เมิ่งอู่ออกแรงมากพอ แต่พื้นดินใต้ฝ่าเท้าของนางรับน้ำหนักของคนสองคนไม่ไหวจึงเริ่มพังทลาย
เสียงกรีดร้องของเมิ่งเจียนเจียก้องไปทั่วหุบเขา เมื่อพบว่าเมิ่งอู่คว้าตัวนางไว้ได้ ไม่ร่วงลงไป นางจึงพยายามดึงเมิ่งอู่เอาไว้สุดชีวิต
ถึงจะรอดพ้นจากความตายได้อย่างหวุดหวิด แต่ดูคล้ายนางจะหวาดกลัวจนร่างกายเป็อัมพาตไปแล้ว ในจังหวะที่เมิ่งอู่ออกแรงดึงเมิ่งเจียนเจียขึ้นมาอย่างสุดความสามารถ เท้าของนางกลับยืนไม่มั่น ด้วยเหตุนี้ตัวซวดเซไปข้างหน้าอย่างไม่มั่นคง ออกแรงครั้งเดียวก็ผลักเมิ่งอู่ออกไปนอกหน้าผา!
“อาอู่!”
พื้นดินใต้ฝ่าเท้าทรุดตัวลงเร็วรี่ เมิ่งอู่เพียงก้มหน้ามองแวบเดียว ร่างของนางก็ร่วงลงไปนอกหน้าผา!
เมิ่งเจียนเจียกรีดร้องอีกครั้ง รีบปล่อยมือจากเมิ่งอู่ด้วยความตื่นตระหนก นางร่ำไห้พลางตะเกียกตะกายถอยกลับเข้าไปด้านในอย่างหมดหนทาง
เกือบเป็เวลาเดียวกัน เงาร่างสีขาวราวกับเมฆหมอกข้างกายกระโจนผ่านหน้าเมิ่งเจียนเจียไปอย่างรวดเร็ว
เมิ่งเจียนเจียเบิกตากว้าง จิตใต้สำนึกอยากจะคว้าไว้ แต่กลับคว้าจับได้เพียงอากาศธาตุ
ทันใดนั้นก็เห็นเงาร่างสีขาวพุ่งออกไปนอกหน้าผา ไล่ตามเมิ่งอู่ที่ร่วงลงไป!
เมิ่งเจียนเจียทรุดนั่งกับพื้น ะโเสียงดัง “คุณชายหวังสิง!”
เหตุการณ์ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นกะทันหันมาก จนกระทั่งพวกอันธพาลที่อยู่ข้างๆ ไม่ทันมีปฏิกิริยาตอบโต้ แม้แต่จะยื่นมือออกไปคว้าก็ไม่ทัน
เมิ่งเจียนเจียหมอบลงกับพื้น ร้องไห้ปานจะขาดใจ รำพึงรำพันว่า “คุณชายหวังสิง! น้องสาวเมิ่งอู่ เหตุใดจึงเป็เช่นนี้... เป็เช่นนี้ได้... ทั้งหมดเป็เพราะข้า!”
พลบค่ำมาเยือน หมอกในหุบเขาหนาขึ้นเรื่อยๆ ด้านล่างมีแต่หมอกขาวโพลน มองไม่เห็นสิ่งใด บรรดาอันธพาลจึงรีบพาเมิ่งเจียนเจียไปยังที่ปลอดภัย จากนั้นค่อยะโเรียกเมิ่งอู่กับอินเหิงอยู่ริมหน้าผา
เดิมทีคิดว่าคงไม่มีเสียงตอบรับ ด้วยตกจากที่สูงเช่นนั้นคงแหลกละเอียดเป็ผุยผงไปแล้ว
แต่ผู้ใดจะคาดคิด ขณะที่ทุกคนหมดหวัง ก็ได้ยินเสียงตอบรับของเมิ่งอู่ดังขึ้นแ่เบาจากด้านล่าง “ะโหามารดาของพวกเ้าสิ! มีเวลาะโ เหตุใดถึงไม่รีบลงมาดู!”
พวกอันธพาลเอ่ยถามอย่างร้อนใจ “จะลงไปได้อย่างไร? ให้พวกเราะโลงไปหรือ?”
เมิ่งอู่สูดลมหายใจเข้าลึกก่อนะโเสียงดัง “ลงจากเขา! แล้วเข้ามาในหุบเขา!”
“อ้อ อ้อ อ้อ!”
พวกอันธพาลรีบมุ่งหน้าลงจากเขา
เมิ่งเจียนเจียนั่งเป็อัมพาตอยู่บนพื้น น้ำตายังคลอหางตา สีหน้าท่าทางโง่งม
ก่อนหน้านี้ยามที่นางร้องไห้ฟูมฟายเจียนตาย ดูคล้ายนางโศกาอาดูรอย่างแท้จริง แต่เวลานี้เมื่อได้ยินว่าทุกคนยังมีชีวิตอยู่ นางกลับไม่รู้ว่าสมควรมีปฏิกิริยาอย่างไรแล้ว
พวกอันธพาลวิ่งไปได้ไม่กี่ก้าว หันกลับไปก็เห็นนางยังนั่งแหมะอยู่ที่พื้น และเมื่อเห็นพวกชาวบ้านถือกิ่งไม้กลับมา จึงตะคอกใส่ชาวบ้านว่า “พวกเ้า พานางเด็กนี่ลงจากเขาไป! เกะกะ!”
ชาวบ้านผงะ เอ่ยถาม “แล้วเมิ่งอู่กับหวังสิงเล่า?”
“เพื่อช่วยนาง ทั้งสองคนตกเหวแล้ว!”
กล่าวจบ พวกอันธพาลก็วิ่งลงจากเขาอย่างเร่งรีบ เมื่อเห็นว่าท้องฟ้ามืดแล้ว ชาวบ้านจึงมิกล้ารีรอ รีบพาเมิ่งเจียนเจียลงจากเขาไป
ที่ผนังผา เมิ่งอู่กำเคียวไว้แน่น ปลายเคียวจมลงไปในรอยแตกของผนังหินและรองรับน้ำหนักของนางเอาไว้
โชคดีที่นางมีปฏิกิริยาตอบสนองทันท่วงที ใช้เคียวรับน้ำหนักไว้ขณะที่ร่างของนางร่วงลงมา เคียวครูดกับผนังผาเกิดเป็เสียงบาดแหลม เมื่อแรงต้านทานมากขึ้น ความเร็วในการร่วงของนางก็ช้าลง สุดท้ายก็หยุดลง
เมิ่งอู่เบิกตากว้าง มองเก้าอี้เข็นที่กำลังร่วงลงมาจากหน้าผา พุ่งผ่านร่างของนางไปเร็วรี่
จากนั้นนางก็เงยหน้าขึ้น เห็นเงาร่างสีขาวพุ่งตามลงมาติดๆ
เถาวัลย์บางเส้นบนหน้าผาไม่แข็งแรงนัก พออินเหิงยืมแรง เถาวัลย์ก็ขาด อินเหิงต้องเปลี่ยนเถาวัลย์หลายครั้ง สุดท้ายจึงคว้าเถาวัลย์ไว้กำหนึ่ง และหยุดอยู่ตรงตำแหน่งที่ห่างจากเมิ่งอู่สองสามฉื่อ
จากนั้นเมิ่งอู่ก็ได้ยินเสียงะโของพวกอันธพาลจาก้า
เมิ่งอู่จ้องมองอินเหิงอย่างเลื่อนลอย อธิบายความรู้สึกไม่ถูก เมื่อโพล่งออกมาถ้อยคำของนางก็เต็มไปด้วยความโกรธเคือง “เหตุใดเ้าถึงตกลงมาด้วย? ข้าไม่ได้บอกให้เ้าถอยหลังไปหรือ?!”
อินเหิงจ้องมองนางอย่างแน่วแน่ ท่ามกลางแสงสนธยาสลัว ดวงตาของเขาลึกล้ำดุจท้องทะเล กล่าวเสียงเรียบเฉย “ข้าะโลงมาเอง”
หัวใจเมิ่งอู่เต้นผิดจังหวะ นางขยับริมฝีปากเอ่ยอย่างตะลึงลาน “เ้าะโลงมาทำไม อยากตายหรือไร?”
เขาไม่รู้ว่าตนเองอยากตายหรือไม่ แต่ที่รู้คือมิอาจทนเห็นนางตายไปต่อหน้าต่อตา
อินเหิงยื่นมือออกไป “อาอู่ ยื่นมือมาให้ข้า”
เมิ่งอู่เดือดดาลสุดขีด แต่ก็ไม่รีรอ ยื่นมือไปจับมือเขาไว้ เขากระชับนิ้วและกุมมือของนางไว้แน่น
อินเหิงขยับเขยื้อนขาไม่ได้ ทำได้เพียงอาศัยเถาวัลย์กับแขนเหวี่ยงตนเองไปข้างกายเมิ่งอู่ จากนั้นก็โอบเอวนางไว้แน่น ปล่อยมือข้างหนึ่งออกมาจับเคียวที่ใช้รับน้ำหนัก มือของเขาทับซ้อนกับมือของเมิ่งอู่
เมิ่งอู่รู้สึกว่าแผ่นหลังของตนเองแนบชิดกับแผงอกของเขา อ้อมกอดของเขามั่นคงยิ่งยวด ลมหายใจอุ่นๆ รินรดริมหู พาให้นางรู้สึกมึนงงว่าอันตรายตรงหน้าไม่นับเป็อะไรได้
เมิ่งอู่ได้ยินเสียงลมหายใจลึกยาวของเขา จิตใจก็มั่นคงและสงบลง ริมฝีปากอินเหิงอยู่ใกล้หูของนางขณะเอ่ยว่า “เ้าปล่อยมือ ข้าจัดการเอง เ้ากอดข้าไว้ให้ดี”
เมิ่งอู่ส่งเคียวต่อให้เขาแต่โดยดี เมื่อสองมือของนางว่างก็ปรับเปลี่ยนท่าทาง หันกลับไปกอดเอวของอินเหิง
อินเหิงกล่าวเบาๆ “กอดให้แน่น”
เมิ่งอู่จึงกอดแน่นขึ้นอีกหน่อยตามคำสั่ง
หมอกในหุบเขาหนาทึบ กอปรกับท้องฟ้ามืดแล้ว ยิ่งมองไม่เห็นทัศนียภาพเบื้องล่าง ไม่แน่ใจว่าเบื้องล่างลึกเพียงใด
นางทำได้เพียงพึ่งพาเขา
อินเหิงดึงเคียวออกเล็กน้อย รอยแยกที่ผนังผาก็คลายออก ร่างของทั้งคู่พลันร่วงลงไปอีกครั้งอย่างรวดเร็ว
เสียงครูดของเคียวกับผนังผาแหลมคมบาดหูดังก้องไปทั่วหุบเขาที่เงียบสงัด
เมื่อร่วงลงมาได้ระยะหนึ่ง อินเหิงจึงปักเคียวกับผนังผาอีกครั้ง เพื่อลดแรงกระแทกจากการร่วงหล่น ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ ทั้งคู่จึงค่อยๆ เคลื่อนตัวลงไปด้านล่าง
เปลี่ยนเป็เมิ่งอู่ ยามที่นางตกลงมาก่อนหน้านี้แล้วใช้เคียวปักผนังผา ก็แทบจะใช้พละกำลังทั้งหมดที่มีไปแล้ว
นางต้องยอมรับว่า เรี่ยวแรงของบุรุษนั้นมากกว่าสตรีจริงๆ
อินเหิงสามารถรับน้ำหนักของคนสองคนไว้ได้ และทำได้อย่างใจเย็นถึงเพียงนี้
นางได้ยินเสียงเขาครางเบาๆ และรู้สึกได้ถึงพละกำลังมหาศาลของเขา ร่างกายของเขาแข็งแกร่งเหลือเกิน
อุณหภูมิร้อนระอุแผ่ออกมาจากร่างกายที่แนบชิดกัน เมื่อร่างจะปะทะกับพื้นผิวตะปุ่มตะป่ำของผนังผา เมิ่งอู่จึงใช้สองเท้ายันไว้ เหงื่อร้อนไหลอาบร่างนาง แต่นางยังคงกอดอินเหิงเอาไว้แน่น ไม่ยอมปล่อยมือ พร้อมกับหอบหายใจอยู่ในวงแขนของเขา
เมิ่งอู่เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงตึงเครียด “ยังอีกไกลเพียงใดกว่าจะถึงก้นเหว?”
เวลานี้ทั้งคู่หยุดอยู่ข้างผนังผาชั่วขณะ เคียวโค้งงอจนผิดรูปแล้ว
อินเหิงปรับลมหายใจ กล่าวว่า “อาอู่ ข้าจะปล่อยมือแล้ว”
เมื่อเมิ่งอู่ได้ยินดังนั้น จึงรีบเอื้อมมือไปจับเคียวไว้ก่อนเอ่ย “อย่ายอมแพ้ หากเ้าไม่มีเรี่ยวแรงแล้ว ข้าจะช่วยเอง”
อินเหิงกล่าว “ใกล้ถึงแล้ว ข้างล่างมีบึงน้ำ”
เมิ่งอู่โล่งใจ เอ่ยถาม “เ้ารู้ได้อย่างไรว่าข้างล่างมีบึงน้ำ?”
หากไม่ใช่บึงน้ำเล่า ยามนี้มิอาจคาดคะเนความสูง หากตกลงไปตายจะทำอย่างไร?
อินเหิงกล่าว “ยามที่เก้าอี้เข็นตกลงไป ข้าได้ยินเสียงน้ำ”
“สูงขนาดนี้เ้ายังได้ยินเสียงเก้าอี้เข็นตกน้ำรึ? ขอชื่นชมจริงๆ!” เมิ่งอู่เอ่ย
อินเหิงกล่าวอย่างจริงจัง “ข้าหูดีั้แ่เด็กแล้ว”