ตอนที่ 63 ต้นต่อความวุ่นวาย
ลู่หยวนพยักหน้าให้โม่เต้าจื่อ แม้ว่าเขาจะจัดการทั้งสองเื่นี้ไปแล้วด้วยตัวเองก่อนหน้านี้ แต่ในเมื่อโม่เต้าจื่อกำชับขึ้นอีกครั้ง เขาจำเป็ต้องใส่ใจมากกว่าเดิม
หลังจากออกมาจากจวนพำนักของโม่เต้าจื่อ ลู่หยวนก็ส่งผู้คุมกฎสองคนไปคอยเฝ้าระวังบริเวณรอบๆ หอศิษย์รับใช้บนยอดเขาชิงจู๋
จัดแจงทุกอย่างเสร็จ ลู่หยวนถึงได้มีเวลาปล่อยใจนึกถึงเื่ราวของฉินชู ตอนที่ฉินชูเข้ามาในสำนักชิงหยุนครั้งแรก เขายังจำได้ดีว่าฉินชูเป็คนบอกว่าจะทำให้สำนักชิงหยุนภูมิใจในตัวเขาให้ได้ มาวันนี้ เขาทำได้แล้ว
ตอนนี้ฉินชูโดดเด่นที่สุดในบรรดาลูกศิษย์สำนักชิงหยุน เื่ที่ลูกศิษย์สายในทำไม่ได้ เขากลับทำได้
นอกจากนี้ลู่หยวนรู้ดีว่าหลังจากนี้ สำนักชิงหยุนจะเกิดเื่วุ่นวายตามมา เพราะซูซานเหอไม่ได้รับความเคารพจากผู้ที่อยู่ใต้บังคับบัญชาภายในสำนัก
อันที่จริงลู่หยวนไม่เข้าใจเหมือนกันว่าเหตุใดตอนนั้นท่านเ้าสำนักถึงแต่งตั้งซูซานเหอเป็รองเ้าสำนัก ทั้งที่เหล่าผู้าุโระดับสูงในตอนนั้นล้วนคิดว่าตำแหน่งรองเ้าสำนักจะตกเป็ของเขาหรือไม่ก็หลัวเจิน แต่การตัดสินของเ้าสำนักเปลี่ยนแปลงผลลัพธ์ที่ควรจะเป็ไปอย่างสิ้นเชิง
หากหลัวเจินได้เป็รองเ้าสำนัก ลู่หยวนยังพอยอมรับได้ เพราะหลัวเจินล้วนเพียบพร้อมไปด้วยพลัง ความสามารถ ความน่าเคารพและการประพฤติตน ตรงข้ามกับซูซานเหออย่างสิ้นเชิง ถึงแม้เขาจะไม่พอใจ แต่เ้าสำนักย่อมเล็งเห็นภาพรวมในระยะยาวของสำนักชิงหยุนมากกว่า ดังนั้นเขาจึงไม่คัดค้านอะไร
ทว่าเหตุการณ์ในครั้งนี้ ตอนที่สำนักเตาเสวี่ยบุกมาหาเื่ถึงที่ เขาได้แอบสังเกตการณ์อยู่ไกลๆ เขารู้สึกไม่สบอารมณ์กับท่าทีและพฤติกรรมของซูซานเหอเป็อย่างมาก ใน่เวลาหน้าสิ่วหน้าขวาน ซูซานเหอกลับเอาแต่คิดจะโยนปัญหาไปให้ยอดเขาชิงจู๋ ไร้ซึ่งความรับผิดชอบและศักดิ์ศรีของรองเ้าสำนักสิ้นดี
ในบรรดายอดเขาทั้งเจ็ดแห่งสำนักชิงหยุน เหล่าปรมาจารย์ผู้ดูแลทั้งหกยอดเขาต่างมาประชุมกันเป็การส่วนตัว เว้นเสียแต่ซูซานเหอ กรณีแบบนี้คือว่าเป็เื่ใหญ่และการที่โม่เต้าจื่อไม่เข้าไปคัดค้านการประชุมนั้น ถือเป็การแสดงท่าทีแล้วว่า ‘ไม่สนับสนุนซูซานเหอ’
ลู่หยวนรู้ดีว่าซูซานเหอเป็คนอย่างไร โม่เต้าจื่อเองก็ต้องมองออก การกระทำที่ผ่านมาของซูซานเหอ ยังพอเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ได้ เพราะเห็นแก่สีหน้าของท่านเ้าสำนัก แต่ตอนนี้ไม่สามารถเอาหูไปนาเอาตาไปไล่ได้อีกแล้ว หลายๆ คนก็เริ่มทนไม่ไหวแล้วเช่นกัน
ขณะที่โม่เต้าจื่อกำลังดื่มชาครุ่นคิด หลิงหยุนจื่อก็เดินเข้ามาในจวนพำนัก
“ศิษย์น้อง หลังจากนี้จะเกิดความวุ่นวายขึ้นในสำนักชิงหยุน หวังว่าจะไม่บานปลายกลายเป็เื่ใหญ่” โม่เต้าจื่อเอ่ยขึ้น
“ทุกอย่างขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของท่านเ้าสำนัก” หลิงหยุนจื่อเอ่ย
“ใช่แล้ว เื่จะใหญ่หรือเล็กก็ขึ้นอยู่กับท่านเ้าสำนัก เขาว่าอย่างไรก็ปฏิบัติตามนั้น หวังว่าจะไม่ทำให้พวกเราผิดหวัง” โม่เต้าจื่อถอนหายใจ สีหน้าฉายแววกังวล
“หากท่านเ้าสำนักยังปกป้องซูซานเหออยู่อีก เช่นนั้นสำนักชิงหยุนคงต้องเผชิญกับความแตกแยกอย่างแน่นอน ดีไม่ดีพวกเราอาจต้องแบกข้อกล่าวหาฐานคิดฏไปด้วย” หลิงหยุนจื่อยกมือนวดขมับ มีเื่บางเื่ที่เขาไม่อยากให้เกิดขึ้น แต่ถ้าหากเกิดขึ้นจริงๆ เขาก็จนปัญญา
“ไม่ต้องกังวล ข้ามีแผนการบางอย่างเตรียมรับมือเอาไว้แล้ว พวกเราไม่มีทางแบกรับความผิดฐานฏแน่นอน” โม่เต้าจื่อพูดขึ้น
วันนี้หลังจากฉินชูฝึกวิชากระบี่เสร็จ ขณะกำลังจะชงชาดื่ม ลู่หยวนก็แวะมาหาเขา
“ท่านาุโ ศิษย์ขอขอบพระคุณสำหรับกระบี่ของท่าน” ฉินชูประสานมือคารวะลู่หยวนและกล่าวขอบคุณจากใจจริง
“เ้าเกิดมาเพื่อเป็ผู้ฝึกตนวิถีกระบี่ แค่กระบี่ธรรมดาๆ ที่ให้เ้าไป หาใช่เื่ใหญ่อะไร วันนี้ข้ามาเพื่อบอกข่าวบางเื่กับเ้า ในบรรดาลูกศิษย์สายในของสำนักเตาเสวี่ยมียอดอัจฉริยะอยู่สองคน ชื่อว่าหลัวเซียวกับหลัวจ้าน เ้าต้องระวังเป็พิเศษ โดยเฉพาะคนที่ชื่อหลัวเซียว เขาเอาแต่เก็บตัวเข้าฌานมาตลอด ในอดีตเขาเคยสังหารผู้ฝึกตนขั้นที่สี่มาแล้ว” ลู่หยวนพูดกับฉินชู
“ศิษย์จะจำชื่อของทั้งสองให้ดี” ฉินชูพยักหน้า
ลู่หยวนนิ่งขรึมลงก่อนเอ่ย “ไม่ใช่แค่สำนักเตาเสวี่ย ยังมีกองกำลังที่จ้องเล่นงานสำนักชิงหยุนของพวกเราอยู่อีกสองกลุ่ม คือตำหนักพญาจิ้งจอกกับศาลาดาวฤกษ์ เนื่องจากศาลาดาวฤกษ์ตั้งอยู่ห่างไกลจากสำนักชิงหยุน ข้าจึงไม่มีข้อมูลของพวกเขา ส่วนทางตำหนักพญาจิ้งจอกก็มียอดอัจฉริยะอยู่สองคนเช่นกัน คนหนึ่งชื่อหลางชิง อีกคนชื่อหลางยู่ หากต้องเผชิญหน้ากับพวกเขา เ้าต้องระวังตัวให้ดี”
“มีคนแซ่หลางด้วยหรือ” ฉินชูแปลกใจ เนื่องจาก ‘หลาง’ แปลว่าสุนัขจิ้งจอก
“มันเป็แซ่ที่สืบต่อกันมาในสำนัก จะพูดอย่างไรดี...ว่ากันว่าบรรพชนผู้ก่อตั้งตำหนักพญาจิ้งจอกเป็อสูรสุนัขจิ้งจอกจำแลงกาย จึงใช้คำว่า ‘หลาง’ มาตั้งเป็แซ่ ข้ารู้แค่นี้”
หลังจากพูดคุยและดื่มชาเสร็จ ลู่หยวนก็กลับไป เขากังวลว่าฉินชูจะไม่รู้ข้อมูลของศัตรู จึงมาเพื่อบอกให้รู้ไว้
ส่งลู่หยวนเสร็จ ฉินชูก็ฝึกกระบี่ต่อ เขาคิดว่าประเด็นไม่ได้ขึ้นอยู่กับความเก่งของศัตรู มันอยู่ที่ว่าตัวเขาแข็งแกร่งมากพอหรือยัง
ใช้ชีวิตอย่างราบรื่นผ่านไปสักระยะหนึ่ง เมื่อถึงต้นเดือน ฉินชูก็มาที่หอคุณูปการ
ผู้ดูแลหานพยักหน้าให้ลูกศิษย์ที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ เขาไม่อนุญาตให้ฉินชูรับภารกิจ จากนั้นก็อธิบายให้ฉินชูฟัง
ไม่นานนักหลัวเจินก็ปรากฏตัวขึ้นมาและเรียกฉินชูออกมาจากหอคุณูปการ
“ข้าเป็คนสั่งทางหอคุณูปการเองว่าไม่อนุญาตให้เ้าทำภารกิจ” เมื่อออกมาจากหอคุณูปการได้สักระยะ หลัวเจินก็พูดขึ้น
“ท่านาุโกังวลว่าศิษย์อาจจะถูกซุ่มเล่นงานกระนั้นหรือ” ได้ยินเหตุผลของหลัวเจิน ฉินชูก็เข้าใจเจตนาของหลัวเจินทันที
หลัวเจินส่ายหน้า “ไม่ใช่ ‘อาจจะ’ แต่มันเกิดขึ้นแน่นอน ภายในสำนักชิงหยุนของพวกเรามีสายลับของอีกฝ่ายแฝงตัวอยู่ ดังนั้นอีกฝ่ายรู้ความเคลื่อนไหวของเ้าทุกย่างก้าว เมื่อไหร่ที่เ้าออกนอกเขตสำนักชิงหยุน อีกฝ่ายต้องลงมือกับเ้าแน่นอน ตอนนี้มีคนอยากให้เ้าตายไม่น้อย ในระหว่างนี้ หากเ้าขาดตกอะไรก็บอกข้าก็พอ เดี๋ยวให้ใช้แต้มคุณูปการของข้าแลกให้”
“ศิษย์รับทราบแล้วขอรับ ่นี้ศิษย์จะไม่ออกไปไหน เดิมทีคิดว่าจะออกไปทำภารกิจเพื่อขัดเกลาพลังจากสถานการณ์จริง” ฉินชูพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง ่นี้เขาไม่ได้เดือดร้อนเื่แต้มคุณูปการ เพียงแค่อยากออกไปฝึกวิชาเท่านั้น
หลังจากประสานมือคารวะหลัวเจิน ฉินชูก็กลับไปที่หอศิษย์รับใช้
“ท่านปรมาจารย์หลัว ก่อนหน้านี้ข้าคิดว่าเขาเป็คนหัวแข็งกว่านี้เสียอีก ไม่นึกว่าเขาจะว่านอนสอนง่ายขนาดนี้” ลู่หยวนปรากฏตัวขึ้นมาข้างๆ หลัวเจิน
“เ้าหมอนี่บางครั้งก็ตีมึน บางครั้งก็พูดง่าย แต่อย่างน้อยเขาก็แยกแยะออกว่าใครเจตนาดีกับเขา ได้ยินมาว่าเ้าเป็คนรับเขาเข้ามาเป็ศิษย์รับใช้อย่างนั้นหรือ” หลัวเจินหันไปมองลู่หยวน
ลู่หยวนพยักหน้า “นับว่าเป็บุญวาสนาก้อนใหญ่ของยอดเขาชิงจู๋ เดิมทีฉินชูมาไม่ทันพิธีรับลูกศิษย์หน้าใหม่ของทางสำนัก บังเอิญวันนั้นข้าผ่านไปเจอเขาและได้ยินคำพูดของเขาพอดี ส่วนตัวคิดว่าควรให้โอกาสเขาหน่อย ทั้งที่ยอดเขาทั้งเจ็ดล้วน้าศิษย์รับใช้ ก็ไม่รู้อะไรทำให้เขาถูกส่งมาอยู่ที่ยอดเขาชิงจู๋”
“ฮ่าๆ ข้าติดหนี้เ้าแล้ว เอาไว้วันหลังข้าขอเลี้ยงดื่มเ้าที่หมู่บ้านชิงหยุนแล้วกัน” หลัวเจินหัวเราะพลางเอ่ย
ลู่หยวนพยักหน้า “แต่คงต้องรอก่อน เพราะว่าสำนักเตาเสวี่ยกับตำหนักพญาจิ้งจอกล้วนส่งคนมาป้วนเปี้ยนบริเวณรอบนอกสำนักชิงหยุนแล้ว ไม่รู้ว่าส่งมากดดันเฉยๆ หรือ้าท้าสู้ แต่ไม่ว่าจะเป็เหตุผลข้อไหนก็ถือว่าเป็อันตรายต่อสำนักชิงหยุนอยู่ดี”
“หาก้าความช่วยเหลืออะไร เ้าส่งคนมาแจ้งได้ทุกเมื่อ” หลัวเจินพูดกับลู่หยวน
ทันทีที่ฉินชูกลับมาถึงผาหินตัดก็เริ่มฝึกตนทันที อันที่จริง เขาไม่ค่อยสนใจสำนักเตาเสวี่ยกับตำหนักพญาจิ้งจอกเท่าไร เพราะความสนใจทั้งหมดของเขาพุ่งไปที่การพัฒนาพลังของตัวเองให้แข็งแกร่งขึ้น มีแต่แข็งแกร่งขึ้นเท่านั้น ถึงจะสามารถตามหาชาติกำเนิดของตัวเองได้
ตอนนี้เขาเริ่มมีความหวังต่อโลกภายนอกแล้ว และเมื่อนึกถึงโลกภายนอก เขาก็อดนึกถึงซั่งซูอวี๋อย่างอดไม่ได้
