กำไลเก็บของที่ล่ายอี้โยนออกมา ในตอนที่ร่วงลงพื้นก็ยังคงมีประกายไฟส่องแสงแปลบปลาบ
ล่ายอี้ที่มีตบะอยู่ในเขตสามัญก็ยังมิอาจทนทานรับเปลวไฟที่ถูกปลดปล่อยออกมาจากกำไลข้อมือได้จึงจำต้องทิ้งมันไปชั่วคราว รวบรวมสมาธิต่อสู้กับผู้แข็งแกร่งสำนักโลหิต
ทว่าตอนที่เนี่ยเทียนยื่นมือออกไปจับกำไลเก็บของชิ้นนั้น เปลวไฟที่ล้อมวนอยู่บนกำไลข้อมือกลับดับสนิทลงไปในพริบตา
เขาเก็บกำไลข้อมือขึ้นมาอย่างเบามือ แล้วจึงสวมกลับเข้าไปบนข้อมือของตัวเองอีกครั้ง
ถ่ายทอดความคิดแทรกซึมเข้าไป เขาจึงมองเห็นว่าท่ามกลางพื้นที่ขาวโพลนในกำไลข้อมือนั้น ของทุกชิ้นล้วนยังอยู่ครบ
เปลวไฟมากมายหลายเส้น เวลานี้กำลังถูกเกราะัเพลิงดูดซับไปอย่างช้าๆ...
เนี่ยเทียนพลันเข้าใจขึ้นมาทันทีว่าที่กำไลเก็บของเกิดความผิดปกติ ปลดปล่อยเปลวเพลิงร้อนแรงออกมา ทั้งหมดเป็เพราะการชักนำจากเกราะัเพลิงที่อยู่ด้านใน
และที่เกราะัเพลิงเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ก็เพราะเสียงเรียกหาของเขา เพราะว่ากระดูกสัตว์ที่อยู่ในการของเขาค่อยๆ เปลี่ยนมาเป็ร้อนไหม้
“เกราะัเพลิง แกนเื...” เนี่ยเทียนแอบครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง พลันกล่าวว่า “แกนเืต่างหากถึงจะเป็กุญแจสำคัญ!”
“ตูม!”
เสียงะเืฟ้าะเืดินเสียงหนึ่งดังขึ้นบนท้องฟ้าเหนือหัวของทุกคน คนมากมายที่กำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือดไม่มีอารมณ์สนใจการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนอกร่างตัวเอง จึงเอาแต่ต่อกรกับคู่ต่อสู้ของตัวเอง
มีเพียงเนี่ยเทียนที่หลังจากสวมกำไลเก็บของลงไปบนข้อมือแล้วจึงเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าหนึ่งครั้ง
อยู่ๆ เขาก็มองเห็นเงาสีเทาขนาดั์หนึ่งเงาพุ่งทะยานขึ้นสู่ชั้นเมฆจากทิศที่ตั้งประตูสำนักหอหลิงเป่า เงาสีเทานั้นคล้ายเกิดจากการรวมตัวกันของิญญาผีร้ายจำนวนนับไม่ถ้วน
เมื่อเงาั์สีเทาลอยขึ้นกลางอากาศก็ไปร่วมมือกับสตรีที่นั่งอยู่บนแท่นดอกบัวสีเื โอบล้อมโจมตีฝางฮุยแห่งหอเป่าทันที
ฝางฮุยยืนอยู่บนกระถางทองสัมฤทธิ์ขนาดมโหฬาร หลังจากที่เห็นเงาใหญ่ั์สีเทานั่นลอยขึ้นกลางอากาศสีหน้าก็เปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน อยู่ๆ ก็ตวาดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ไม่ว่าใครก็ล้วนได้ยิน “ลูกหลานสำนักหลิงและหอเป่าทุกคนไม่จำเป็ต้องเฝ้าพิทักษ์หุบเขา! ลูกศิษย์ของสำนักจงหนีเอาชีวิตรอดกันไปให้หมด วันหน้าเมื่อประตูสำนักรวมตัวขึ้นใหม่อีกครั้ง ค่อยกลับมา!”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ เนี่ยเทียนจึงหน้าเปลี่ยนสี
เขารู้ทันทีว่าเงาั์สีเทานั่นย่อมต้องเป็ผู้แข็งแกร่งเขตลี้ลับของสำนักภูตผีอย่างแน่นอน!
หากมีเพียงผู้หญิงคนนั้นของสำนักโลหิต ฝางฮุยรู้สึกว่าด้วยรากฐานของหอหลิงเป่า ด้วยความสามารถของเขา หอหลิงเป่ายังคงมีพลังในการสู้รบ
ทว่าการที่เงาั์สีเทาลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าทำให้เขาแน่ใจว่าผู้แข็งแกร่งของสำนักภูตผีก็ได้เยื้องกรายมาเยือนที่แห่งนี้แล้ว
เขารู้ดีว่าเมื่อต้องเผชิญหน้ากับผู้แข็งแกร่งเขตลี้ลับสองคนนั้น เขาย่อมไม่มีทางเอาชนะได้แน่นอน อย่างมากก็แค่ถ่วงเวลาคนทั้งสองเอาไว้ ไม่ให้พวกเขาเปิดฉากการสังหารได้
ในเมื่อผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดของสำนักภูตผีและสำนักโลหิตล้วนมาที่หุบเขา นั่นก็หมายความว่าสำนักภูตผีและสำนักโลหิตเทหมดหน้าตักแล้ว
เขารู้ดีว่าหอหลิงเป่าไม่มีทางต้านทานได้อีก
เพื่อปกป้องพละกำลังทั้งหมดของสำนัก เขาจึงไม่ให้ลูกหลานของหอเป่าและสำนักหลิงดึงดันเฝ้าพิทักษ์หุบเขา แต่ให้พยายามหนีเอาชีวิตรอด
“ไป!”
“ผู้าุโใหญ่เอ่ยปากเองแล้ว ทุกคนไม่จำเป็ต้องเฝ้าปกป้องสำนัก ออกไปจากที่นี่ให้ได้ก่อน!”
“ถอยไปทางสำนักหลิงอวิ๋น หุบเขาเทา อารามเสวียนอู้ หากพวกเขาได้รับข่าวจากพวกเราต้องรีบมาช่วยเหลืออย่างแน่นอน”
“ขอแค่ยอดฝีมือของทั้งสามฝ่ายรวมตัวกัน พวกเราก็จะมีโอกาสได้กลับคืนสู่สำนัก!”
หลังจากช่างหลอมอาวุธจำนวนมากของสำนักหลิงและหอเป่าได้ยินคำพูดของฝางฮุย ต่างก็แอบรู้สึกซาบซึ้งใจ รีบเปลี่ยนความคิดทันที
พวกเขาไม่ตัดสินใจกระโจนเข้าสู่ความตายอีก
“ฟู่วๆ!”
หลังจากที่ฝางฮุยพูดจบได้ไม่นาน พื้นที่ว่างตรงกลางระหว่างสองยอดเขา ลำแสงเปลวเพลิงมากมายพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า ทิ่มแทงเข้าไปในกระถางั์ทองสัมฤทธิ์
“ประตูเขาเปิดออกอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว! เพลิงพิภพเผานภาไร้ประสิทธิผลอย่างสิ้นเชิง!”
“ผู้าุโใหญ่เปิดประตูสำนักให้กับพวกเราแล้ว!”
“รีบไปเถอะ!”
ไม่ว่าจะเป็ช่างหลอมอาวุธของหอเป่าหรือสำนักหลิง หรือแม้แต่แขกผู้มาเยือนต่างก็สังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงของหุบเขา จึงร้องเอะอะเสียงดัง
เนี่ยเทียนหันไปมองรอบด้าน ดวงตาพลันเปล่งประกาย
เดิมทีรอบด้านที่ตั้งของหอหลิงเป่าคือูเาหินสามลูกที่โอบล้อมเป็อักษร “พิ่น[1]” ระหว่างูเาหินทั้งสามต่างก็มีช่องว่างขนาดั์สามแห่ง
ช่องว่างหนึ่งในนั้นคือช่องว่างหนึ่งเดียวที่ทอดยาวไปสู่ประตูสำนักของหุบเขาที่คนของหอหลิงเป่าเดินเข้าออก
ช่องว่างขนาดใหญ่อีกสองแห่งที่เหลือกลับถูกม่านแสงเปลวเพลิงสองม่านปิดบังเอาไว้อย่างแ่า ม่านแสงเปลวเพลิงทั้งสองที่ปกคลุมนั้นดุจดั่งประตูแห่งไฟ ตัดขาดหุบเขาออกจากโลกภายนอก
ข้อดีของการทำเช่นนี้ก็คือผู้แข็งแกร่งสำนักภูตผีและสำนักโลหิตต่างก็ไม่สามารถผ่านช่องว่างนั้นเข้ามาในหุบเขาได้
ข้อเสียก็คือ แม้แต่ลูกศิษย์ของสำนักหลิงและหอเป่าที่อยู่ในหุบเขาเองก็ไม่สามารถลอดผ่านช่องว่างนั้นเพื่อออกไปจากหุบเขาได้
และก็เนื่องจากช่องว่างของสองหุบเขาถูกประตูเปลวเพลิงขวางกั้นเอาไว้ ดังนั้นเนี่ยเทียนจึงทำได้เพียงติดตามพันเทาเพื่อหวังจะใช้เส้นทางในูเาหินพุ่งตรงออกไปยังโลกภายนอก
ทว่า ตอนนี้ลำแสงที่พวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าซึ่งกระตุ้นประตูเพลิงทั้งสองบานนั้นต่างก็ถูกกระถางใหญ่ทองสัมฤทธิ์ของฝางฮุยชักนำขึ้นไป จึงทำให้ช่องว่างทั้งสองกลายมาเป็เส้นทางใหม่ที่จะพาทุกคนออกไปจากหุบเขาได้
เนี่ยเทียนสังเกตเห็นว่าหลังจากที่ฝางฮุยพูดจบ คนมากมายของสำนักหลิงและหอเป่าต่างก็พุ่งออกไปยังช่องว่างของูเาทั้งสองแห่งทันที
ส่วนพวกเขา ตอนนี้ก็อยู่ใกล้ช่องว่างหนึ่งในนั้นมากที่สุด
“เนี่ยเทียน! หลิงจู เย่กูโม่! ไม่ต้องสนพวกข้า พวกเ้ารีบหนีไปเร็วเข้า!” หลิวเหยี่ยนคำรามเสียงดัง
“รีบไปเร็วเข้า!” พันเทาเองก็ะโขึ้นมา วิ่งนำไปยังช่องว่างที่อยู่ใกล้พวกเขามากที่สุดก่อนใคร เขาสังเกตเห็นว่าช่องว่างนั้นตอนนี้ยังไม่มีผู้แข็งแกร่งของสำนักภูตผีและสำนักโลหิตเดินทางมาถึง
อันซืออี๋ อันอิ่ง และยังมีเจิ้งปิน หันซินต่างก็มองเห็นโอกาสรอดชีวิตจึงพากันหลบหลีกการเข่นฆ่าจากเส้นเืแดงสด เฮโลกันไปยังประตูที่เปิดออกเพื่อหนีเอาชีวิตรอด
เนี่ยเทียนที่ได้กำไลเก็บของมาแล้วไม่ได้ถูกเส้นเืหมายหัว หลังจากได้ยินเสียงเร่งเร้าจากหลิวเหยี่ยน เขาลังเลเล็กน้อยก็กล่าวกับหลิวเหยี่ยนหนึ่งประโยค “ท่านลุงหลิว ดูแลตัวเองด้วย!”
พูดจบเขาก็มุ่งหน้าไปยังช่องว่างที่เปิดออกพร้อมพวกอันซืออี๋ อันอิ่ง
ผู้แข็งแกร่งสำนักโลหิตที่อยู่ที่นี่ ใจหมายแต่จะสังหารผู้มีฝีมืออย่างล่ายอี้ หลิวเหยี่ยน สื่ออี้ ฯลฯ ทั้งๆ ที่พวกเขารู้ว่าพวกเนี่ยเทียนจะหนีไป แต่ก็ยังไม่คิดจะสนใจ
ในสายตาของพวกเขา เส้นเืแดงที่โผล่ออกมาจากจุดลึกของใต้ดินล้วนหมายหัวพวกเนี่ยเทียนตลอดเวลา ย่อมต้องตามโจมตีประดุจเงาที่ตามตัวอยู่แล้ว
พวกเขาเข้าใจว่าด้วยขอบเขตตบะของพวกเนี่ยเทียน ต่อให้ออกไปจากหุบเขาได้ สุดท้ายก็ต้องถูกเส้นเืแดงสดพวกนั้นฆ่าตายไปทีละคนอยู่ดี
บวกกับที่ตอนนี้พวกเขามีกำลังคนไม่มากพอ ดังนั้นพวกเขาจึงยอมปล่อยพวกเนี่ยเทียนให้จากไป ยังคงตั้งใจประมือกับพวกล่ายอี้และหลิวเหยี่ยน
“บัดซบ!”
ล่ายอี้ที่มาจากอาณาจักรอั้นิเมื่อทิ้งกำไลเก็บของไปแล้วมองเห็นเนี่ยเทียนเก็บขึ้นมาก็พลุ่งพล่านร้อนใจประดุจมีไฟลน ตอนนี้เห็นคาตาตัวเองว่าเนี่ยเทียนกำลังหนีไป ทว่าผู้แข็งแกร่งสำนักโลหิตกลับจดจ้องเขาไม่ปล่อย ไฟโทสะของเขาจึงยิ่งลุกโหม
“สวบๆ!”
ทว่าหลังจากที่เด็กรุ่นเล็กอย่างพวกเนี่ยเทียนจากไป เส้นเืแดงสดที่มากกว่าเดิมกลับโผล่ออกมาจากพื้นดินแล้วไล่โจมตีพวกเขาอย่างบ้าคลั่ง
ล่ายอี้ไม่สามารถสลัดหลุดพ้นจากเส้นเืที่น่ารังเกียจเ่าั้ได้ แล้วก็ไม่สามารถไล่ตามไปฆ่าเนี่ยเทียนในขณะที่ถูกผู้แข็งแกร่งของสำนักโลหิตยังคงโจมตีอยู่แบบนี้ ทำได้เพียงกราดด่าด้วยความแค้นเคือง กระตุ้นพลังิญญาในร่างอย่างบ้าคลั่ง
ทว่าท่ามกลางเสียงด่าโหวกเหวกของเขานั้น เนี่ยเทียนกลับค่อยๆ จากไปไกลแล้ว
“ทางนี้!”
“รีบมาเร็วเข้า!”
ด้านหน้า พันเทาและอันซืออี๋คอยเอ่ยเร่งให้พวกอันอิ่ง เจียงหลิงจู เนี่ยเทียนที่อยู่ข้างหลังรีบตามมา
ไม่นานทุกคนก็ลอดผ่านช่องโหว่ที่ถูกฝางฮุยเปิดเอาไว้ หนีออกไปจากหุบเขาได้เป็กลุ่มแรก
“ตามข้ามา!” พันเทานำทางอยู่ด้านหน้า
คนทั้งกลุ่มห้อตะบึงตามพันเทาไปด้วยความเร็วที่มากที่สุด ค่อยๆ ออกห่างจากหุบเขาไปเรื่อยๆ
เนี่ยเทียนหันกลับไปมองอยู่เป็ระยะ พบว่าปากทางช่องว่างที่พวกเขาจากมาค่อยๆ มีเงาร่างมากมายที่สวมชุดคลุมยาวสีเื และยังมีผู้แข็งแกร่งของสำนักภูตผีชุดสีดำหลายคนที่เต็มไปด้วยปราณิญญาน่าสยดสยอง
ใจของเขาหนักอึ้ง รู้ว่าพวกหลิวเหยี่ยน หลัวซินที่อยู่รั้งท้าย รวมไปถึงคนของหอเป่าและสำนักหลิงที่กำลังเร่งรุดเดินทางมาหมายจะผ่านปากทางูเาได้มาได้สบายๆ อย่างพวกเขา เกรงว่าคงไม่ง่ายขนาดนั้นอีกแล้ว
“หนีออกไปได้กี่คน?”
เสียงคำรามเสียดแทงแก้วหูเสียงหนึ่งดังลอยมาจากปากทางูเาด้านหลังของเขา
“แค่เด็กรุ่นเล็กไม่กี่คน จะให้ตามไปหรือไม่?”
“เด็กรุ่นเล็ก? ยังไม่ต้อง ปิดทางของูเาลูกนี้ซะ กักตัวตาแก่พวกนั้นให้อยู่ในหุบเขาแห่งนี้ไปตลอดกาล!”
เมื่อออกห่างจากปากทางูเามาได้อย่างสมบูรณ์แบบ เนี่ยเทียนได้ยินเสียงพูดคุยที่ดังขึ้นอย่างต่อเนื่องลอยมาจากด้านหลัง เขาจึงเข้าใจทันทีว่าหากไม่ได้ออกมาเร็วกว่านี้ คิดจะผ่านปากทางนั้นมาได้ เกรงว่าคงต้องผ่านพิธีชำระล้างด้วยคาวเืกันอย่างแน่นอน
สุดท้ายจะมีสักกี่คนที่รอดชีวิตออกมา มีกี่คนที่ต้องฝังร่างอยู่ในหุบเขาแห่งนี้ เขาเองก็มิอาจคาดเดาได้
เขาแค่ติดตามพันเทา เคลื่อนไปข้างหน้าอย่างสุดความสามารถอยู่ท่ามกลางเทือกเขาชื่อเหยียนที่สูงๆ ต่ำๆ ไม่เท่ากันแห่งนี้
ยอดเขาของเทือกเขาชื่อเหยียนมีมากมาย หอหลิงเป่าแค่อยู่ท่ามกลางูเาหินสามลูกที่ใหญ่ที่สุดเท่านั้น เมื่อออกมาจากหุบเขานั้นได้ เนี่ยเทียนก็ปลดปล่อยกระแสจิตออกไปรับัั อยากรู้ว่าบริเวณใกล้เคียงนี้มีผู้แข็งแกร่งของสำนักภูตผีและสำนักโลหิตอยู่หรือไม่
ปราณชีวิตที่ไม่อ่อนแอปราณหนึ่งพลันปรากฏขึ้นกลางสมองของเขา ปราณแห่งชีวิตนั้น... คล้ายไม่ใช่ของคนสำนักภูตผีและสำนักโลหิต
เหมือนว่าคนผู้นั้นเองก็กำลังหลบหนีอย่างบ้าคลั่ง คิดจะไปให้พ้นจากที่ตั้งของหอหลิงเป่าไม่ต่างจากพวกเขา
“มีคนอยู่ใกล้ๆ นี้” อยู่ๆ เนี่ยเทียนก็พูดขึ้น
เมื่อเขาเอ่ยปาก อันซืออี๋ที่อยู่ด้านหน้าจึงพลันใช้กระแสจิตไปรับัั
คิ้วของอันซืออี๋ขมวดมุ่น ใบหน้าพลันเผยความรังเกียจ กล่าว “คนผู้นั้นคือเฟ่ยลี่!”
“เฟ่ยลี่?” เนี่ยเทียนตะลึง “พี่หญิงอัน ท่านรู้ได้อย่างไรว่าเป็เขา?”
“ข้าจำได้ว่าบนร่างของเขามีปราณที่ทำให้คนอยากอาเจียน” อันซืออี๋กัดฟันเบาๆ พลันนึกได้ถึงอะไรบางอย่าง “เนี่ยเทียน ข้าได้ยินว่าเป็เพราะข้า เฟ่ยลี่จึงไม่ยอมขายยาสั่งสมิญญาให้แก่เ้า?”
“ใช่แล้ว” เนี่ยเทียนกล่าว
“พวกเราไปแย่งมันคืนมากันเถอะ!” อันซืออี๋กล่าวอย่างขุ่นเคือง
เนี่ยเทียนตะลึง “แย่งจากเฟ่ยลี่?”
“ในเมื่อกันคังอาจารย์ของเขาคิดจะตีจากหอหลิงเป่า ไม่ว่าต่อไปหอหลิงเป่าจะอยู่ในสภาพใด เฟ่ยลี่ก็ต้องประสบหายนะเช่นเดียวกัน นอกเสียจากว่าเขาจะออกไปจากอาณาจักรหลีเทียนเช่นเดียวกับกันคัง” อันซืออี๋แค่นเสียงเ็า “ต่อให้พวกเขาจากไปจริง ก่อนที่จะหนีไป ข้าก็ต้องให้เขามอบยาสั่งสมิญญาแก่เ้าให้ได้!”
พูดจบ อันซืออี๋ที่เดินมุ่งหน้าพลันเปลี่ยนทิศทาง เดินไปตามตำแหน่งที่เนี่ยเทียนรับััได้
“เฟ่ยลี่กล้าบีบบังคับข้าครั้งแล้วครั้งเล่า นั่นก็เป็เพราะตำแหน่งของกันคังในหอหลิงเป่า ไม่มีอาจารย์เขาคอยคุ้มกะลาหัว เฟ่ยลี่เองก็ไม่เคยอยู่ในสายตาของข้า เ้าคอยดูเถอะ ข้าจะต้องช่วยเอายาสั่งสมิญญากลับคืนมาให้เ้าให้จงได้!” อันซืออี๋กล่าวอย่างมั่นใจ
-----
[1] อักษรพิ่น “品”
