ไป๋หยุนเฟยเบิกตากว้างตกตะลึงกับสิ่งที่ได้เห็น มันตาค้างอยู่เนิ่นนานจึงค่อยเรียกสติกลับมาได้
“อาวุธคู่... เป็อาวุธคู่” ไป๋หยุนเฟยหัวใจเต้นแรง มันยินดีแทบคลุ้มคลั่ง “ทั้งสองชิ้นซ้ายขวา เป็อาวุธคู่ที่คุณสมบัติช่าง... ร้ายกาจนัก”
ผ่านไปครู่ใหญ่ หัวใจมันจึงค่อยสงบจนเต้นเป็ปกติ ไป๋หยุนเฟยสูดลมหายใจลึกๆอีกหลายคราก่อนจะจ้องมองมีดจันทร์เสี้ยวในมืออีกครั้ง
“เป็การค้นพบใหม่อีกครั้ง มิหนำซ้ำยังเป็การค้นพบครั้งสำคัญ! มิน่าเล่า มิน่าเล่ายามต่อสู้กับพวกมันทั้งคู่ อาวุธชิ้นนี้จึงได้ประหลาดพิสดารนัก แล้วครั้งสุดท้ายที่เกือบพลาดท่า ที่แท้ก็เป็เพราะพลังที่มาจากการรวมกันของมีดทั้งคู่นี่เอง!”
“ยามนี้แม้รวมเป็เล่มเดียวแต่ก็แสดงคุณสมบัติของแต่ละเล่มแยกกัน แต่จะแยกมันออกจากกันอย่างไร?” ไป๋หยุนเฟยพลิกดูอาวุธในมือไปมา หลังจากขมวดคิ้วครุ่นคิดชั่วครู่จึงใช้สองมือกุมด้ามจับทั้งสองพร้อมกับส่งพลังิญญาลงไป จากนั้นจึงเพ่งความคิดสั่งให้แยกออกจากกัน
“เช้ง!”
บังเกิดดังขึ้นแ่เบา จากนั้นมือซ้ายขวาของไป๋หยุนเฟยก็ถือมีดจันทร์เสี้ยวเอาไว้ข้างละเล่ม
“แยกออกแล้ว!” ไป๋หยุนเฟยยิ้มอย่างพอใจ จากนั้นเมื่อพิจารณาอาวุธิญญาทั้งสองอีกครั้ง ก็พบว่าแสดงคุณสมบัติเช่นเดียวกับที่ปรากฏเมื่อครู่
หลังจากกวัดแกว่งมีดจันทร์เสี้ยวทดสอบน้ำหนักดู ไป๋หยุนเฟยก็กล่าวกับตนเองว่า “อาวุธิญญาคู่ สองชิ้นซ้ายขวามีความเชื่อมโยงกัน หากว่าอัพเกรดแล้ว จะเป็เช่นไรกัน?”
ยามครุ่นคิดถึงสิ่งที่จะลงมือทำ ในใจไป๋หยุนเฟยก็เปี่ยมไปด้วยความคาดหวัง มันรีบอัพเกรดมีดคู่จันทร์เสี้ยวจนกระทั่งถึง +10
……
“ระดับไอเทม: สมบัติตกทอดระดับต่ำ”
“ไอเทมเซ็ต (ซ้าย)”
“พลังโจมตี: 630”
“พลังโจมตีเพิ่มเติม: 327”
“ผลกระทบไอเทมเซ็ต 1: ในรัศมีหนึ่งร้อยเมตร สามารถควบคุมไอเทมเซ็ต(ขวา)ได้”
“ผลกระทบไอเทมเซ็ต 2: เมื่อทั้งสองเล่มซ้ายขวารวมเป็หนึ่งเล่ม ระดับไอเท็มจะเพิ่มขึ้นเป็สมบัติตกทอดระดับกลาง และพลังโจมตีเพิ่มเป็ 998 และมีพลังโจมตีเพิ่มเติมอีก 441”
“ผลกระทบเพิ่มเติมระดับ +10: เมื่อโจมตี มีโอกาส 10% ที่จะปล่อยคมมีดสายลมออกมาหนึ่งเล่มโดยอัตโนมัติ เมื่อทั้งสองเล่มซ้ายขวารวมเป็หนึ่งเล่มโอกาสจะเพิ่มเป็ 15% และคมมีดสายลมจะเพิ่มขึ้นเป็สามเล่ม”
“สิ่งจำเป็ในการอัพเกรด: แต้มิญญา 83 แต้ม”
……
“ระดับไอเทม: สมบัติตกทอดระดับต่ำ”
“ไอเทมเซ็ต (ขวา)”
“พลังโจมตี: 641”
“พลังโจมตีเพิ่มเติม: 332”
“ผลกระทบไอเทมเซ็ต 1: ในรัศมีหนึ่งร้อยเมตร สามารถควบคุมไอเทมเซ็ต (ซ้าย)ได้”
“ผลกระทบไอเทมเซ็ต 2: เมื่อทั้งสองเล่มซ้ายขวารวมเป็หนึ่งเล่ม ระดับไอเท็มจะเพิ่มขึ้นเป็สมบัติตกทอดระดับกลาง และพลังโจมตีเพิ่มเป็ 998 และมีพลังโจมตีเพิ่มเติมอีก 441”
“ผลกระทบเพิ่มเติมระดับ +10: เมื่อโจมตี มีโอกาส 10% ที่จะปล่อยคมมีดสายลมออกมาหนึ่งเล่มโดยอัตโนมัติ เมื่อทั้งสองเล่มซ้ายขวารวมเป็หนึ่งเล่มโอกาสจะเพิ่มเป็ 15% และคมมีดสายลมจะเพิ่มขึ้นเป็สามเล่ม”
“สิ่งจำเป็ในการอัพเกรด: แต้มิญญา 83 แต้ม”
……
“คมมีดสายลม... กลับมีโอกาสเกิดขึ้นเท่ากับผลกระทบเพิ่มเติมการะเิของทวนเปลวอัคคี? แต่ไม่ทราบว่าจะมีพลังทำลายรุนแรงเพียงใด...” ไป๋หยุนเฟยจ้องมองดูมีดคู่จันทร์เสี้ยวในมือพร้อมกับนึกเปรียบเทียบในใจ “มิหนำซ้ำเมื่อรวมกันเป็เล่มเดียวพลังโจมตีก็... ชั้นปฐีระดับสูง! ก็เทียบเท่ากับทวนเปลวอัคคี +12 พอดี!”
“ช่างร้ายกาจเหนือธรรมดาจริงๆ! แต่น่าเสียดาย ที่ข้าไม่ถนัดใช้อาวุธประเภทนี้ น่าเสียดายนัก!” ไป๋หยุนเฟยถอนหายใจแ่เบา “แต่ว่า หากใช้เป็ครั้งคราวเพื่อสร้างความสับสนแก่ศัตรู ก็น่าจะสามารถใช้เป็อาวุธตัดสินผลแพ้ชนะได้...”
ยามนี้ยังไม่มีโอกาสจะได้ทดสอบพลังของมีดจันทร์เสี้ยวว่าร้ายกาจเพียงใด ไป๋หยุนเฟยจึงได้แต่‘เล่น’อีกชั่วครู่ก่อนจะเก็บลงไป
ยามนี้ก็ดึกมากแล้ว ไป๋หยุนเฟยจึงไม่ได้ตรวจสอบดูของที่เหลืออีก มันนั่งขัดสมาธิลงและเริ่มฝึกปรือพลังต่อ
…………
วันรุ่งขึ้น ไป๋หยุนเฟยเสร็จสิ้นการฝึกปรือแต่เช้า หลังจากรับประทานอาหารเรียบร้อยจึงออกไปที่หลังเขาเพียงลำพัง เส้าหลิงรบเร้าขอติดตามไปด้วยแต่มันก็ไม่อนุญาต
หลังออกห่างจากหมู่บ้านลึกเข้าไปในป่าเขา ไป๋หยุนเฟยก็นำมีดจันทร์เสี้ยวทั้งสองเล่มและวัตถุิญญาชิ้นอื่นๆออกมาเพื่อทดสอบผลกระทบเพิ่มเติมทีละชิ้นอย่างละรอบ ยกเว้นแต่มีดจันทร์เสี้ยว+10 ทั้งสองเล่ม ที่มันทดสอบและศึกษาอย่างละเอียด โดยเฉพาะผลเพิ่มเติมอาวุธคู่อย่างที่หนึ่ง
ผลเพิ่มเติมที่สามารถควบคุมกันระหว่างมีดจันทร์เสี้ยวทั้งสองเล่ม อันที่จริงก็ไม่มีอันใดซับซ้อน เพียงถือมีดเล่มหนึ่งพร้อมกับถ่ายทอดพลังิญญาลงไปก็จะสามารถควบคุมมีดอีกเล่มในระยะห้าสิบวาได้ดังใจนึก แต่ว่าการทำเช่นนี้สิ้นเปลืองพลังิญญาไม่น้อย และหากท่วงท่าที่ใช้ยิ่งซับซ้อน ระยะยิ่งไกล ก็จะยิ่งใช้พลังิญญาที่มากขึ้นกว่าเดิม
และเมื่อใช้จู่โจม ก็มีโอกาสที่จะปล่อยคมมีดสายลมออกเองได้ ความรุนแรงของมันก็ไม่น้อย แม้จะไม่เท่ากับะเิเปลวเพลิงของทวนเปลวอัคคีซึ่งมีแรงปะทุและพลังกระจายออก แต่ยังมีส่วนที่เหนือกว่าก็คือทวนเปลวอัคคีมีข้อจำกัดที่ต้อง‘แทง’เท่านั้น ส่วนมีดจันทร์เสี้ยวนั้นเพียงกวัดแกว่งเข้าจู่โจมก็มีโอกาสที่จะปล่อยคมมีดสายลมออกได้แล้ว แม้แต่ฟาดฟันใส่อากาศก็ยังปล่อยออกได้! อีกทั้งทิศทางที่ซัดออกก็เป็ทิศทางเดียวกับที่คมมีดฟันออกไป สำหรับอำนาจการทำลายล้างนั้นยังไม่มีโอกาสได้ทดสอบในการต่อสู้ จึงไม่อาจวิเคราะห์อย่างแน่ชัดได้
หลังจากศึกษาวัตถุิญญาที่ผ่านการอัพเกรดทั้งหมดแล้ว ไป๋หยุนเฟยก็เริ่มสรุปบทเรียนและประสบการณ์โดยการจำลองสถานการณ์ต่อสู้อีกครั้ง มันใช้กระบวนท่าต่างๆจำลองการต่อสู้ ท่าเท้าเหยียบคลื่น พลังหมัดเก้าทบ มีดบิน และกระบวนท่าอื่นๆ เพื่อหาข้อบกพร่องของกระบวนท่า พร้อมกับขัดเกลาบางท่าที่ยังใช้ออกได้ไม่สมบูรณ์ จะได้สามารถรับมือกับการต่อสู้เช่นนี้ได้ดียิ่งขึ้น
เมื่อถึงยามเที่ยงแสงอาทิตย์ก็สาดแสงแรงกล้า ไป๋หยุนเฟยจึงเดินทางกลับหมู่บ้าน
เมื่อเดินไปถึงแม่น้ำสายเล็กๆที่อยู่ไม่ไกลจากหมู่บ้าน ไป๋หยุนเฟยที่กำลังเดินครุ่นคิดถึงปัญหาบางอย่างอยู่นั้น จู่ๆก็หยุดฝีเท้าลงก่อนจะจ้องมองไปตรงหน้า เห็นที่ต้นไม้ใหญ่ริมแม่น้ำมีเงาร่างของคนสองคนกำลังนั่งเคียงคู่กันอยู่บนผืนหญ้า
ที่แท้ก็เป็เสี่ยวฟางกับจู่จื่อ
ยิ่งไปกว่านั้นท่าทีของทั้งคู่ยังดูใกล้ชิดสนิทสนม ยามนี้ทั้งสองกำลังสนทนากันด้วยเสียงแ่เบา ไป๋หยุนเฟยมองเห็นอย่างชัดเจนว่ามือของจู้จื่อยกขึ้นอย่างลังเลชั่งใจว่าจะโอบไหล่เสี่ยวฟางดีหรือไม่ แต่ดูก็รู้ว่ามันยังไม่มีความกล้าพอ
เมื่อครู่ไป๋หยุนเฟยไม่ได้สนใจรอบข้าง กระทั่งเดินเข้าใกล้ทั้งคู่แล้วจึงค่อยรู้สึกตัว มันเดินผ่านป่าออกมาเสียงดังไม่น้อย ทั้งสองคนรู้สึกตัวว่ามีคนเข้าใกล้จึงหันกลับมามอง
ไป๋หยุนเฟยใรู้สึกตัวได้ว่าตนเองรบกวนผู้อื่นเข้า มันทำตัวไม่ถูกจึงได้แต่ยิ้มพร้อมกับกล่าวว่า “ฮ่า ฮ่า บังเอิญจริงๆ คิดไม่ถึงว่าจะมาเจอกันที่นี่ได้...”
“คุณ... คุณชายไป๋ ท่านมาทำอะไรที่นี่..” เสี่ยวฟางยืนขึ้นอย่างร้อนรนด้วยใบหน้าแดงฉานก่อนจะเอ่ยปากถามพร้อมกับหันไปหาจู้จื่อ
“เอ่อ... ข้ามาเดินเล่น พวกเ้าพูดคุยกันต่อเถอะ ข้าจะไปแล้ว”
ไป๋หยุนเฟยหันหลังกำลังจะจากไป ก็ได้ยินเสียงจู้จื่อร้องะโจากด้านหลัง “ไป๋หยุนเฟย รอก่อน!”
“หือ? มีอะไรหรือ?” ไป๋หยุนเฟยหันกลับไปถามด้วยความสงสัย
จู่จื่อลังเลเล็กน้อยก่อนจะหันไปกล่าวกับเสี่ยวฟาง “เสี่ยวฟาง เ้ากลับไปก่อนได้หรือไม่? ข้ามีเื่คิดจะสนทนากับไป๋หยุนเฟย”
แม้เสี่ยวฟางจะไม่เข้าใจ แต่ก็ไม่ได้เอ่ยปากซักถาม นางพยักหน้าอย่างเชื่อฟังพร้อมกับกล่าวว่า “อืม ก็ได้ นี่ก็เที่ยงแล้ว ข้าต้องรีบกลับไปทำอาหาร...”
หลังจากมองดูเสี่ยวฟางเดินลับตาไป ไป๋หยุนเฟยจึงหันกลับมามองจู่จื่อที่ยังคงลังเล ก่อนจะยิ้มพลางกล่าวว่า “จู้จื่อมีอะไรคิดจะกล่าวกับข้าหรือ? จากที่เห็นเมื่อครู่ ระหว่างเ้ากับเสี่ยวฟางนับว่าพัฒนาไปไม่น้อย! หรือยังคิดว่าข้าเป็ศัตรูอยู่อีก?”
จู้จื่อชะงักไปชั่วครู่ จากนั้นจึงเกาศีรษะอย่างกระดากพร้อมกับเอ่ยปากขอโทษ “เื่นี้... ก่อนหน้านี้ต้องขอโทษเ้าด้วย ข้าช่างจิตใจคับแคบที่คิดว่าเ้ากับเสี่ยวฟาง...”
“ฮ่า ฮ่า เื่เล็กน้อยก่อนหน้านี้เ้าอย่าได้ใส่ใจ จริงสิ อาการาเ็ของเ้าเป็อย่างไรบ้าง?” ไป๋หยุนเฟยยิ้มขึ้น สองวันที่ผ่านมามันคร่ำเคร่งรักษาตนเอง จนแม้แต่เส้าหลิงเองก็ยังแทบไม่ได้พบหน้า จึงไม่มีเวลาไปสนใจอาการของจู้จื่อ แต่จากที่เห็นในยามนี้ เห็นได้ชัดว่ามันหายดีแล้ว
จู้จื่อพยักหน้ากล่าวว่า “ั้แ่เมื่อวานข้าก็หายดีแล้ว ยามนั้น... ข้าได้ยินจากเสี่ยวฟางมาว่าเพราะได้เ้าช่วยรักษาอาการาเ็ข้าจึงรักษาชีวิตเอาไว้ได้ มิหนำซ้ำาแยังหายเร็วกว่าที่คิด เื่นี้ต้องขอบคุณเ้ามาก... จริงสิ ของพวกนี้ข้าคืนให้แก่เ้า”
ระหว่างที่กล่าววาจาจู้จื่อก็นำถุงผ้าขนาดเล็กออกจากอกเสื้อ จากนั้นจึงหยิบเครื่องเครื่องประดับจำนวนหนึ่งออกจากถุงผ้าส่งให้ไป๋หยุนเฟย เป็เครื่องประดับที่ไป๋หยุนเฟยให้มันสวมใส่เพื่อช่วยฟื้นฟูอาการาเ็นั่นเอง
ขณะมองดูอีกฝ่ายที่แสดงท่าทีคล้ายจะเสียดาย ไป๋หยุนเฟยก็ยิ้มขึ้น มันจำได้ว่าจิ้งิเฟิงเองก็มีอาการเช่นเดียวกันยามคืนเครื่องประดับที่ช่วยเพิ่มความเร็วให้ แต่ไป๋หยุนเฟยไม่ได้ใจกว้างขนาดที่จะบอกว่าเก็บมันไว้เถอะข้าให้เ้า มันเพียงยิ้มและรับคืนมา ในยามนั้นด้วยความกังวลต่ออาการาเ็ของจู่จื่อไป๋หยุนเฟยจึงได้มอบเครื่องประดับซึ่งช่วยเพิ่มพละกำลังที่ดีที่สุดให้ไป เครื่องประดับเหล่านี้ไม่อาจมอบให้ผู้อื่นโดยพร่ำเพรื่อ แม้จะรู้สึกว่าจู้จื่อเป็คนดีก็ตาม แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นที่จะมอบสิ่งของที่ผ่านการอัพเกรดให้ไป
เมื่อเห็นจู้จื่อมีทีท่าอึกอักลังเล ไป๋หยุนเฟยก็ยิ้มพลางกล่าวว่า “มีอะไร หรือเ้ายังมีเื่อื่นอีก?”
จู้จื่อก้มศีรษะลงเล็กน้อย ดวงตามันทอประกายวูบวาบราวกับกำลังตัดสินใจเื่สำคัญบางอบ่าง ผ่านไปชั่วครู่จึงยกมือขึ้นล้วงเข้าไปในอกเสื้อเพื่อนำของที่ถูกห่อด้วยผ้าอย่างแ่าออกมา หลังจากแกะห่อผ้าออกทีละชั้นก็เผยให้เห็นก้อนหินสีขาวขนาดเท่ากำปั้นทารกอยู่ด้านใน
จู้จื่อยื่นก้อนหินสีขาวให้แก่ไป๋หยุนเฟยด้วยสีหน้าเ็ปใจ สุดท้ายจึงกัดฟันกล่าวว่า “สิ่งนี้ ข้ามอบให้เ้า ถือเป็ของตอบแทนที่ช่วยชีวิตเสี่ยวฟางเอาไว้!”
