'เคราแดง' หรือกราเนโร เป็บุคคลหนึ่งที่องค์ชายรองโดมิงเกวซให้ความสำคัญ นอกจากนี้ ทหารรักษาการณ์แห่งราชอาณาจักรมากกว่าครึ่งก็อยู่ภายใต้การควบคุมของกราเนโร
รูปลักษณ์ภายนอกของชายคนนี้อาจจะดูหยาบกระด้าง และถึงแม้ว่าจะไม่มีอำนาจเทียบเท่าปีศาจสาวแพรีส หรือเป็นักวางแผนที่ชาญฉลาดเหมือนแพรีส แต่เขาก็เป็ถึงนักรบธาตุไฟระดับห้าดาวที่แข็งแกร่งและยังทำตัวเป็น้ำกลิ้งบนใบบอน1บวกกับมีนิสัยที่สุขุมเยือกเย็น ทำให้เขากลายเป็ผู้มีอำนาจลำดับที่สองในสังกัดขององค์ชายรองโดมิงเกวซ ไม่มีใครในเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กกล้ามองข้ามหัวเขาเลยสักคน แม้แต่พวกชนชั้นสูงที่เป็เชื้อพระวงศ์ปลายแถว ยามที่ได้พบกราเนโรก็ยังต้องเรียกขานเขาว่า ‘ท่าน’ อย่างนอบน้อม
คนส่วนใหญ่ต่างลืมไปแล้วว่า ั้แ่เมื่อไรกันที่ 'เคราแดง' เริ่มปรากฏตัวขึ้นมาในศูนย์กลางอำนาจของเมืองหลวง
จำได้แค่ว่าเมื่อหกปีก่อน ตอนที่องค์จักรพรรดิยาซินรับตัวองค์ชายโดมิงเกวซที่เป็ลูกนอกสมรสกลับเข้ามาที่เมืองหลวงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ในตอนนั้น ด้านหลังขององค์ชายโดมิงเกวซมีผู้คุ้มกันที่ดูหยาบกระด้างคนหนึ่งยืนอยู่ แต่ตอนนั้นไม่มีใครสังเกตเห็นผู้คุ้มกันตัวเล็กๆ ธรรมดาๆ อยู่ในสายตาสักนิด แม้แต่ตัวองค์ชายรองโดมิงเกวซที่เพิ่งเดินทางมาถึงเมืองหลวงก็ยังไม่เป็ที่สนใจของขุนนางและชนชั้นสูงที่ทรงอิทธิพลบางคนด้วยซ้ำ
เมื่อหกปีก่อน ราชอาณาจักรมีกองกำลังหลักอยู่สิบเอ็ดกองทัพ
ในตอนนั้น แม่ทัพของกองกำลังที่สิบเอ็ดได้ก่อเหตุทะเลาะวิวาทแย่งชิงเชลยสาวที่งดงามนางหนึ่งกับองค์ชายรองโดมิงเกวซและเป็ฝ่ายพ่ายแพ้ไป ทำให้แม่ทัพของกองกำลังที่สิบเอ็ดผูกใจเจ็บแค้นองค์ชายรองเป็อย่างมาก ในงานเลี้ยงฉลองที่มีเหล่าขุนนางมารวมตัวกัน แม่ทัพของกองกำลังที่สิบเอ็ดจงใจเยาะเย้ยถากถางองค์ชายรองโดมิงเกวซที่เพิ่งเดินทางมาอยู่ในเมืองหลวงได้ไม่ถึงหนึ่งเดือนต่อหน้าสาธารณะชน หวังสร้างความอับอายให้แก่องค์ชายรอง สุดท้าย เขากลับถูกผู้คุ้มกันตัวเล็กๆ ที่มีเคราสีแดงชักดาบออกมาฟันที่หลังศีรษะของตัวเองด้วยความโกรธ ทุกคนในเมืองหลวงจำได้ดีถึงผู้คุ้มกันตัวเล็กๆ คนนั้น และยังจำได้ดีถึงเคราสีแดงราวกับเปลวเพลิงพิโรธที่กำลังลุกไหม้ของคนผู้นั้น
ดาบนั่น ทำให้ราชอาณาจักรเซนิทขาดผู้บัญชาการที่จะควบคุมกำลังพลทั้งห้าหมื่นนายไป
ดาบนั่น ทำให้กองกำลังหลักของราชอาณาจักรเซนิทเหลือเพียงสิบกองกำลังหลัก
แต่ไม่มีใครรู้ว่าองค์จักรพรรดิยาซินทรงคิดอะไรอยู่ ทั้งๆ ที่ผู้คุ้มกันน้อยกล้าชักดาบออกมาสังหารคนในงานเลี้ยง เขาไม่เพียงไม่ลงโทษ กลับกันยังเอ่ยชมว่าผู้คุ้มกันที่ดีควรที่จะปกป้องเกียรติของนายและต้องมีความยุติธรรม สามวันให้หลัง องค์จักรพรรดิยาซินออกปากเลื่อนตำแหน่งให้เขาและยังมอบกองกำลังทหารรักษาการณ์แห่งราชอาณาจักรกว่าครึ่งให้เขาเป็ผู้ดูแล จากนั้นเขาจึงกลายเป็ผู้ทรงอิทธิพลลำดับที่สองในสังกัดขององค์ชายโดมิงเกวซ
ส่วนผู้ทรงอิทธิพลลำดับที่หนึ่งในสังกัดขององค์ชายโดมิงเกวซก็คือ เชลยสาวที่เป็ต้นเหตุการทะเลาะวิวาทระหว่างองค์ชายโดมิงเกวซกับแม่ทัพของกองกำลังที่สิบเอ็ด
ชื่อของนางคือ แพรีส ฮิลตัน
และหนึ่งปีต่อมา ทั้งเมืองหลวงจึงได้รู้จักนางในนาม 'แม่มด'
ในเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กมีเพียง 'แม่มด' แพรีสคนเดียว...ที่สามารถต่อกรกับ 'นักบุญหญิง' นาตาชากับ 'เทพาแห่งเซนิท' องค์ชายอาร์ชาวินได้
ส่วนตระกูลของแม่ทัพของกองกำลังที่สิบเอ็ดที่ไปล่วงเกินองค์ชายโดมิงเกวซก็พากันตกที่นั่งลำบาก ภายใต้แรงกดดันของทุกกองกำลังที่เป็ศัตรูกับพวกเขา รวมทั้งการสนับสนุนอย่างลับๆ ขององค์จักรพรรดิยาซิน สุดท้ายพวกเขาก็กลายเป็เพียงประวัติศาสตร์ที่ไม่นานผู้คนก็ลืมเลือน ั้แ่นั้นเป็ต้นมา ทุกคนต่างเข้าใจตรงกันว่า ลูกนอกสมรสคนนี้เป็บุตรคนโปรดขององค์จักรพรรดิยาซิน แต่ถึงจะโปรดมากเพียงใด ตำแหน่งจักรพรรดิก็ไม่อาจจะยกให้ได้ง่ายๆ!
ดังนั้น องค์ชายโดมิงเกวซที่มี 'เคราแดง' กับ 'แม่มด' คอยอยู่เคียงข้างก็เริ่มก้าวเท้าเข้าสู่สมรภูมิทางการเมือง จากบุตรนอกสมรสที่ไม่มีใครให้การยอมรับก็กลายเป็หนึ่งในผู้ทรงอิทธิพลของราชอาณาจักรเซนิท และกลายเป็องค์ชายที่มีอำนาจมากพอที่จะแข่งขันกับ 'เทพาแห่งเซนิท' องค์ชายอาร์ชาวินที่เป็องค์ชายที่โดดเด่นที่สุดและเป็ผู้ที่มีสิทธิ์สืบทอดราชบัลลังก์มากที่สุด ใต้สังกัดของเขาก็เริ่มมีขุนนางและชนชั้นสูงจำนวนนับไม่ถ้วนคอยให้การสนับสนุน
วันนี้ 'เคราแดง' ได้รับมอบหมายจากแพรีสให้มาจัดการเื่นี้ด้วยตัวเอง ดังนั้นเขาจึงเป็คนพาซุนเฟยกับคนอื่นๆ ลอบเข้ามาในเมืองหลวง
ด้านหนึ่งก็เพื่อป้องกันไม่ให้แผนเกิดการผิดพลาดขึ้นมา
อีกด้านหนึ่งก็เพื่อให้กราเนโรที่มีแต่ความสงสัยในตัวาาแซมบอร์ดได้มาเห็นด้วยตาตัวเองว่า ข่าวลือที่ว่าาาแซมบอร์ดเป็เหมือนหมาบ้าที่กล้าหันเขี้ยวเล็บใส่ใครก็ได้ ที่ตั้งตนเป็ศัตรูกับเขาเป็คนอย่างไรกันแน่? เป็เทพัที่นอนจำศีลเฝ้ารอวันที่จะพุ่งทะยานโบยบินไปทั่วฟ้ากว้าง? หรือจะเป็เพียงกิ้งก่าที่พ่นไฟได้?
และตอนนี้ ในใจของเขาก็ได้ข้อสรุปแล้ว
แน่นอนว่าซุนเฟยไม่รู้ว่าทหารเคราแดงที่ยืนอยู่ตรงหน้าตัวเองก็คือ 'เคราแดง' ผู้บัญชาการของทหารรักษาการณ์แห่งราชอาณาจักรเซนิท ชายผู้โหดร้ายที่สามารถสังหารคนโดยที่ไม่เปลี่ยนสีหน้าที่อยู่ในรายงานของผู้เฒ่าโซล่า เขาหันไปขอบคุณเ้าหน้าที่ที่แสนกระตือรือร้นคนนี้ จากนั้นก็ไล่เขาลงไปอย่างไม่เกรงใจ
บนใบหน้าของ 'เคราแดง' ไม่ปรากฏร่องรอยความขุ่นเคืองใจสักนิด เขากล่าวขอตัวด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนก่อนจะพาผู้ใต้บังคับบัญชาของตัวเองจากไป
หลังจากนั้น ในห้องกว้างชั้นหกนี้ก็เหลือเพียงแลมพาร์ด แปเตอร์ ตอร์เรส โอเลเกร์กับ 'สองอสุรกาย' และอัศวินบรอนซ์เซนต์ที่ได้รับการตัดเลือกมาเป็อย่างดีอีกสามคน แน่นอนว่าที่ขาดไปไม่ได้ก็คือชายตาเดียว
ชายหัวล้านตาเดียวที่เป็หนึ่งในหกผู้นำของกองกำลังทหารรับจ้างดาบโลหิตฉายา 'งูหลามตาเดียว' ที่ซุนเฟยจับมันเป็เชลยในระหว่างทาง
'งูหลามตาเดียว' ในตอนนี้ ดูแตกต่างจากเมื่อยี่สิบวันก่อนมาก ร่างกายของเขาผ่ายผอมลงจนเห็นกระดูก ในดวงตาของเขายังคงฉายแววคลั่งแค้นออกมาอย่างชัดเจน
“ข้าเคยพูดว่าอยากให้เ้าได้เห็นจุดจบของกองกำลังดาบโลหิตด้วยตาของเ้าเอง วันนี้มาถึงแล้วนะเห็นไหม ข้าไม่ให้เ้ารอนานเลยสักนิด!” ซุนเฟยยกเท้าขึ้นเตะ 'งูหลามตาเดียว' ที่มีผ้าขี้ริ้วอุดปากพลางแสยะยิ้มออกมา น้ำเสียงของเขาแฝงไปด้วยความเหยียดหยามปนจิตสังหาร
'งูหลามตาเดียว' ร้องอู้อี้ออกมาเสียงดังในขณะที่พยายามดิ้นรน
“เ้าจะร้องแหกปากอย่างไรก็ไร้ประโยชน์....” จิตใต้สำนึกของซุนเฟยสั่งให้พูดออกมาโดยไม่รู้ตัว ฉับพลันเขาก็เพิ่งรู้สึกว่าสิ่งที่ตัวเองพูดไปเมื่อกี้นี้มันเหมือนโจรลักพาตัวที่ชั่วร้ายไม่มีผิด ซุนเฟยกระแอมไอครั้งหนึ่งก่อนจะพูดว่า “ห้องนี้ถูกลงวงเวทปิดกั้นเสียงเอาไว้ ต่อให้เ้าทำของในห้องนี้แตกหรือะโแหกปากอย่างไรก็ไม่มีใครได้ยินอยู่ดี!”
“าาแซมบอร์ด เ้าอย่าเพิ่งได้ใจไปหน่อยเลย กองกำลังทหารรับจ้างดาบโลหิตมียอดฝีมือที่สูงส่งเทียมเมฆมากมาย ทั้งยังมีตระกูลเฟล็นส์คอยให้การสนับสนุนอยู่เื้ั กะอีแค่อาณาจักรบริวารระดับหกกระจอกๆ ของท่านจะเอาปัญญาที่ไหนมาสู้กับกองกำลังทหารรับจ้างดาบโลหิตของข้าได้?” ทันทีที่ชายตาเดียวดิ้นรนเอาผ้าขี้ริ้วที่อุดปากตัวเองออกมาได้ เขาก็พ่นวาจาเหยียดหยามออกมา
ป้าบ!
ฝ่ามือใหญ่ของดร็อกบาตบเข้าที่กกหูอย่างไม่เกรงใจ เืสาดกระจาย ขากรรไกรของ 'งูหลามตาเดียว' ก็หักทันที
ทันทีที่ซุนเฟยเปลี่ยนเป็ 'โหมดคนเถื่อน' พลังที่น่าเกรงขามก็แผ่กระจายออกมา
เพียงพริบตา สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไป เขาสังเกตเห็นอะไรแปลกๆ ขึ้นมา รอบสำนักงานใหญ่ของกองกำลังทหารรับจ้างดาบโลหิตมีกลิ่นอายที่แข็งแกร่งซุกซ่อนตัวอยู่ คนพวกนั้นเป็นักรบระดับสี่ห้าดาว แต่ละคนอยู่กันคนละทิศคนละทาง ท่าทางของพวกเขาดูสงบเยือกเย็นคล้ายกับว่ากำลังรออะไรบางอย่างอยู่
คนพวกนี้จะต้องเป็ยอดฝีมือหรือกองกำลังที่แพรีสไปทำข้อตกลงไว้แน่ๆ คงอยากยืมมือบิดากวาดล้างกองกำลังทหารรับจ้างดาบโลหิต เพื่อฮุบเอาของมีค่าที่พวกกองกำลังทหารรับจ้างดาบโลหิตเก็บสะสมไว้ มาเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับกองกำลังของตัวเองสิท่า
ซุนเฟยครุ่นคิดก่อนที่จะตระหนักถึงโอกาสที่หายากในครั้งนี้
“การลงมือครั้งนี้จะต้องสังหารให้หมด พวกเ้ามีฝีมือเท่าไรก็งัดออกมาให้หมด ต่อให้ต้องใช้โกลด์คลอธก็ตาม ข้าอยากให้พวกเ้าโอบล้อมปิดกั้นสำนักงานใหญ่ของกองกำลังทหารรับจ้างดาบโลหิตนี้ไว้ทั้งสี่ด้าน อย่าให้ใครหลบหนีไปได้แม้แต่คนเดียว หนี้เืที่พวกมันทำไว้กับชาวแซมบอร์ด พวกมันจะต้องชดใช้ให้แก่พวกเรา!”
น้ำเสียงที่พูดออกมาเต็มไปด้วยจิตสังหาร ทุกคนต่างพยักหน้าอย่างเข้าใจ ตอนนี้พวกเขาอยากจะไปชำหระหนี้แค้นกับพวกเศษเดนเ่าั้เต็มแก่แล้ว
……
……
“หัวหน้า เื่นี้แน่ชัดเจนแล้วว่าคนที่ทำลายกลุ่มจับทาสทางภาคเหนือจะต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับาาแซมบอร์ด และคนที่สังหารสมาชิกของกองกำลังทหารรับจ้างดาบโลหิตในค่ายทหารไบแซนไทน์ ก็คือาาอเล็กซานเดอร์แห่งเมืองแซมบอร์ด!”
เปลวไฟในห้องโถงหินั์ไหวเอนไปตามแรงลม ในห้องนั้นมีร่างเงาของชายคนหนึ่งที่กำลังคุกเข่าข้างหนึ่งกับพื้น ขณะที่รายงานเื่ราวทั้งหมดออกมา
“าาอเล็กซานเดอร์แห่งเมืองแซมบอร์ด…ใช่าาอาณาจักรบริวารระดับหกที่เอาชนะอัศวินผู้ตัดสินได้ใช่ไหม? อืม...เป็เขาสินะ เื่นี้ชักจะยุ่งยากนิดหน่อยแฮะ...” บนเก้าอี้หินั์ที่แกะสลักรูปสิงโตคู่กำลังแผดเสียงคำราม มีร่างของบุรุษวัยกลางคนผู้หนึ่งที่สวมชุดเกราะหนังสีฟ้าขุ่นนั่งอยู่ มือของเขาลูบเบาๆ ที่เขี้ยวสิงโตอย่างเหม่อลอยเหมือนครุ่นคิดอะไรบางอย่าง “าาแซมบอร์ดคนนี้ ทำไมถึงได้ตั้งตนเป็ศัตรูกับพวกเราเล่า?”
“ตามข่าวลือที่กระจายอยู่ในเมืองแบล็กสโตน น่าจะเป็เพราะว่าก่อนหน้านี้เราจับพวกทาสที่เป็ชาวเมืองแซมบอร์ดไปเยอะมาก ดังนั้นจึงทำให้เขาโกรธจัดขอรับ!” ชายที่คุกเข่ารายงานออกมา
“เพื่อทาสชั้นต่ำพวกนั้นถึงกลับยอมแตกหักกับกองกำลังทหารรับจ้างดาบโลหิตหรือ? ช่างเป็เหตุผลที่น่าหัวเราะจริงๆ…ดูเหมือนว่าาาแซมบอร์ดจะโง่เกินเยียวยา มิน่าเล่า ถึงได้กล้ากระตุ้นให้วิหารอัศวินโกรธ...ฮึ คนแบบนี้เป็พวกที่มีแต่กล้ามไม่มีสมองชัดๆ ข้าคงประเมินมันสูงเกินไป!” คิ้วของบุรุษคนนั้นขมวดเล็กน้อย
“ที่หัวหน้าจะพูดคือ าาบ้านนอกคนนั้นอาจถูกคนอื่นสังหารในไม่ช้า!”
“สำหรับข้า าาแซมบอร์ดก็แค่ไอ้โง่สมองเน่าตัวหนึ่งเท่านั้นแหละ คนแบบนี้โอ้อวดอยู่ได้ไม่นานหรอก เดี๋ยวมันก็ฉิบหายเอง!”
“ฮึๆๆ เมื่อถึงเวลานั้น ข้าจะนำกำลังคนไปสังหารชาวแซมบอร์ดเพื่อแก้แค้นให้กับพี่น้องของเรา!”
“คนของตระกูลเฟล็นส์พยายามดึงเ้าโง่นั่นมาเป็พวก ข้าไม่ยอมหรอก พรุ่งนี้ส่งคนไปที่ค่ายทหารเมืองแซมบอร์ดแล้วถามาาแซมบอร์ดว่า ทำไมพวกเขาถึงสังหารคนของเรา หากให้คำตอบที่ไม่รื่นหู ฮึๆ พวกเ้าก็สังหารชาวแซมบอร์ดในค่ายนั่นทันที เพื่อให้พวกมันได้เห็นถึงความแข็งแกร่งของเรา ดูสิว่าคนคนเดียวจะสามารถปกป้องชาวแซมบอร์ดทั้งหมดได้ไหม?”
สมาชิกทหารรับจ้างดาบโลหิตทุกคนที่อยู่ในห้องโถงคลายคิ้วที่ขมวดออก ในตอนนั้นพวกเขาก็ผุดรอยยิ้มนึกสนุกออกมาแล้วเริ่มพูดคุยเสียงดังเจี๊ยวจ๊าว ทันใดนั้นแรงกดดันถึงความแข็งแกร่งของาาแซมบอร์ดก็ค่อยๆ หายไป
-------------------------
1 น้ำกลิ้งบนใบบอน หมายถึง เข้าได้กับทุกฝ่าย
