ท่ามกลางความโกลาหลนั้นเอง
เย่เฉินเดินฝ่าเข้าไปในห้องของคังห่าวอย่างสงบ สายตาของเขาหยุดลงที่ร่างของคังห่าวซึ่งนอนอยู่บนเตียง ลมหายใจรวยริน ดาบยังปักคาอก เืไหลซึมไม่หยุด
เย่เฉินหยุดยืนตรงหน้า ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เ็า
“ข้าเคารพท่านนะ ท่านเ้าเมืองคังห่าว”
เขากล่าวช้า ๆ
“ในฐานะชายคนหนึ่งที่ไม่มีร่างกายพิเศษ ไม่มีสายเืศักดิ์สิทธิ์ ไม่มีโชคจาก์ใด ๆ แต่กลับฝืนชะตาฟ้าก้าวมาถึงระดับนักบุญได้ด้วยตัวเอง”
แววตาของเขาฉายแววชื่นชมอยู่เสี้ยวหนึ่ง ก่อนจะกลายเป็ความเ็า
“หากท่านไม่รับเลี้ยงคังจิน…”
“ชีวิตของท่านคงไปได้ไกลกว่านี้มาก”
คังห่าวพยายามหัวเราะอย่างแ่เบา เืไหลออกจากมุมปาก แต่เขากลับยังคงยิ้ม
เขาพยายามขยับร่างกายอีกครั้ง ทว่ากล้ามเนื้อไม่ตอบสนองแม้แต่น้อย พลังิญญาในร่างถูกพิษกัดกินจนสิ้น การบ่มเพาะที่ฝึกมาทั้งชีวิตไม่อาจเรียกใช้ได้แม้เศษเสี้ยว
ดวงตาเขาเลื่อนมองเพดานที่แตกร้าว
“อย่างน้อย… ข้าก็ได้เห็นจุดจบของมันด้วยตาตัวเอง…”
คำพูดสุดท้ายยังคงตราตรึงอยู่ในใจเขาแต่ไม่อาจมีเสียงใดหลุดลอยออกมาได้
“ลาก่อน…”
เย่เฉินพูดขึ้นพร้อมยกหมัดขึ้น พลังสีแดงเข้มลุกไหม้รอบกำปั้น เปลวเพลิงบิดเบี้ยวราวกับโลหิตที่เดือดพล่าน
ในขณะเดียวกันนั้นเอง
ขณะที่เย่ซินกำลังเตรียมเดินออกจากคฤหาสน์ ด้วยความเ็าและไร้ซึ่งความรู้สึกเห็นใจใดๆ
ร่างกายของนางกลับต้องชะงัก ขนทั่วร่างกายลุกชันในพริบตา หัวใจเต้นกระหน่ำอย่างควบคุมไม่ได้
เย่ซินค่อย ๆ ตั้งสติแล้วมองไปข้างหน้า ภาพที่ปรากฏตรงหน้า ทำให้เืในกายของนางเย็นเฉียบ
ชายคนหนึ่งยืนอยู่ไม่ไกล
เขาสวมชุดสีขาวเรียบไร้ลวดลาย หน้ากากสีดำสนิทปิดบังใบหน้าทั้งหมด ไม่มีรอยแยก ไม่มีดวงตาให้มองเห็น
ออร่าที่แผ่ออกมาจากร่างนั้น… ว่างเปล่า ไม่มีพลังิญญา ไม่มีแรงกดดัน ไม่มีคลื่นพลังใด ๆ ราวกับเป็เพียงมนุษย์ธรรมดา
แต่กลับทำให้เย่ซินรู้สึกหวาดกลัวอย่างถึงที่สุด ความกลัวนั้นไม่ใช่ความหวาดหวั่นจากพลัง หากเป็ความรู้สึกจากสัญชาตญาณดั้งเดิมที่สุดของสิ่งมีชีวิต
ตอนนี้มันเหมือนกับมดตัวเล็กที่กำลังจ้องมองช้างขนาดใหญ่ั์ ลมหายใจของนางสั่น มือเย็นเฉียบ เหงื่อเย็นไหลซึมลงตามแผ่นหลัง
ดวงตาที่เคยเ็าและหยิ่งผยอง บัดนี้กลับเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัวอย่างไม่อาจปกปิดได้
นางไม่รู้ว่าเขาเป็ใคร ไม่รู้ว่าการบ่มเพาะระดับไหน ไม่รู้แม้กระทั่งว่าเขามองนางอยู่หรือไม่
ขาทั้งสองข้างหนักราวกับแบกูเาหลายสิบลูกเอาไว้ นางไม่กล้าขยับ ไม่กล้าพูด ไม่กล้าแม้แต่หายใจเข้าออก เพราะสัญชาตญาณกำลังกรีดร้องอย่างสุดเสียง
อย่าขยับ อย่าพูด อย่าหายใจ
ภายในจิตใจของนางในตอนนี้มีเพียงความปรารถนาเดียวก้องซ้ำไปซ้ำมา
อย่าสนใจข้า
ชายสวมหน้ากากค่อย ๆ เดินผ่านนางไปอย่างช้า ๆ
ฝีเท้าแ่เบา จนแทบไม่มีเสียงแม้แต่น้อย ทว่าทุกก้าวกลับดังก้องอยู่ในหัวของเย่ซินราวกับเสียงระฆังมรณะ
จนกระทั่งเงาร่างนั้นลับหายไปในความมืด เย่ซินจึงทรุดลงกับพื้นอย่างหมดแรง หัวใจยังเต้นรัวไม่หยุด ร่างกายสั่นไหวอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุด เสื้อผ้าเปียกชื้นไปด้วยเหงื่อไหล ก่อนที่นางจะสลบไป
ขณะเดียวกัน เสียงบางอย่างก็ดังขึ้นภายในพื้นที่ส่วนตัวของเ้าเมือง
โครม!
ร่างของเย่เฉินถูกแรงมหาศาลซัดกระเด็นออกไปอย่างรุนแรง แผ่นหลังของเขาปะทะเข้ากับกำแพงหินจนแตกร้าว เสียงกระดูกลั่นดังชัดเจน เืพุ่งออกจากปากทันที
“อ๊าาาา!”
เสียงกรีดร้องแหลมสูงสะท้อนก้องไปทั่วห้อง ใบหน้าของเขาบิดเบี้ยวไปครึ่งซีก ดวงตาแดงฉานด้วยความเ็ปและความโกรธ
“ไอ้…แก่…แกกล้าต่อยหน้าของข้างั้นเหรอ?!”
เขากัดฟันแน่น เืไหลซึมตามมุมปาก
“ฆ่ามันซะ!”
ในขณะเดียวกันนั้นเอง ร่างหนึ่งค่อย ๆ เดินออกมาจากเงามืดภายในห้องอย่างเชื่องช้า
มันคือคังห่าว ที่พึ่งชกหน้าเย่เฉินเต็มแรง ร่างของเขาเต็มไปด้วยเื เสื้อผ้าขาดวิ่น ดาบยังปักคาอกอยู่ ทว่าเขายังคงยืนได้ แม้ก้าวเดินจะสั่นไหวอย่างหนัก
การบ่มเพาะของเขาหายไปแล้วอย่างสิ้นเชิง เขาไม่อาจััพลังิญญาได้อีกต่อไป ไม่อาจเรียกใช้อาคมหรือกฎใด ๆ
แต่ร่างกายของเขา… ยังคงเป็ร่างกายของผู้บ่มเพาะระดับนักบุญ
แม้พิษจะกัดกินเส้นเอ็นจนขยับลำบาก ทุกย่างก้าวราวกับเหยียบบนใบมีด แต่เขายังคงเดินต่อไปได้ คังห่าวยกมือขึ้น จับด้ามดาบสีดำที่แทงทะลุอกของตนเอง
เสียงโลหะเสียดสีกับกระดูกดังแสบหู
ชึก!!
เขาดึงมันออกมาช้า ๆ เืพุ่งกระเซ็นทันที แต่เขากลับไม่ส่งเสียงร้องแห่งความเ็ปออกมาแม้แต่น้อย
“เป็ดาบที่ดี…”
เสียงแหบต่ำดังขึ้น เขายิ้มบาง ๆ ก่อนเงยหน้ามองออกไปด้านนอกห้อง
ภาพที่ปรากฏตรงหน้าทำให้รอยยิ้มของเขายิ่งกว้างขึ้นไปอีก นักบุญยี่สิบเอ็ดคนลอยเรียงรายกันอยู่บนท้องฟ้าตรงเบื้องหน้าของเขา
หกคนจากตระกูลเย่
ห้าคนจากตระกูลมู่
และอีกสิบคน… คือผู้ติดตามของเขาเอง อดีตผู้คุ้มกัน เ้าที่ปรึกษา และขุนนางที่ร่วมสร้างเมืองดาบ์มาด้วยกัน
คังห่าวหัวเราะออกมาเบา ๆ เสียงหัวเราะแหบพร่าเต็มไปด้วยความขมขื่น
“พวกเ้าจะไปไม่ลากันเลยเหรอ…”
หนึ่งในนักบุญก้าวออกมา เขาเป็อดีตที่ปรึกษาคู่ใจของคังห่าวเอง
“ท่านเ้าเมือง”
เสียงนั้นราบเรียบ
“ท่านปกครองเมืองนี้มานานเกินไปแล้ว ได้เวลา…”
แต่ยังไม่ทันที่คำพูดจะจบลง คังห่าวก็พุ่งออกไปทันที ร่างของเขาทะยานตรงไปหาเย่เฉินที่กำลังพยายามลุกขึ้น ดวงตาของอดีตเ้าเมืองฉายแววบ้าคลั่งอย่างแท้จริง
ทว่า… พิษในร่างกลับฉุดรั้งเขาไว้ ความเร็วที่ควรจะพุ่งทะยานดุจสายฟ้า กลับช้าลงอย่างน่าสมเพช
ฉึก!
หอกสีทองแทงทะลุไหล่ของเขาทันที
ฉึก! ฉึก!
คมดาบ กระบี่ ง้าว และอาวุธนับไม่ถ้วน พุ่งเข้ามาพร้อมกัน
ทุกการโจมตี… ล้วนมาจากอดีตลูกน้องของเขาเอง คนจากตระกูลเย่และตระกูลมู่ยืนมองเฉย ๆ
พวกเขาไม่จำเป็ต้องลงมือด้วยซ้ำ เืของคังห่าวพุ่งออกมาราวสายน้ำ ร่างกายถูกแทงทะลุจากทุกทิศทาง
แขนขาถูกฟันขาด ลำตัวถูกฉีกกระชาก สุดท้าย หัวของเขาร่วงลงสู่พื้นอย่างหนักหน่วง
ท่ามกลางซากเืและเศษเนื้อ ดวงตาของคังห่าวยังคงเปิดค้าง ริมฝีปากสั่นไหว
“ไอ้…พวกสารเลว…”
เืไหลออกจากปากไม่หยุด
“ถ้าข้าย้อนกลับไปได้… ข้าจะฆ่าพวกเ้าทั้งหมด…”
ทว่าคำพูดนั้นกลับไม่สามารถส่งผ่านเสียงใดๆ ออกมาได้ มีเพียงเขาคนเดียวเท่านั้นที่ได้ยินคำพูดของตัวเอง
ก่อนที่เสียงบางอย่างจะดังขึ้นจากความว่างเปล่าอย่างน่าสยดสยอง
มันไม่มีทิศทาง ไม่มีที่มาที่ไป ไม่อาจบอกได้ว่าเปล่งออกมาจากเบื้องบน เบื้องล่าง หรือจากภายในจิตใจของผู้ฟังกันแน่ ไม่สามารถแยกออกว่าเป็หญิงหรือชาย ไม่แน่ใจด้วยซ้ำ…ว่าเป็เสียงของมนุษย์หรือไม่
“เ้าน่าสนใจดี… สนใจมาทำงานให้ข้าไหม”
“แต่หากเ้ามาทำงานให้ข้า…”
เสียงนั้นเอ่ยขึ้นอย่างช้า ๆ
“ทั้งชีวิตของเ้าจะเป็ของข้า ไม่ว่าจะเป็ความเป็หรือความตาย ล้วนขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของข้าเพียงผู้เดียว”
จิตสำนึกของคังห่าวสั่นไหว
ภาพในอดีตผุดขึ้นไม่หยุด เมืองดาบ์ที่เขาสร้างขึ้นด้วยสองมือ ผู้คนที่เคยก้มศีรษะให้เขา สหายที่เคยเรียกว่าพี่น้อง และคมดาบของคนเ่าั้ที่แทงทะลุร่างเขาโดยไม่ลังเล
ความเ็ปทางกายยังไม่เท่าความขมขื่นในใจ หากนี่คือจุดจบ เขาไม่ยอมให้มันจบลงเช่นนี้
ริมฝีปากที่เต็มไปด้วยเืสั่นไหว เสียงลมหายใจขาดห้วง ก่อนคำตอบจะหลุดออกมาอย่างยากลำบาก
“…ข้า… ข้าตกลง”
สิ้นเสียงนั้น
ท้องฟ้าเหนือเมืองดาบ์ก็แปรปรวนในทันที เมฆดำหนาทึบหมุนวนราวกับถูกแรงบางอย่างฉุดกระชาก สายลมกรรโชกพัดกระหน่ำ ฟ้าร้องคำรามสนั่น ก่อนที่สายฝนจะเทลงมาอย่างรุนแรงราวกับท้องฟ้ากำลังพังทลาย
