หากคนธรรมดาต้องเผชิญหน้ากับแม่ทัพผู้เก่งกาจอย่างฟู่ถิงเย่ เกรงว่าคงจะต้องสั่นกลัวจนตับะเื
แต่ฉีเหลียนเชิงเป็พวกวิปริต! ดูเหมือนเขาจะไม่รู้จักคำว่า ‘กลัว’ เลย!
กริชในมือแทงเข้าไปที่ลำคอของหวาชิงเสวี่ย หยดโลหิตสีแดงสดซึมออกมาในชั่วพริบตา—รูม่านตาของฟู่ถิงเย่หดเล็กลงทันที
ฉีเหลียนเชิงยิ้มเ้าเล่ห์ เหมือนมีแผนการบางอย่างสมดังหวัง “การที่ข้าทำให้แม่ทัพฟู่ในตำนานต้องชี้ธนูมาที่ข้าได้ ช่างเป็เกียรติยิ่งนัก...”
ฟู่ถิงเย่กล่าวเสียงต่ำ “ปล่อยนางไป”
“ท่านแม่ทัพล้อเล่นหรือเปล่า?” ฉีเหลียนเชิงยิ้มเย็น “หากข้าปล่อยนางไป แล้วข้าจะเหลือทางรอดหรือ?”
ฟู่ถิงเย่ตอบอย่างไม่แยแส “อย่างน้อยก็ได้ตายโดยไม่ต้องทรมานมากนัก”
“ดูท่า ข้าไปพร้อมกับแม่นางหวาผู้นี้คงจะดีกว่า” ฉีเหลียนเชิงยิ้มแย้ม “จะได้มีเพื่อนร่วมทางไปปรโลกด้วยกัน ช่างดีเสียจริง”
ขณะที่พูด เขาก็จงใจเป่าลมเข้าหูของหวาชิงเสวี่ย หวาชิงเสวี่ยถึงกับสะดุ้ง!
น่ากลัวเกินไปแล้ว!
“ท่านแม่ทัพฟู่คิดจะแข่งความเร็วกับข้าหรือ?” ฉีเหลียนเชิงเห็นว่าฟู่ถิงเย่ยังคงยกธนูขึ้นโดยไม่ขยับเขยื้อน จึงจงใจพูด “น่าเสียดาย...ข้าไม่คิดว่าลูกธนูในมือของท่านจะเร็วกว่ามีดในมือของข้า”
มือของเขาค่อยๆ ลงน้ำหนัก กริชก็ยิ่งจมลึกลงไปในาแ หยดโลหิตไหลลงมาตามใบมีดทีละน้อย...
หวาชิงเสวี่ยเจ็บจนน้ำตาคลอเบ้า
ท้ายที่สุดแล้ว ฟู่ถิงเย่ก็ไม่กล้าเสี่ยงชีวิตของนาง ค่อยๆ ลดธนูลง ถามว่า “เ้า้าอะไร?”
ฉีเหลียนเชิงกวาดสายตามองไปรอบด้าน กล่าวด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด “ให้คนของท่านถอยออกไปให้พ้นร้อยก้าว!”
ฟู่ถิงเย่เงียบไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็ยกแขนขึ้น ะโเสียงดัง “ถอย!”
เหล่าทหารทำตามคำสั่ง ถอยห่างออกไปทีละก้าวทีละก้าว จนไกลออกไปเรื่อยๆ เหลือเพียงฟู่ถิงเย่ที่ขี่ม้าเผชิญหน้ากับฉีเหลียนเชิง
ฉีเหลียนเชิงยิ้มเย็น “ท่านแม่ทัพ ท่านก็ต้องถอยด้วย!”
ฟู่ถิงเย่ตอบอย่างไม่แยแส “หากข้าถอยไปด้วย แล้วเ้าพานางหนีไปจะทำอย่างไร?”
ฉีเหลียนเชิงหัวเราะ เขาคิดอยู่แล้วว่าฟู่ถิงเย่จะไม่ยอมขยับอีกแล้ว จึงก้มลงไปใกล้ๆ หวาชิงเสวี่ย จนแทบจะแนบใบหน้ากับนาง ก่อนจะกระซิบเบาๆ “หวาชิงเสวี่ย พวกเราจะได้เจอกันอีก”
หวาชิงเสวี่ยเบิกตากว้างด้วยความใ ยังไม่ทันได้ตอบสนอง ในพริบตาต่อมาก็ถูกฉีเหลียนเชิงผลักออกไป!
ร่างของนางปลิวไปอีกด้าน กระแทกกับพื้นอย่างแรง! ตาพร่าเหมือนเห็นดาววาววับ!
ส่วนฉีเหลียนเชิง หลังจากผลักนางแล้วก็รีบก้มตัวลงไปดึงช่างตีเหล็กหลิวที่หมดสติอยู่บนพื้นขึ้นมา ขี่ม้าหนีไป!
เหล่าทหารกรูกันเข้าไป! ไล่ตามทิศทางที่ฉีเหลียนเชิงหนีไป!
หวาชิงเสวี่ยมึนงงไปหมด เ็ปไปทั้งตัว ทันใดนั้นก็รู้สึกว่าฟู่ถิงเย่กำลังอุ้มนางขึ้น เขาสั่งการเสียงดัง “ไปตามหมอประจำค่ายมา!”
...
“พวกเขาเตรียมม้าพ่วงพีไว้สามตัวที่เนินเขาเหิงซาน คนผู้นี้พอออกจากค่ายก็ไปถึงที่หมายแล้วเปลี่ยนม้า จากนั้นก็ใช้ม้าตัวอื่นจงใจเบี่ยงเบนสายตาของเรา...” ไห่ซื่อเซวียนเงยหน้ามองฟู่ถิงเย่แวบหนึ่งแล้วก็ก้มหน้าลงด้วยความละอายใจ “ปล่อยให้มันหนีไปได้”
ฟู่ถิงเย่สีหน้าเคร่งขรึม ไม่ได้พูดอะไร ครู่หนึ่งผ่านไปก็ถามฉินเหลาอู่ที่อยู่ข้างๆ “เ้าคิดเห็นอย่างไร?”
ฉินเหลาอู่ได้ยินเสียงของฟู่ถิงเย่ที่ไม่ร้อนรนหรือเ็าแล้วก็ใจสั่น พลางเหล่ดูสีหน้าของเขา ตอบกลับ “คนผู้นี้...เ้าเล่ห์มาก สามารถหลบหนีออกจากค่ายชิงโจวได้อย่างง่ายดาย ทั้งยังจับตัวช่างตีเหล็กไปได้อีก ไม่ใช่คนธรรมดาที่จะทำเช่นนี้ได้”
ไห่ซื่อเซวียนมองหน้าฉินเหลาอู่ด้วยความไม่พอใจ เ้านี่เหตุใดยังกล้าไปชมเขาอีก?
การที่ปล่อยให้คนลอบเข้ามาในค่ายได้อย่างง่ายดายก็เสียหน้าพอแล้ว ตอนนี้ยังช่วยช่างตีเหล็กหลิวกลับมาไม่ได้ แถมยังปล่อยให้อีกฝ่ายหนีไปได้อีก นี่มันไม่ต่างจากถูกตบหน้าฉาดใหญ่!
ใบหน้าฟู่ถิงเย่สงบนิ่งเหมือนน้ำ กล่าวช้าๆ “ไม่เพียงแต่เ้าเล่ห์ ยังเ้าคิดเ้าแค้น จิตใจคับแคบ ชอบเอาคืน”
ฉินเหลาอู่เบิกตาค้าง คิดในใจ ‘ท่านแม่ทัพไม่ถึงขนาดนั้นกระมัง ปล่อยให้เขาหนีไปได้ก็เลยเสียหน้าจนโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงมาเริ่มโจมตีตัวบุคคลเสียแล้วหรือ?!’
“ยังจำได้หรือไม่ว่าพวกเราหนีออกจากเมืองเหรินชิวมาได้อย่างไร?” ฟู่ถิงเย่หันไปถามไห่ซื่อเซวียน
ไห่ซื่อเซวียนชะงักไปเล็กน้อย จากนั้นก็ตอบสนอง “ท่านแม่ทัพหมายความว่า...”
“พวกเรายืมเสื้อผ้าของทหารเหลียวมาปลอมตัว พวกเขาก็ยืมเสื้อผ้าของพวกเราไปปลอมตัวเป็ทหารฉี พวกเราใช้ม้าล่อพวกทหารที่ไล่ตามมา เขาก็ทำแบบเดียวกัน” มุมปากของฟู่ถิงเย่ยกขึ้น ยิ้มเยาะ “หากบอกว่าบังเอิญ ข้าคงจะไม่เชื่อ”
ไห่ซื่อเซวียนได้ยินก็พยักหน้า “คนผู้นี้จะต้องได้รับผลกระทบจากเื่นี้อย่างแน่นอน ถึงได้แค้นเคืองอยู่ในใจมาตลอด”
ในตอนนั้นเอง มีทหารเข้ามาในกระโจม ประสานมือคารวะ “เรียนท่านแม่ทัพ พวกเราได้พาภรรยาและลูกๆ ของช่างตีเหล็กหลิวมาแล้วขอรับ”
ฟู่ถิงเย่เอ่ย “จัดแจงที่ทาง ดูแลพวกเขาให้ดี”
“ขอรับ!”
ฉินเหลาอู่ถึงได้เข้าใจ “ท่านแม่ทัพกังวลว่าพวกเขาจะลงมือกับภรรยาและลูกๆ ของช่างตีเหล็กหลิวหรือขอรับ?”
ฟู่ถิงเย่ลุกขึ้นยืนโดยไม่แสดงสีหน้าใดๆ “เป้าหมายของชาวเหลียวคือวิธีปรับปรุงอาวุธ หากช่างตีเหล็กหลิวไม่ยอม พวกมันจะต้องลอบเข้าไปในเมืองเพื่อจับตัวภรรยาและลูกๆ ของเขามาบังคับข่มขู่ เ้าไปจัดการเสีย เพิ่มทหารรักษาการณ์ที่กำแพงเมืองผานสุ่ยอีกสามเท่า คอยเฝ้าประตูเมืองอย่างเข้มงวด ห้ามประมาทเด็ดขาด”
ฉินเหลาอู่ตอบอย่างจริงจัง “ข้าน้อยรับบัญชา!”
ไห่ซื่อเซวียนกล่าวด้วยน้ำเสียงลังเล “ท่านแม่ทัพ แล้วช่างตีเหล็กหลิวล่ะ...”
ฟู่ถิงเย่เงียบไปครู่หนึ่ง กล่าวด้วยเสียงต่ำ “ช่างตีเหล็กหลิว คงจะเคราะห์ร้ายมากกว่าโชคดี”
ภายในกระโจมเงียบสงัด ไม่มีใครพูดอะไรอีก
จากสถานการณ์ในตอนนั้น เห็นได้ชัดว่าฉีเหลียนเชิงคาดเดาว่าฟู่ถิงเย่ให้ความสำคัญกับหวาชิงเสวี่ยมากที่สุด จึงจงใจผลักหวาชิงเสวี่ยออกไป เพื่อให้ตัวเองมีเวลาหลบหนีใน่เสี้ยววินาทีนั้น!
ส่วนช่างตีเหล็กหลิว เมื่อตกไปอยู่ในมือของชาวเหลียว ก็จะต้องถูกทรมานอย่างทารุณ หากเขาไม่ยอมบอกวิธีตีเหล็กแบบพับทบ สิ่งสุดท้ายที่รอเขาอยู่ คงมีเพียงความตาย
“เื่นี้ อย่าเพิ่งให้นางรู้” ฟู่ถิงเย่กล่าว
ฉินเหลาอู่กับไห่ซื่อเซวียนสบตากันและกัน ทั้งสองคนรู้ว่าฟู่ถิงเย่หมายถึงหวาชิงเสวี่ย
เพียงแต่ว่า ปิดบังได้เพียงชั่วคราว ไม่อาจปิดบังได้ตลอดไป หวาชิงเสวี่ยดูภายนอกก็รู้ว่าเป็คนที่ไม่เคยเผชิญโลกมาก่อน หากรู้เื่นี้เข้า ก็คงจะรู้สึกผิดไปตลอดชีวิต
...
กระโจมของหวาชิงเสวี่ยถูกเผาจนมอด ตอนนี้นางถูกย้ายมาอยู่ในกระโจมของฟู่ถิงเย่
นางปวดหัวเหมือนจะะเิ ปวดจนรู้สึกหูอื้อ อยากจะเอามือปิดหูแน่นๆ แล้วกระแทกหัวกับแผ่นไม้บนเตียงเพื่อบรรเทาความเ็ปที่ทรมานนี้!
หวาชิงเสวี่ยสงสัยว่าชิปในสมองของนางคงจะโดนกระเทือนจนพังไปแล้ว!
ไม่อย่างนั้นจะปวดขนาดนี้ได้อย่างไร?!
ไม่ใช่ความเ็ปจากการาเ็จนเืไหล แต่เป็อาการเ็ปของเส้นประสาทในสมอง! มันทำให้นางไม่สามารถคิดอะไร หรือรวบรวมสติได้!
หวาชิงเสวี่ยกุมหัวกระแทกกับขอบไม้แข็งๆ ของเตียง อาการทำร้ายตัวเองของนางทำให้หมอประจำค่ายใ ในกระโจมมีเสียงอุทานตกอกใดังขึ้นทันที มีคนเข้ามาจับนาง แล้วกรอกยาลงในปากของนางอย่างชุลมุนวุ่นวาย
ฟู่ถิงเย่เข้ามาก็เห็นภาพความวุ่นวายนี้เข้าพอดี
“นางเป็อย่างไรบ้าง?” ฟู่ถิงเย่เดินเข้ามาถึงด้านในด้วยการก้าวเดินเพียงไม่กี่ก้าว รับตัวหวาชิงเสวี่ยมาจากมือของหญิงรับใช้ชราแล้วโอบกอดนางไว้ในอ้อมแขน
หมอประจำค่ายเช็ดเหงื่อแล้วตอบกลับ “แม่นางหวาาเ็ที่ชั้นิัเพียงเล็กน้อย ไม่เป็อะไรมาก เพียงแต่ศีรษะเหมือนจะกระแทกตอนตกจากม้า เมื่อครู่ก็เอาแต่ร้องโอดโอยว่าปวดหัว จนต้องกรอกยาสงบจิตใจให้ ตอนนี้หลับไปแล้วขอรับ...”
ฟู่ถิงเย่ขมวดคิ้วใบหน้าบึ้งตึง แล้วมองดูที่ศีรษะของหวาชิงเสวี่ย เห็นเพียงรอยฟกช้ำเล็กๆ ตรงหน้าผาก ไม่ได้สาหัส อีกทั้งยังทายาให้แล้วด้วย
“นางร้องว่าปวดหัว?” ฟู่ถิงเย่รู้สึกวิตกกังวล
“ขอรับ” หมอประจำค่ายตอบกลับอย่างระมัดระวัง “ข้าน้อยมีความรู้เื่าแภายนอกเพียงเล็กน้อย ไม่กล้าตัดสินอาการาเ็ที่ศีรษะ ได้ยินว่าหมอหลวงหลูที่อยู่ในราชสำนักมีความเชี่ยวชาญเื่อาการปวดศีรษะ ท่านแม่ทัพควรจะจดบันทึกอาการป่วยของแม่นางหวาไว้ แล้วส่งคนไปที่เมืองเซิ่งจิงเพื่อปรึกษาหมอหลวงหลูดูหน่อย”
เห็นชัดว่าาเ็เพียงเล็กน้อย ศีรษะก็ไม่มีเืออกสักหยด แต่กลับปวดมาก ภายในใจของหมอประจำค่ายรู้สึกกระวนกระวายไปหมด กลัวว่าหวาชิงเสวี่ยจะเป็อะไรไป
ทุกคนในค่ายชิงโจวล้วนรู้ว่า ท่านแม่ทัพให้ความสำคัญกับแม่นางหวาคนนี้มากเพียงใด
ฟู่ถิงเย่พยักหน้าโดยไม่แสดงสีหน้าอะไรออกมา แล้วให้หมอประจำค่ายกับหญิงรับใช้ชราที่คอยดูแลออกไป
ค่ำคืนนี้ดึกมากแล้ว ข้างนอกยังคงมีเสียงดังวุ่นวายตลอดเวลา ไม่อาจปล่อยให้เงียบ
เพราะการลอบเข้ามาของฉีเหลียนเชิง ทำให้ทั้งค่ายต้องตรวจตราอีกรอบ เพิ่มเวรยาม ตรวจสอบความเสียหาย และยังมีโรงงานของกรมสรรพาวุธที่ต้องเร่งทำความสะอาด
เื่เหล่านี้ ล้วนต้องจัดคนไปทำทีละอย่าง
ฟู่ถิงเย่มองหวาชิงเสวี่ยที่นอนหน้าซีดอยู่ในอ้อมกอด แล้วก็รู้สึกสงสารมาก จึงวางนางลงบนเตียงหลัวฮั่นดีๆ ตัวเองก็นั่งมองนางเงียบๆ สักพัก แล้วก็ถอดเสื้อคลุมออก ล้มตัวลงโอบกอดนางแล้วนอนลงข้างๆ กัน
ส่วนเื่ต่างๆ ที่ต้องจัดการนั้น ย่อมมีรองแม่ทัพคนอื่นๆ จัดการให้ได้อยู่แล้ว
เปลวเทียนดับลง กระโจมของแม่ทัพใหญ่ก็มืดลง
...
หวาชิงเสวี่ยฝันร้ายอีกครั้ง
ยังคงเป็ดาดฟ้าเดิม ยังคงเป็คนที่ไม่เห็นหน้าเหมือนเดิม
เพียงแต่ครั้งนี้ สามารถแยกได้จากรูปร่างว่าเป็ผู้หญิง
นางถูกผู้หญิงคนนั้นบีบคอแน่น! นางค่อยๆ ถอยหลังไป จนกระทั่งไม่มีทางถอยได้อีก และด้านหลังคือระเบียงกั้นของดาดฟ้า!
นางรู้ว่าจุดจบของความฝันนี้คืออะไร นางจะถูกผลักตกลงไปตาย!
หวาชิงเสวี่ยอยากจะดิ้นรน แต่แขนขากลับไร้เรี่ยวแรง! อยากจะร้องดังๆ แต่ในลำคอกลับไร้ซึ่งเสียง!
นางอยู่ในความฝันด้วยความหวาดกลัว ้าที่จะหลุดพ้นจากมือที่กำลังบีบคอของตนเอง!
“อ๊า...อ๊า! อ๊าาาา!!!—”
นางลุกพรวดขึ้นมาจากเตียง!
“เป็อะไรไป?!” ฟู่ถิงเย่ได้ยินเสียงของนางก็สะดุ้งตื่นในทันที เกือบจะดึงหวาชิงเสวี่ยเข้ามากอดไว้ในอ้อมแขนโดยสัญชาตญาณ!
หวาชิงเสวี่ยมองไปที่ผ้าปูที่นอนและเครื่องเรือนโบราณตรงหน้า แล้วถึงได้สติกลับมาอย่างสมบูรณ์...
“ไม่เป็อะไรเ้าค่ะ แค่ฝันร้าย...” นางหายใจหอบเบาๆ แล้วอธิบาย
หลังจากที่อธิบายไปแล้ว ก็อดไม่ได้ที่จะเงยหน้าขึ้นมองฟู่ถิงเย่ด้วยความสงสัย “ท่านแม่ทัพ เหตุใดท่าน...ท่านถึงอยู่ในผ้าห่มของข้า?”
ทันใดนั้น ทหารก็กรูเข้ามาเป็กลุ่ม!
“ท่านแม่ทัพ!”
“ปกป้องท่านแม่ทัพ!”
“ท่านแม่ทัพเป็อะไรหรือไม่?!”
“ท่าน...”
พวกเขาทั้งหมดถืออาวุธไว้ในมือ ด้วยท่าทีที่ระมัดระวัง แต่เมื่อเห็นคนทั้งสองกอดกันแน่นอยู่บนเตียง สีหน้าก็แข็งทื่อ
“ไม่มีอะไร” ฟู่ถิงเย่กล่าวอย่างใจเย็น “แม่นางหวาฝันร้าย พวกเ้าถอยไปเถอะ”
เหล่าทหารมองหน้ากัน แล้วค่อยๆ ถอยออกจากกระโจม
หวาชิงเสวี่ยเพิ่งจะรู้สึกตัวขึ้นมาได้ “ข้าอยู่ในผ้าห่มของท่าน?!”
หากเป็กระโจมของนาง ด้านหน้าเตียงหลัวฮั่นก็จะมีฉากกั้นเป็ที่บังตา! ที่นี่คือกระโจมของฟู่ถิงเย่ และกระโจมของนางถูกฉีเหลียนเชิงเผาไปแล้ว!
เมื่อนึกถึงชายที่น่ากลัวคนนั้น ร่างกายของหวาชิงเสวี่ยก็สั่นเทาขึ้นมา
ชายคนนั้น...เกือบจะตัดเส้นเืใหญ่ของนาง!
“ไม่ต้องกลัว ไม่เป็ไรแล้ว” ฟู่ถิงเย่อยากจะกอดนาง แต่เมื่อนึกถึงหนวดเคราที่ถูกรังเกียจ ก็เปลี่ยนเป็ลูบหลังนางเบาๆ แทน
ตอนนี้ความสนใจของหวาชิงเสวี่ยไม่ได้อยู่ที่เื่หนวดเคราเลย
ในหัวของนางเต็มไปด้วยรอยยิ้มอันชั่วร้ายของฉีเหลียนเชิง และภาพผู้หญิงที่ไม่เห็นหน้าในความฝัน นางตัวสั่นด้วยความกลัวและจิตใจเหม่อลอย
นางยกมือขึ้นมาลูบผ้าพันแผลที่พันลำคอของตน คิดว่า บางทีอาจเป็เพราะเจ็บแผล จึงทำให้นางฝันร้ายว่าถูกคนบีบคออีกครั้ง...
