หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เฉินถั่วถงเงยหน้าขึ้นอีกครั้งและพูดอย่างหนักแน่นว่า “เราจะเดินทางไปที่เมืองอื่น เมืองนี้มีปัญหามากเกินไป การเสียชีวิตของเ้าเมืองก็มีปัญหา ต่อให้เข้าไปได้ก็ไม่ได้รับประกันว่าจะมีโอกาสได้ออก ยังมีที่อื่นอีกมากมายในเหลียงตงที่ยังสมบูรณ์ไม่เจอภัยแล้ง!”
เฉินอ่าวเหลือบมองบัณฑิตและทหารผู้เย่อหยิ่งที่อยู่ด้านล่างประตูเมือง จากนั้นเมื่อนึกถึงพฤติกรรมที่ไม่น่าไว้วางใจ โลเล และเอาแต่ใจของพวกเขาตลอดสองวันที่ผ่านมา เขาก็พยักหน้าเริ่มเห็นด้วย กลุ่มผู้ลี้ภัยที่เคยมาถึงก่อน พึ่งบอกเองว่าเ้าเมืองใจดีและจะดูแลไม่ทอดทิ้งใคร แต่ด้วยการด่านจากไปโดยที่ไม่มีพวกฏ เช่นนั้นเมืองๆ นี้คงมีปัญหาภายในแย่งชิงอำนาจกันเอง
“ข้าเห็นด้วย”
“ตอนนี้มีน้ำและสัตว์ป่าเยอะกว่าจ้อเจียง หากเราช่วยเหลือกันมันคงไม่ลำบากเหมือนอดีตอีก”
หยู่เจ๋อเชื่อฟังเฉินอ่าวอย่างแน่วแน่ นั่นเพราะพวกเขารอดมาได้ก็เพราะการตัดสินใจของครอบครัวแซ่เฉิน “ตกลง เช่นนั้นข้าจะติดตามพวกท่านไปและบอกให้ภรรยาและลูกๆ เตรียมตัว”
ด้วยข้อตกลงที่จะเดินทางออกจากที่นี่ ที่อยู่ไปก็แทบไม่มีความหมาย เฉินอ่าวและเฉินถั่วถงจึงยอมรับคนมาช่วยงาน
แต่ระหว่างที่ค่ำคืนย่างกายเข้ามา กินหัวมันเห็บคนละหัวลูกสุดท้ายเพื่อพักผ่อนเอาแรง เฉินอ่าวที่นั่งสมาธิพยายามกลั่นหินฟ้าดินในมือเพื่อเปลี่ยนเป็พลังปราณ ััเซียนก็ฟื้นกลับขึ้นชั่วครู่เวลาหนึ่ง เป็สัญญาณบ่งบอกว่าเขาทะลวงไปเป็ผู้ฝึกตนระดับกลั่นลมปราณขั้น 3 แล้ว
เหตุการณ์เล็กๆ นี้คือปรากฏการณ์ที่อยู่ได้ไม่นานก่อนจะหายไป เขาจึงตัดสินใจที่จะใช้โอกาสแอบดูสถานการณ์ในเมืองนิดหน่อย ว่าตอนนี้มันเป็ยังไงถึงทำให้เ้าหน้าที่ไม่ยอมรับผู้ลี้ภัยเข้าไปในเมือง
“หือ?”
“เกิดอันใดขึ้น?”
“ทำไมถึงไม่มีทหารประจำการอยู่ในเมือง?”
ัันี้กินระยะเพียงแค่ 2 ลี้ แต่ในเมืองที่ปิดประตูสนิท นอกจากร่างของทหารที่นอนตายและคบเพลิงที่ตั้งอยู่บนกำแพงแล้ว เขาก็ไม่เห็นผู้คนหรือทหารเหมือน่กลางวันอะไรเลย
สิ่งนี้จึงผิดปกติอย่างถึงที่สุด ถึงจะไม่ใช่เมืองใหญ่ แต่ก็ควรจะมีทหารและผู้คนอยู่เฝ้าไม่ใช่หรือ แต่นี่ในเรือนที่หรือพัก มันแทบจะไม่มีใครอยู่นอกจากเศษซากอาคารที่พังทลายเหมือนถูกโจมตี
“ไม่?”
“ทำไมถึงมีคนที่แต่งตัวเหมือนพวกฏผ้าธงแดงนอนตายที่หลังเมืองด้วย?”
“ไม่ใช่ว่าพวกเขายังมาไม่ถึงเหลียงตงหรือถูกกวาดล้างไประหว่างทางหมดแล้วหรอกหรือ?”
มีเม็ดเหงื่อเล็กๆ ผุดขึ้นที่หน้าผาก และใน่เวลาสุดท้ายก่อนที่ััเซียนจะหายไป เฉินอ่าวก็หน้าซีดเมื่อเห็นคนกลุ่มใหญ่รวมตัวอยู่ที่ใต้สะพาน และทุกคนก็สวมผ้าสีแดงไว้บนหัวไว้แทบทุกคน
“บ้าเอ๊ย”
“ที่แท้ที่ปรึกษาเมืองเสี่ยวฉางเซี่ยนคือไส้ศึกของฏผ่าธงแดง?”
ถึงเฉินอ่าวจะทำตัวไม่น่านับถือสักเท่าไหร่ในสายตาของลูกๆ แต่นั่นเพราะสถานการณ์ของคนธรรมดา ไม่ใช่สิ่งที่อัจฉริยะที่เกิดบนตระกูลผู้ดีมีเงินทองกองรออยู่เคยัั เขาจึงยากที่จะปรับตัวกับความคิดและสถานะใหม่ของตัวเอง แต่ยังไงเสีย เขาก็เป็ถึงอัจฉริยะที่ได้ฉายาบุตรแห่ง์ในแดนเซียนของโลกเบื้องบน
หลังจากเห็นสถานการณ์ในเมือง รวมถึงกลุ่มฏผ้าธงแดงที่ซ่อนตัวอยู่ใต้สะพาน ก็ไม่ต้องสงสัยเลยว่าทหารที่เห็นคือพวกฏที่ปลอมตัว และเมืองที่ดูเหมือนว่าจะปลอดภัย ความจริงแล้วถูกพวกฏยึดได้ก่อนที่กองทัพเหลียงตงจะผ่านมาเสียอีก
“ไม่ดี ทุกคนตื่นและเก็บข้าวของเร็วเข้า”
“เราต้องรีบหนีตอนนี้”
การปลุกของเฉินอ่าวก็ทำให้ทุกคนตื่นตัว
“เกิดอะไรขึ้นรึ?” เฉินถุั่วถงเป็คนแรกที่เดินเข้ามาถาม”
“เมืองเสี่ยวฉางเซี่ยนถูกพวกฏยึดแล้ว และตอนนี้พวกเขากำลังดักรอฆ่ากลุ่มผู้ลี้ภัยที่สะพาน”
เฉินอ่าวพูดอย่างเร่งรีบแทบจะไม่มีเวลาอธิบายมากนัก อุ้มเด็กๆ ที่หลับอยู่วิ่งหนีโดยที่ยังไม่ทันได้เก็บข้าวทั้งหมด คว้ามาได้แค่ห่อผ้าและตะกร้าใบหนึ่ง
ซึ่งก็เป็อย่างที่เฉินอ่าวบอกจริงๆ เพราะเพียงพวกเขาหลบหนีว่ายข้ามแม่น้ำมา เสียงกรีดร้องของกลุ่มผู้ลี้ภัยก็ดังลั่นวิ่งหนีตาย
เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกไล่ล่า เพราะคราวนี้เห็นว่ากองทัพของพวกฏส่วนใหญ่มีม้า พวกเขาจึงซ่อนตัวอยู่ในพุ่มไม้ข้างทาง จนกระทั่งแน่ใจแล้วว่าไม่มีพวกฏเห็นหรือตามมา ทุกคนก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก
อย่างไรก็ตาม ทันทีที่พวกเขาโผล่ออกมาจากพุ่มไม้ ก็มีร่างสี่ร่างที่มีขนาดแตกต่างกันปรากฏขึ้นจากระยะไกล
พวกเขาคือหยู่เจ๋อ ภรรยาและลูกๆ ของเขา
ต้องขอบคุณที่หยู่เจ๋อสังเกตเห็น ว่าคืนนี้ไม่เห็นชายชราเต้นอยู่รอบกองไฟเหมือนวันก่อนๆ พบเข้าว่าครอบครัวแซ่เฉินกำลังเตรียมตัวหลบหนีว่ายข้ามแม่น้ำ หยู่เจ๋อไม่รู้ว่าเกิดอะไร แต่เขาก็ตัดสินใจที่จะปลุกครอบครัวแล้วไล่ตามหลังมา ทว่าไม่คิดว่าครอบครัวแซ่เฉินจะเร็วขนาดนั้น เพียงว่ายน้ำข้ามฝั่ง ทุกคนก็หายตัวไปจนคิดว่าพลาดท่าตามหลังไปไม่ทัน
แต่ด้วยเสียงกรีดร้องโหยหวนทางด้านหลัง ที่รู้ว่าเกิดเื่เข้าให้แล้ว เขาก็ไม่ยอมถอดใจเดินหน้าเร่งฝีเท้าต่อ แต่จู่ๆ ก็เห็นร่างที่คุ้นเคยหลายร่างปรากฏขึ้นบนถนนข้างหน้า เขาจึงดีใจมากะโขึ้นร้องวิ่งไปหาด้วยความเร็ว
“พี่เฉิน พี่เฉินรอพวกเราด้วย!!”
พอหันกลับไปตามเสียงเรียกก็ตะลึง เฉินอ่าวและเฉินถั่วถงสบตากัน ไม่คิดว่าครอบครัวแซ่หยู๋จะตามมาถูก
“ไม่คิดว่าพวกเ้าจะไหวตัวทันและหนีออกมาได้” เฉินอ่าวพูดด้วยน้ำเสียงเรียบๆ แต่รอยยิ้มของเขาดูออกว่ามันฝืด สถานการณ์ที่พวกฏยึดเมืองไว้แล้ว มันแทบไม่มีเวลาที่จะไปบอกคนอื่นเลย เฉินอ่าวจึงพาแค่ครอบครัวตัวเองเพื่อหนีก่อน
หยู่เจ๋อหยิบเงินขึ้นมาแล้วยื่นให้เฉินอ่าวพลางกล่าวว่า “พี่เฉิน ข้าซาบซึ้งในความช่วยเหลือของครอบครัวท่านก่อนหน้านี้ ตอนนี้ ข้าเกรงว่าข้าจะรบกวนท่านอีก นี่เป็เพียงของกำนัลเล็กๆ น้อยๆเพื่อแสดงความจริงใจ โปรดรับไว้ด้วย”
หยู่เจ๋อไม่ใช่คนโง่ แม้ว่าเขาอยากจะอยู่และขอพึ่งพา แต่ครอบครัวแซ่เฉินก็มองออกว่าพวกเขาเป็ภาระอย่างชัดเจน
เมื่อก่อน ตอนที่มีคนอยู่รอบข้างเยอะ การโอ้อวดความร่ำรวยไม่ใช่เื่ฉลาด และมีแต่จะล่อลวงความโลภของมนุษย์มากขึ้นเท่านั้น ซึ่งทำให้ ภรรยาและลูกๆ ของเขาไม่ปลอดภัย ตอนนี้ เหลือแค่สองครอบครัว ด้วยอาชีพของเขาก็คือการปั้นหม้อขาย เงินที่เก็บและซ่อนไว้จึงมีมาก
เรียกได้ว่าต่อให้ไม่ฉลาดแต่ หยู่เจ๋อเป็คนขี้สังเกต หากเขาไม่แสดงความจริงใจ ครอบครัวแซ่เฉินก็จะถอดทิ้งพวกเขาได้ตลอด ส่วนมิตรภาพในสถานการณ์นี้ต้องวางไว้ เพราะยังไงเสียทั้งสองไม่ได้เป็ญาติพี่น้องกันจริงๆ
เฉินอ่าวถือถุงเงินและชั่งน้ำหนักด้วยมือดู ไม่คิดว่าหยู๋เจ๋อจะตัดสินใจมอบเงินก้อนใหญ่ให้มามากถึง 100 อีแปะ
เขาอยากจะพูดหรือปฏิเสธ แต่ก็ถูกสายตาของเฉินถั่วถงเตือน กุมถุงเงินนั้นและพูดออกมาว่า
“ไปกันเถอะ ระหว่างทางน่าจะมีหมู่บ้านให้แวะ ยิ่งอยู่ก็ไม่รู้ว่าพวกฏจะตามมาทันหรือเปล่า?”
การเดินทางที่ทุกข์ยากหวนกลับมาอีกครั้ง แต่คราวนี้พวกเขาตัดสินใจที่จะเดินทางขึ้นเหนือไปยังเมืองใหญ่ของเหลียงตง แต่ที่ระวังมากขึ้นกว่าเดิม คือพวกเขาจะพยายามหลีกเลี่ยงเดินบนถนน จนกระทั่งเห็นผู้ลี้ภัยจากที่อื่นถึงจะออกมาจากพุ่มไม้แล้วเดินไปตามทางแบบอดหลับอดนอน
