ได้ทุกอย่าง" ฮ่องเต้สายเปย์เริ่มทำงาน
"หม่อมฉันขอ 'สิทธิ์ขาดในห้องเครื่อง' เ้าค่ะ!"
"หือ?"
"หม่อมฉันขออนุญาตใช้ห้องเครื่องหลวงได้ตามใจชอบ ขอเบิกวัตถุดิบได้ทุกอย่าง และขออนุญาต 'ปลูกผักสวนครัว' ในเขตพระราชฐานได้ไหมเ้าคะ?" บัวทำตาปริบๆ อ้อนวอน
"แค่ปลูกผักเนี่ยนะ?" ฮ่องเต้เลิกคิ้ว
"เ้าค่ะ! พริก กะเพรา โหระพา ตะไคร้... ของพวกนี้ขาดไม่ได้! หากฝ่าาอยากเสวยของอร่อยๆ แบบนี้อีก ก็ต้องมีวัตถุดิบสดใหม่นะเ้าคะ!"
ฮ่องเต้หัวเราะร่า พระองค์นึกว่านางจะขอดาวขอเดือน แต่กลับขอแค่ปลูกผัก
"ได้! ข้าอนุญาต! ั้แ่วันนี้ไป เ้าคือ 'ผู้ดูแลต้นเครื่องพิเศษ'... และข้าอนุญาตให้เ้าเปลี่ยนสวนดอกไม้หน้าตำหนักข้า เป็แปลงผักได้ตามใจชอบ!"
"จริงนะเ้าคะ!" บัวะโตัวลอยด้วยความดีใจ เผลอลืมตัวเข้าไปกอดแขนฮ่องเต้ "ขอบพระทัยเ้าค่ะคุณพี่!"
ฮ่องเต้ชะงัก ตัวแข็งทื่อเมื่อถูกัั... แต่รอยยิ้มที่มุมปากกลับกว้างขึ้นเรื่อยๆ
"คุณพี่รึ..." พระองค์พึมพำ "ฟังดู... ไม่เลว"
คืนนั้น... ในขณะที่ฮ่องเต้บรรทมหลับฝันดีเพราะท้องอิ่ม
แม่หญิงบัวก็นั่งวางแผนการใหญ่ในตำหนักเย็น
"เสร็จโจร! ได้ใบอนุญาตแล้ว!" นางกางกระดาษร่างแผนผัง
"ตรงนี้จะปลูกกะเพรา... ตรงนี้ปลูกพริกขี้หนู... ตรงริมรั้วลงมะละกอ..."
นางมองไปที่ไกลๆ ด้วยแววตามุ่งมั่น
"คอยดูเถอะ... อีกไม่นาน วังหลวงแห่งนี้ จะต้องหอมอบอวลไปด้วยกลิ่น 'ผัดกะเพรา'! และข้าจะทำให้ทุกคนเสพติดรสชาติไทยจนถอนตัวไม่ขึ้น!"
าอาหารจบลงแล้ว แต่าหัวใจและความวุ่นวายบทใหม่... กำลังจะเริ่มต้นขึ้น เมื่อ "กะเพรา" สมุนไพรต้องห้าม ในสายตาคนจีนที่คิดว่าเป็วัชพืช กำลังจะบุกยึดแปลงดอกไม้ฮ่องเต้!
