บทที่ 99 หุบเขาหิมะ
เช้าวันรุ่งขึ้น ก่อนที่ลู่อวี่จะออกเดินทาง ลู่หยวนจือก็พาลูกชายมาหา
นี่เป็ครั้งแรกที่ลู่อวี่ได้พบกับลู่เทียนเหว่ย ก่อนหน้านี้ที่ลู่เทียนเหว่ยได้รับาเ็ เขาเพียงนำยาช่วยชีวิตให้ไปเม็ดหนึ่งเท่านั้น แต่ไม่ได้ไปดูอาการให้ หลังจากที่อาการของลู่เทียนเหว่ยหายดี ลู่เทียนเหว่ยก็เข้าจำศีลภาวนาต่อเลย เป็เขาก็รู้ว่าลู่เทียนเหว่ยเพิ่งออกจากการจำศีลภาวนาเมื่อไม่กี่วันก่อนนี้เอง แม้ว่าพลังยุทธ์ไม่ได้มีการพัฒนาที่ดีขึ้นเท่าไร แต่ดูเหมือนอาการาเ็ทั่วทั้งตัวจะฟื้นตัวกลับมาดีมากแล้ว
หลังจากที่ลู่หยวนจือแนะนำลูกชายให้ลู่อวี่รู้จัก เขาก็ไม่ได้พูดอะไรต่ออีก เป็ลู่เทียนเหว่ยที่กลับแสดงท่าทีเคารพนบนอบต่อเขา ซึ่งทำให้ลู่อวี่พอใจไม่น้อย แต่เื่ถ้ำนักพรตโบราณที่ปรากฏขึ้นในครั้งนี้ เขาก็อยากจะเข้าไป่ชิงทรัพย์สมบัติกับคนพวกนั้น ดังนั้นจึงกำชับไปอีกหลายประโยค ก่อนที่จะปล่อยเรือแสงตัดเมฆา์ออกมา
ลู่หนานกับจีชิงรั่วถูกเขาทิ้งไว้ที่ตระกูลลู่ เพราะแม่สาวน้อยทั้งสองคนนั้นตั้งหน้าตั้งตารอกับยาชะลออายุไม่น้อย แม้ว่าจะเสียดายที่ไม่ได้ตามไปดูด้วย แต่ก็ไม่ได้พูดต่อล้อต่อเถียงอีก เพียงเป็กังวลเท่านั้น
ผู้เฒ่าใหญ่ของตระกูลลู่แห่งเป่ยหยวนลู่อวิ๋นชิงเป็บุรุษที่ค่อนข้างแก่ชราไปไม่น้อย ริ้วรอยบนใบหน้าค่อนข้างชัด แต่พลังยุทธ์ก็ยังอยู่ที่่ปลายขั้นฟันฝ่านั้นช่างสูงส่ง ทันทีที่ลู่อวี่และทั้งสามคนหันมามองก็รู้เลยว่าผู้เฒ่าใหญ่ท่านนี้เหลืออายุขัยไม่เยอะมากแล้ว แม้ว่าจะมียาอายุวัฒนะในเทียนตูที่สามารถยืดอายุขัยได้ แต่สิ่งเ่าั้ไม่ใช่สิ่งที่ตระกูลลู่แห่งเป่ยหยวนจะสามารถหาซื้อมาให้ได้จริงๆ
แม้ว่าลู่อวี่จะสามารถปรุงยาอายุวัฒนะทำให้อายุยืนได้หลายชนิด แต่ไม่ว่าจะเป็ยาชนิดใด ก็ล้วนแล้วแต่้ายาวิเศษที่มีราคาแพงนัก คงไม่ทำเพื่อผู้เฒ่าท่านหนึ่งของตระกูลสาขา จึงถือโอกาสมอบยายืดอายุชนิดอื่นให้ไปสักเม็ด
ทางตอนเหนือของเป่ยหยวนเป็ดินแดนรกร้างที่เต็มไปด้วยน้ำแข็งและหิมะ ดูเหมือนตลอดทั้งสี่ฤดูจะตกอยู่แต่ในฤดูหนาวที่มีอากาศหนาวเหน็บ ลู่อวี่และพรรคพวกนั้นเดินทางด้วยเรือแสงตัดเมฆา์มาได้สองวันแล้ว ก็ยังไม่ถึงที่หมาย เมื่อมองออกไปด้านนอก ก็ยังคงเป็พื้นที่อันกว้างใหญ่สีขาวโพลน
ลู่อวิ๋นชิงจึงไม่หยุดที่จะปรับเปลี่ยนทิศทางของเรือแสงตัดเมฆา์ตามข้อมูลที่ได้รับมาให้ถูกต้อง จนกระทั่งถึงยามห้าย ทุกคนถึงเดินทางมาถึงหุบเขาที่ซ่อนอยู่ในูเาขนาดใหญ่ลูกหนึ่ง
“หากผ่านหุบเขานี้ไป ก็จะถึงถ้ำของนักพรตโบราณนั้นแล้ว แต่หุบเขานี้ทอดตัวยาวนัก อีกทั้งยังคดเคี้ยว อีกทั้งยังลึกมากด้วย ในนั้นยังเต็มไปด้วยเมฆและหมอก นักพรตธรรมดายังไม่สามารถเข้าไปได้เลย!” ลู่อวิ๋นชิงกล่าว พร้อมกับควบคุมเรือแสงตัดเมฆา์ บินไปที่หุบเขาทันที
ทั้งเรือเหาะลำนี้ มีเพียงลู่อวิ๋นชิงเท่านั้นที่รู้ตำแหน่ง ดังนั้นเื่ควบคุมเรือแสงตัดเมฆา์จึงตกเป็ของเขาไปโดยปริยาย
หลังจากบินมาได้ประมาณครึ่งชั่วยาม เมื่อเรือเหาะทั้งลำบินออกจากหุบเขา ทุกคนรวมถึงลู่อวี่และตู้เสวียนเฉิง ต่างก็ตกตะลึงกันไม่น้อย
ภาพตรงหน้าเห็นเพียงห่างจากหุบเขาประมาณร้อยลี้ ูเาลูกใหญ่ที่ปกคลุมด้วยหิมะตระหง่านยืนอยู่ตรงนั้น มีก้อนเมฆและหมอกปกคลุมไปครึ่งเขา จึงไม่สามารถบอกได้ว่าูเาที่ปกคลุมด้วยหิมะลูกนี้สูงประมาณเท่าไร
เฉินเสวียนถึงกับอุทานออกมา “ค่ายกลกระบี่ป้องกันูเาทั้งลูกเลย ไม่เสียแรงเลยที่เป็ถ้ำของนักพรตโบราณ หากพิจารณาจากค่ายกลกระบี่ที่ปกป้องูเานี้ นักพรตผู้นี้ อย่างน้อยก็น่าจะเป็ปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ขั้นหวนคืนสู่สัจธรรม!”
ลู่อวี่ได้ยินเช่นนี้ก็รู้แปลกใจอยู่เล็กน้อย สักพักก็พูดขึ้น “ในสมัยโบราณ พลังแห่ง์และโลกมีมากมายมหาศาล แม้ว่าพลังยุทธ์ขั้นหวนสู่สัจธรรมไม่ต่ำเลย แต่ก็ไม่ถือว่าเป็บุคคลฝีมือเก่งกาจ ในเมื่อเป็นักพรตขั้นหวนสู่สัจธรรม คิดในนั้นน่าจะมีของดีอยู่ไม่น้อยเลย”
เห็นได้ชัดว่าตู้เสวียนเฉิงให้ความสนใจกับภาพตรงหน้าเป็อย่างมากในเวลานี้ เพราะเดิมทีเขาก็เป็นักพรตขั้นหวนสู่สัจธรรม แต่เพราะถูกพิษดูดิญญาเข้า หลังจากยื้อเวลามากว่าร้อยปี ขั้นพลังยุทธ์ถึงได้ลดลงมากเช่นนี้ ตอนนี้เมื่อได้เห็นถ้ำนักพรตโบราณนี้ และเกิดมียาอายุวัฒนะฟื้นฟูกำลังที่ฝืนกฎ์อยู่ข้างในขึ้นมา บางทีตัวเองก็ใช้เวลาไม่ถึงร้อยปีก็อาจสามารถฟื้นฟูพลังยุทธ์กลับมาใหม่ได้อีกครั้ง
ลู่อวี่ถามเฉินเสวียนที่อยู่ข้างๆ ถามขึ้น “นักพรตเฉิน ค่ายกลกระบี่ปกป้องูเานี้เป็อย่างไรบ้าง? พอที่จะทะลวงผ่านไปได้หรือไม่?”
เฉินเสวียนตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง แต่ก็กลั้นใจตอบพร้อมกับฝืนใจยิ้มออกมา แม้ว่าเขาจะเป็อาจารย์ค่ายกลกระบี่ แต่ก็เป็เพียงอาจารย์ค่ายกลกระบี่นักพรตสันโดษเท่านั้น ค่ายกลกระบี่ที่เคยััมาทั้งหมดก็มีข้อจำกัดอย่างยิ่ง หลังจากมาถึงตระกูลลู่แล้ว ถึงได้ลงมือศึกษาค้นคว้าลงลึกด้านค่ายกลกระบี่ แต่ในระยะเวลาอันสั้น เหตุเพราะค่ายกลกระบี่นั้นเป็เคล็ดวิชาหนึ่งที่ซับซ้อนและยากที่สุดในบรรดาศาสตร์แห่งการฝึกฝนทั้งหก เช่นนั้นแล้ว เขาจะพัฒนาฝีมือให้สูงขึ้นอย่างรวดเร็วในหนึ่งปีได้อย่างไร
ดังนั้นเฉินเสวียนจึงกล่าวตอบไปว่า “เกรงว่าคงยากมาก มองเพียงค่ายกลกระบี่ขนาดใหญ่ที่ครอบคลุมูเาหิมะทั้งหมดนี้ ก็รู้ได้เลยว่านักพรตโบราณผู้นี้มีความสามารถในการสร้างด้านค่ายกลกระบี่ที่เก่งกาจไม่น้อย และอาจเป็ปรมาจารย์ของด้านค่ายกลกระบี่เฉพาะท่านหนึ่งเลยก็ว่าได้ อาศัยความสามารถของข้าผู้เดียว ต่อให้จะสามารถฝ่าทะลวงค่ายกลกระบี่นี้ไปได้ แต่เกรงว่าคงทำไม่ได้ใน่หลายปีนี้แน่นอน!”
ลู่อวี่ได้ยินเช่นนี้ก็อดผิดหวังไม่ได้ แต่เขาก็เข้าใจเช่นเดียวกัน เพราะเฉินเสวียนนั้นเป็นักพรตสันโดษที่มีพลังยุทธ์ขั้นตงซวน อีกทั้งต้องฝึกบำเพ็ญเพียร และยังต้องศึกษาเคล็ดวิชาค่ายกลกระบี่ไปด้วย มาถึงขั้นนี้ได้ก็ถือว่าไม่ง่ายแล้ว หากฝ่าทะลวงค่ายกลกระบี่ของปรมาจารย์โบราณขั้นหวนสู่สัจธรรมนี้ไม่ได้ มันก็ไม่ใช่เื่ที่เหนือการคาดหมาย
ตู้เสวียนเฉิงก็ใช่ว่าจะเชี่ยวชาญด้านค่ายกลกระบี่มากนัก หลังจากสำรวจดูอย่างระมัดระวังอยู่เป็เวลานานแต่ก็ยังหาทางเข้าไม่พบ จึงเอ่ยถามไปว่า “แม้ว่าค่ายกลกระบี่ป้องกันูเาลูกนี้จะปกคลุมทั่วทั้งูเาหิมะ ทว่ามันน่าจะมีทางเข้าอยู่ แต่เหตุใดข้าจึงหาไม่พบ?”
เฉินเสวียนพยักหน้าและกล่าว “ข้าก็หาไม่พบเหมือนกัน แต่หากตามที่ข้าคาดเดา ทางเข้าของค่ายกลกระบี่ที่ปกป้องูเาใหญ่นี้น่าจะไม่หยุดที่จะปรับเปลี่ยนไปตลอด มันไม่ใช่ประตูเช่นที่เราเห็นประจำที่ไหนสักแห่ง หากพิจารณาถึงความสมบูรณ์แบบของค่ายกลกระบี่นี้ แม้จะหาทางเข้าได้ยาก แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีวิธี แต่หากคิดจะฝ่าทะลวงเข้าไปข้างใน มันคงไม่ใช่เื่ง่ายแน่!”
ลู่อวิ๋นชิงและลู่เทียนเหว่ยเดินตามหลังทั้งสามคนมา เมื่อครู่นี้ก็รู้สึกใกับความยิ่งใหญ่ของูเาที่ปกคลุมด้วยหิมะสูงตระหง่านเช่นกัน ตอนนี้เพิ่งได้สติกลับมา
หลังจากฟังพวกเขาพูดคุยกัน ลู่เทียนเหว่ยก็พูดเสนอคำแนะนำ “ก็ใช่ว่าจะไม่มีวิธี นักพรตที่เดินทางมาที่นี่ก็มีกันตั้งมากมายเช่นนี้ ต้องมีหลายคนที่มีฝีมือแตกฉานด้านค่ายกลกระบี่ ถึงเวลาทุกคนมารวมมือทำลายค่ายกลกระบี่กัน น่าจะมีความหวังมากอยู่ อีกอย่างยังไม่รู้ว่านักพรตโบราณผู้นั้นกลายเป็เซียนหรือนั่งสมาธิจนตายไปแล้ว แต่อย่างไรเสีย ตอนนี้ค่ายกลกระบี่นี้ก็ไม่มีคนคอยสั่งการ อย่างมากสุดก็เพียงใช้เวลา อย่างไรก็ฝ่าทะลวงไปได้อยู่แล้วแน่นอน!”
ลู่อวิ๋นชิงพูดด้วยความไม่พอใจ “เช่นนี้มันเป็วิธีแก้ปัญหาที่ไหนกัน นายน้อยหวังที่จะเข้าไปในถ้ำก่อนที่นักพรตคนอื่นๆ เดี๋ยวทุกคนก็รู้ข่าวและกรูกันเข้ามา ไม่เช่นนั้นใครจะรู้ว่าพอถึงเวลาจะมีคนประเภทใดเดินทางกันมาบ้าง หากเกิดมีการต่อสู้กันขึ้น เช่นนั้นมันไม่ใช่เื่ล้อเล่นแล้ว ภายใต้โอกาสและโชคชะตาอันยิ่งใหญ่ มันไม่มีใครสนใจสถานะและอำนาจของเ้าหรอก ทุกอย่างมันจะพูดกันด้วยความแข็งแกร่ง พวกเรารีบร้อนมากัน จะทำอะไรโดยประมาทได้อย่างไร? “
เฉินเสวียนเห็นด้วยกับมุมมองของลู่อวิ๋นชิง จึงกล่าวสมทบ “ต่อให้เรียกอาจารย์ค่ายกลกระบี่ทั้งหมดมารวมตัวกันทำลายค่ายกลกระบี่ แต่อาจารย์ค่ายกลเหล่านี้แต่ละคนมีเอกลักษณ์เป็ของตัวเอง ส่วนเื่เลวๆ ผิดศีลธรรมในหมู่พวกเขาก็ไม่จำเป็ต้องเอ่ยถึง
แต่ใครจะรู้จู่ๆ ลู่อวี่ก็หัวเราะออกมาอย่างไม่คาดคิดและพูดว่า “ที่พวกเ้าพูดมาก็ไม่ผิด แต่ขึ้นอยู่กับว่าใครจะเป็คนลงมือทำ แต่ตอนนี้เื่นี้ยังไม่ใช่เื่ด่วน ยิ่งกว่านั้นหากทำเช่นนี้มันจะทำให้คนขุ่นเคืองใจได้ ต่อให้ข้าจะไม่เก็บเอามาใส่ใจ แต่หากมีวิธีที่ดีกว่านี้ พวกเราก็ไม่จำเป็ต้องเป็คนชั่วร้ายเช่นนี้!”
ขณะที่ลู่อวี่พูด ก็พาทุกคนเดินทางด้วยแสงหลบหนีบินไปทีู่เาหิมะ
เขาไม่มีทางเข้าไปที่นั่นในตอนนี้แน่ แต่หาที่ใกล้ๆ เข้าไปตรวจสอบก่อน การวางแผนก่อนมันเป็สิ่งที่จำเป็ไม่น้อย
เพิ่งจะบินไปได้ครึ่งทาง แต่ทันใดนั้นก็มีลมพัดกระโชกแรงพัดเข้ามา ทำให้ลู่อวี่และพรรคพวกหยุดชะงักทันที
ตู้เสวียนเฉิงที่รู้สึกประหลาดใจ กล่าวขึ้น “เมฆหมอกที่นี่บดบังพลังจิตได้จริงๆ ด้วย คิดไม่ถึงด้วยว่าจะมีคนจำนวนมากจะััรู้ล่วงหน้ากันแล้ว ลมนี่ก็พัดมาแปลกๆ!”
ลู่อวี่พยักหน้าอย่างเห็นด้วย เขามองไปรอบๆ เช่นกัน ลมที่พัดกระโชกแรงเมื่อครู่นี้ ทำให้เมฆและหมอกบนท้องฟ้ากระจายตัว ทันใดนั้นก็สังเกตเห็นคนจำนวนมากกำลังหลบซ่อนตัวอยู่ในก้อนเมฆและหมอกรอบๆ และยังหลบซ่อนทีู่เาที่อยู่ไกลออกไปอีกด้วย
คนพวกนี้อยู่กระจายกันออกไป ที่หนึ่งมีกันสามถึงห้าคน ที่หนึ่งมีเจ็ดถึงแปดคน และที่เห็นอีกที่บางที่อาจจะมีมากกว่านั้นถึงสิบหรือยี่สิบคนได้ หากรวมทุกคนเข้าด้วยกันแล้วก็มีคนไม่น้อยกว่าหนึ่งหรือสองร้อยของคนที่มาเร็วกว่าลู่อวี่และพรรคพวกเลยทีเดียว แต่ตอนที่พวกเขาเพิ่งออกมาจากหุบเขา กลับไม่สังเกตเห็นใครเลยแม้แต่คนเดียว ขนาดขั้นพลังยุทธ์และพลังจิตของตู้เสวียนเฉิงที่แข็งแกร่งมากก็ยังััไม่ถึง นี่แสดงให้เห็นว่าเมฆและหมอกที่นี่มีพลังอำนาจมากเพียงใดในการแยกพลังจิตออกไป
เพราะลู่อวี่ได้กลับชาติมาเกิดใหม่ อีกทั้งยังนำความทรงจำจากชาติก่อนมาด้วย ดังนั้นด้านพลังจิตจึงแข็งแกร่งกว่านักพรตในพลังยุทธ์ขั้นเดียวกันมาก แม้ว่าเขาจะฝึกฝนมาจนถึงเคล็ดวิชาไท่ซั่งฮุ่นหวันเจินฝ่า ถึงจะไม่ใช่เคล็ดวิชาที่เชี่ยวชาญด้านพลังจิต แต่ทุกครั้งที่ระดับพลังยุทธ์บรรลุขั้นขึ้น พลังก็จะก้าวหน้าขึ้นนัก สิ่งนี้ทำให้เขาที่อยู่เพียงใน่ปลายของขั้นฟันฝ่าเท่านั้น แต่กลับมีพลังที่ไม่ด้อยไปกว่านักพรตใน่ปลายขั้นตงซวนเลย
โชคดีที่ต่อให้คนพวกนี้จะมาถึงเร็วกว่าลู่อวี่และพรรคพวก แต่ดูเหมือนว่าค่ายกลกระบี่ปกป้องูเาของถ้ำโบราณนี้จะมีความวิปริตน่าดู ในขณะที่ทุกคนพยายามคิดหาวิธีว่าจะทำลายค่ายกลกระบี่นี้อย่างไร และจะทำอย่างไรหลังทำลายมันได้แล้วโดยไม่ให้คนอื่นเอาเปรียบตัวเองได้ อีกทั้งยังต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของตัวเขาเองด้วย
ดังนั้นหลังจากที่ลู่อวี่และพรรคพวกสังเกตเห็นนักพรตเหล่านี้ นอกจากจะเห็นนักพรตที่รับหน้าที่คุ้มกันดูแลพวกนั้นแล้ว คนอื่นหากไม่รวมตัวกันศึกษาค้นคว้า ร่วมพลังกันวาดภาพอยู่บนหน้าผาสูงชันหรือในอากาศ วาดเขียนค่ายกลกระบี่ตามข้อมูลหลักฐานที่คาดเดา บ้างก็หยิบเอาอาวุธวิเศษตามข้อมูลหลักฐานที่มีต่างๆ ออกมาคาดคะเนครุ่นคิดศึกษากันอยู่เงียบๆ ที่นั่น โดยหวังว่าจะพบศูนย์กลางของการก่อตัวของค่ายกลกระบี่ ถึงกระทั่งมีนักพรตหลายคนที่พูดคุยกันไปมาจนทะเลาะกันอยู่ที่นั่นด้วย ทำเอาลู่อวี่และพรรคพวกเห็นแล้วถึงกับตะลึงจนลืมตัว
ตู้เสวียนเฉิงขมวดคิ้วเล็กน้อยและพูดว่า “ดูเหมือนว่าค่ายกลกระบี่ปกป้องูเานี้จะทรงพลังจริงๆ ไม่เพียงด้านนอกเท่านั้น ไม่รู้ว่าเข้าไปแล้วมันจะเป็อย่างไร!” แม้ว่าเขาจะไม่ค่อยเชี่ยวชาญด้านค่ายกลกระบี่นัก แต่เขาครั้งหนึ่งก็เคยเป็ปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ขั้นหวนสู่สัจธรรม เข้าใจในด้านค่ายกลกระบี่อยู่ไม่น้อย แต่หากให้เขาทำลายค่ายกลกระบี่คงเป็ไปไม่ได้ แต่ในแง่ของวิสัยทัศน์และความรอบรู้ อาจารย์ค่ายกลกระบี่หลายคนในเหตุการณ์ก็คงไม่อาจเทียบเคียงกับเขาได้
ลู่อวี่ลูบคางที่ไร้หนวดเคราของเขาแล้วพูดขึ้น “เื่นี้จะใจร้อนไม่ได้ ในเมื่อค่ายกลกระบี่ป้องกันูเานี้ทรงพลังมาก คิดว่าคงไม่สามารถทำลายได้ในทันที พวกเราไปหาที่พักกันก่อนเถิด!”
ก่อนหน้านั้น ลู่อวี่ยังได้วางแผนไว้แล้วว่า หากใช้ฝีมือปกติฝ่าทะลวงเข้าไปไม่ได้ เช่นนั้นก็ใช้กำลังพังทะลวงกันเข้าไปเลย เพียงเข้าไปได้ก่อนนักพรตจำนวนไม่น้อยเ่าั้ได้ก็พอ แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่า มีนักพรตจำนวนมากมาที่นี่กันแล้ว หากเขาใช้กำลังพังฝ่าทะลวงเข้าไปมันก็คงเป็เื่ที่โง่นัก
ไม่ใช่ว่าเขาไม่มีวิธีทำลายมันได้ แต่หลังจากที่ฝ่าทะลวงไปได้แล้ว นักพรตจำนวนมากที่รออยู่ข้างนอกคงไม่เอาแต่ยืนมองตาปริบๆ มองพวกเขาผูกขาดถ้ำไว้เองแน่ๆ ถึงเวลานั้นมันก็จะกลายเป็เป้าหมายของคนนับพัน นอกจากนี้ถ้ำของนักพรตขั้นหวนสู่สัจธรรมนี้ จะฝ่าทะลวงเข้าไปกันง่ายๆ ได้ที่ไหนกัน ข้างนอกมีนักพรตจำนวนมากค่อยจับตาดูอยู่ ลู่อวี่คงไม่ใจดีพอที่จะทำลายค่ายกลกระบี่แล้วเชิญคนพวกนี้เข้าสำรวจดูแน่ หากทำเช่นนั้นคงเสียสติไปแล้วแน่ๆ!
