ไป๋หยุนเฟยครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ จึงละความคิดไว้ก่อนชั่วคราว มันเงยหน้าขึ้นกล่าวว่า “พี่หงยิน ยังมีบางอย่างเกี่ยวกับเขี้ยวโลหิตที่ข้าจำต้องบอกท่าน”
“เอ๊ะ? เกี่ยวกับเขี้ยวโลหิต?” หงยินงงงันวูบ จากนั้นราวกับนึกถึงเื่บางอย่าง จึงถามด้วยความกังวล “หรือเกิดผลข้างเคียงจากการยกระดับขึ้น? หรือเ้าจะบอกว่าการยกระดับส่งผลให้วัตถุิญญาได้รับความเสียหาย?”
ไป๋หยุนเฟยสั่นศีรษะยิ้มแย้ม “พี่หงยินอย่าได้กังวล ไม่ได้เป็เช่นนั้น เขี้ยวโลหิตในตอนนี้ไม่ได้รับความเสียหายแต่อย่างใด ข้าเพียงจะบอกต่อท่านว่านอกจากจะเพิ่มพลังขึ้นอีกราวครึ่งหนึ่งแล้ว เขี้ยวโลหิตยัง... ยังมี‘พลัง’พิเศษบางอย่างอีก”
หงยินถอนหายใจอย่างโล่งอกก่อนจะถามอย่างงุนงง “‘พลัง’พิเศษ? เ้าหมายความว่าอย่างไร?”
“โอ เื่นี้...” ไป๋หยุนเฟยใคร่ครวญอยู่ชั่วขณะ มันไม่แน่ใจว่าจะอธิบายให้อีกฝ่ายเข้าใจผลเพิ่มเติมนี้ได้อย่างไร จึงเค้นสมองครุ่นคิด สุดท้ายจึงอธิบายว่า “เมื่อท่านใช้เขี้ยวโลหิตต่อสู้กับศัตรู มีโอกาสสามส่วนที่ศัตรูของท่านจะถูกลดความสามารถลงสองส่วน ความสามาถก็เช่นพลังและความเร็วเป็ต้น ยามที่ท่านััได้ว่าพลังิญญารั่วไหลเข้าสู่เขี้ยวโลหิตโดยไม่อาจควบคุม นั่นหมายความว่าท่านกระตุ้นให้‘พลัง’พิเศษทำงานขึ้นแล้ว
“เอ๊ะ...” หลังจากได้ยินคำพูดของไป๋หยุนเฟย หงยินก็ยังคงแสดงสีหน้างุนงงเช่นเดิม “หมาย... หมายความว่าอย่างไร?”
ไม่ใช่เพราะมันไม่เข้าใจคำพูดของไป๋หยุนเฟย แต่เพราะเท่าที่หงยินรับทราบ ยังไม่เคยมีวัตถุิญญาใดมี‘พลัง’เช่นนี้มาก่อน จึงทำให้มันสับสนว้าวุ่นใจ
ไป๋หยุนเฟยพยักหน้าด้วยท่าทีจริงจัง “ท่านได้ยินไม่ผิด และข้าก็ไม่ได้กำลังล้อเล่นกับท่าน อย่างที่ข้าบอก ระหว่างการต่อสู้ท่านมีโอกาสที่จะลดความสามารถในการต่อสู้ของศัตรูลงได้”
“ที่เ้าพูดเป็ความจริง?” คิ้วสองข้างของหงยินขมวดมุ่นด้วยความสับสน “แต่ทว่า...”
“เช่นนี้เป็อย่างไร พวกเรามาทดสอบและให้พี่หงยินได้รับทราบด้วยตนเอง เชื่อว่าท่านจะเข้าใจสิ่งที่ข้า้าบอก” ไป๋หยุนเฟยหัวเราะเบาๆก่อนจะรับเขี้ยวโลหิตมาไว้ในมือ “ข้าจะโจมตีใส่ท่านด้วยท่าฟันธรรมดา พี่หงยินเพียงป้องกันเอาไว้ ไม่ทราบว่าท่านขัดข้องหรือไม่?”
หงยินมองดูสีหน้าจริงจังของไป๋หยุนเฟยด้วยท่าทีตื่นเต้น เมื่อเห็นไป๋หยุนเฟยกระชับเขี้ยวโลหิตเตรียมพร้อมจึงพยักหน้ากล่าวอย่างคาดหวัง “ตกลง ข้าขอทดลองด้วยตนเองว่า‘พลัง’พิเศษที่เ้าว่านั้นเป็อย่างไร”
ไป๋หยุนเฟยไม่กล่าวอันใดอีก มันเงื้อมีดสั้นฟันใส่หงยินอย่างแ่เบา หงยินประกบนิ้วเป็กระบี่จากนั้นจึงปรากฏแสงสีครามแผ่พุ่งออกจากปลายนิ้วต้านรับเขี้ยวโลหิตเอาไว้ นี่เป็เพราะไป๋หยุนเฟยไม่ได้จู่โจมอย่างจริงจัง ไม่เช่นนั้นด้วยวัตถุิญญาชั้นนภาระดับกลางมีหรือจะต้านรับได้โดยง่ายเช่นนี้
หลังจากฟาดฟันเป็ครั้งที่สี่ ดวงตาไป๋หยุนเฟยก็ทอประกายวูบ มันรู้สึกถึงพลังิญญาบางส่วนหลั่งไหลเข้าสู่วัตถุิญญาในมือโดยไม่อาจควบคุม --- ผลกระทบเพิ่มเติมแสดงผลแล้ว! เมื่อรับรู้ได้ดังนั้นไป๋หยุนเหยจึงหยุดมือพร้อมกับส่งยิ้มที่มุมปากให้แก่หงยิน
ชั่วพริบตาที่รับ’การจู่โจม’เป็ครั้งที่สี่ สีหน้าประหลาดใจของหงยินก็ถูกแทนที่ด้วยความตื่นตระหนก ทั้งร่างมันสั่นระริกก่อนจะล่าถอยไปหลายก้าวอย่างลืมตัว จากนั้นจึงยกมือขวาขึ้นมองอย่างหวาดหวั่น ยามนี้มันรับรู้ได้อย่างชัดเจนถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับร่างกายของตน
“นี่... นี่...” หงยินหันไปมองไป๋หยุนเฟยด้วยสีหน้าเหลือเชื่อ
ไป๋หยุนเฟยส่งยิ้มให้ “เป็อย่างไร? พี่หงยินจู่ๆท่านก็รู้สึกว่าพละกำลังถดถอยลงสองส่วนกระมัง? อย่าได้กังวล สภาพนี้จะคงอยู่เพียงสิบลมหายใจ แต่หากท่านป้องกันด้วยพลังิญญาจะสามารถฟื้นสภาพได้เร็วขึ้น”
ครู่ต่อมาหลังจากไป๋หยุนเฟยกล่าวจบ สีหน้าหงยินก็ผ่อนคลายลงก่อนจะกลับเป็ปกติ หงยินเพ่งตามองวัตถุิญญาในมือไป๋หยุนเฟยด้วยสีหน้าตื่นตะลึง จากนั้นจึงกล่าวอย่างแช่มช้า “ช่าง... หยุนเฟย เ้าบอกว่าหากใช้ในการต่อสู้ มีโอกาสสามส่วนที่จะทำให้ศัตรูตกอยู่ในสถานะเช่นข้าเมื่อครู่?”
ไป๋หยุนเฟยพยักหน้าตอบก่อนจะยื่นส่งเขี้ยวโลหิตคืนให้
หลังจากรับเขี้ยวโลหิตกลับคืนมา หงยินก็เหม่อมองวัตถุิญญาในมืออย่างซึมเซา สุดท้ายจึงเก็บเข้าสู่แหวนช่องมิติ มันระบายลมหายใจเพื่อระงับความพลุ่งพล่านก่อนจะมองดูไป๋หยุนเฟยด้วยสีหน้าประหลาดพิกล “หยุนเฟยเ้าช่าง... เ้าคงทราบดีว่าหากความลับที่ว่าเ้าสามารถสร้าง‘ความเปลี่ยนแปลง’เช่นนี้ให้แก่เขี้ยวโลหิตรั่วไหลออกไป จะสร้างความแตกตื่นปานใด?”
ไป๋หยุนเฟยหัวเราะตอบคำ “ข้าทราบเื่นี้ดี แต่เชื่อว่าพี่หงยินคงไม่แพร่งพรายความลับของข้ากระมัง?”
หงยินมองดูไป๋หยุนเฟยชั่วครู่จากนั้นจึงะเิเสียงหัวเราะออกมา ดวงตามันฉายแววพลุ่งพล่าน “หยุนเฟย ข้ารู้สึกยินดีนักที่ช่วยชีวิตเ้าไว้ คาดไม่ถึงว่าจะได้รับผลตอบแทนอันยิ่งใหญ่รวดเร็วปานนี้ ในความคิดของข้าการใช้เห็ดิญญาอัคคีเพื่อแลกกับเขี้ยวโลหิตเล่มใหม่นับว่าคุ้มค่าอย่างยิ่ง”
“พี่หงยินใช้เห็ดิญญาอัคคีแสดงน้ำใจเพื่อช่วยชีวิตข้า การเสริมความแข็งแกร่งให้แก่มีดสั้นเขี้ยวโลหิตเป็เพียงน้ำใจเล็กน้อยที่ข้าตอบแทนได้ ขอพี่หงยินอย่าได้ใส่ใจ”
“น้ำใจเล็กน้อย...” หงยินเลิกคิ้วเล็กน้อย แต่ก็ตัดสินใจไม่เอ่ยถึงเื่นี้อีก จึงเปลี่ยนเป็ถามว่า “หยุนเฟย เ้าเตรียมจะไปจากที่นี่แล้ว? เ้าคิดจะที่ใดต่อ?”
ไป๋หยุนเฟยพยักหน้ากล่าวว่า “อืม ข้าใคร่ครวญดูแล้ว อีกสองสามวันข้าจะไปจากที่นี่ หากไม่ใช่เพราะสำนักธารน้ำแข็ง ยามนี้ข้าคงไปถึงมณฑลเป่ยเหยียนแล้ว ข้าจะเดินทางข้ามเป่ยเหยียนไปยังมณฑลผิงชวนเพื่อไปยังสำนักช่างประดิษฐ์”
“โอ? หรือเ้าตั้งใจจะเข้าร่วมสำนักช่างประดิษฐ์?”
“ถูกแล้ว พี่หงยินเพียงรับทราบความสามารถข้าบางส่วนเท่านั้น พลังนี้เหมาะจะใช้กับวัตถุิญญาที่สุด แต่ทว่าเมื่อเสริมพลังไปถึงระดับหนึ่ง หากเสริมพลังต่อไปจะเกิดความเสี่ยงอย่างมากที่วัตถุิญญาจะถูกทำลาย อย่างเช่นเขี้ยวโลหิตนี้ ข้าเสริมพลังจนถึงระดับสูงสุดที่ปราศจากความเสี่ยงจากการถูกทำลาย หากข้าพยายามจะยกระดับต่อไปอีกก็มีโอกาสที่จะถูกทำลายเหลือไว้เพียงอากาศธาตุ ดังนั้นข้าจึงหวังจะเข้าร่วมสำนักช่างประดิษฐ์เพื่อเรียนรู้วิธีหลอมสร้างวัตถุิญญาด้วยตนเอง เมื่อรวมกับความสามารถของข้า ก็จะสามารถก้าวล้ำกว่าที่ผู้อื่นเคยทำได้ อีกอย่างพี่หงยินบอกว่าสำนักช่างประดิษฐ์สามารถปรับปรุงและเสริมพลังให้วัตถุิญญาแข็งแกร่งขึ้นได้ ข้าเองก็อยากเรียนรู้เพื่อค้นคว้าว่ามีส่วนเชื่อมโยงกับความสามารถที่ข้ามีหรือไม่”
“ยัง... สามารถเสริมพลังขึ้นได้อีกหรือ...?” มุมปากหงยินสั่นกระตุกเพราะไม่อาจเก็บซ่อนความตื่นตระหนกเอาไว้ได้ มันคิดไม่ถึงว่าการเสริมพลังของเขี้ยวโลหิตนี้จะเพียงหยุดยั้งอยู่ในระดับ‘ไร้ความเสี่ยง’ แม้ไป๋หยุนเฟยจะกล่าวว่ามีความเสี่ยงอย่างมากที่วัตถุิญญาจะถูกทำลายไป แต่มันก็ไม่ได้บอกว่าจะต้องล้มเหลวอย่างแน่นอน หากว่ามันทำสำเร็จ พลังของวัตถุิญญานั้น... ไม่เพียงจิตใจหงยินจะสั่นสะท้าน แม้แต่หัวใจมันยังแทบกระดอนออกจากปาก
“พี่หงยิน หลังจากนี้ท่านคิดจะทำอะไร?” ชั่วขณะที่หงยินจมอยู่ในภวังครุ่นคิด เสียงของไป๋หยุนเฟยก็ดังขึ้นเรียกสติมันกลับคืนมา
“ข้าจะอยู่ที่มณฑลฉิงหยุนอีกสักระยะ เดิมทีข้ามาที่นี่เพื่อตามหาผู้าุโเกออี้หยุน แต่เพราะข้ารั้งอยู่ที่เมืองชุ่ยหลิวมาหลายวัน จึงไม่ทราบแล้วว่าผู้าุโเกอจะยังอยู่ในมณฑลฉิงหยุนหรือไม่...”
“เช่นนั้นหรือ? วันหน้าโชคชะตาย่อมนำพาพวกเรามาพบกันอีก หากพี่หงยิน้าความช่วยเหลือจากข้า ขอให้มาหาข้าที่สำนักช่างประดิษฐ์”
“ฮ่า ฮ่า สำนักช่างประดิษฐ์รับศิษย์อย่างเข้มงวด เ้ามั่นใจหรือว่าจะได้เข้าเป็ศิษย์?” หงยินหัวเราะเบาๆก่อนจะอธิบาย “แต่หากเป็เ้าย่อมไม่ปัญหา เ้าเป็ผู้ฝึกปรือิญญาที่มีคุณสมบัติธาตุไฟทั้งยังมีพลังระดับภูติญญา ตราบใดที่ตัวตนของเ้าไม่เป็ที่น่าสงสัยสำนักช่างประดิษฐ์ย่อมไม่ปฏิเสธ มิหนำซ้ำเ้ายังไม่ทันเข้าสำนักช่างประดิษฐ์ก็วัตถุิญญาเฉพาะตัวแล้ว ด้วยความสำเร็จที่ะเืทั้งสำนักเช่นนี้ จะถูกรับเข้าเป็ศิษย์เอกสำนักช่างประดิษฐ์ก็ไม่นับว่าเกินเลย”
“วัตถุิญญาเฉพาะตัว...” ได้ยินคำพูดอีกฝ่าย ไป๋หยุนเฟยก็อดไม่ได้ต้องก้มลงมองปลอกแขนมีดเพลิงที่สวมกระชับรอบแขนขวา หลังจากลูบคลำแหวนช่องมิติบนมือมันก็ััถึงการคงอยู่ของทวนเปลวอัคคีข้างในได้ ความรู้สึกอันน่าอัศจรรย์ระหว่างไป๋หยุนเฟยและวัตถุิญญาทั้งสองบังเกิดขึ้นอย่างเลือนราง มันถึงกับรับรู้การตอบสนองจากทวนเปลวอัคคีได้
“จริงสิพี่หงยิน ข้าต้องคืนแหวนช่องมิติให้แก่ท่าน” ไป๋หยุนเฟยพลันจดจำได้ว่า หงยินมอบอุปกรณ์ให้มันใช้เพิ่มพลังิญญาพร้อมกับแหวนช่องมิติที่สามารถเก็บของได้มากมาย หลังจากถอดแหวนออกจึงส่งคืนให้แก่หงยิน
หงยินโบกมืออย่างเฉื่อยชา “เ้าเก็บไว้เถอะ ข้าไม่จำเป็ต้องใช้”
“โอ ถ้าเช่นนั้นก็ขอบคุณพี่หงยิน” ไป๋หยุนเฟยก็ไม่ปฏิเสธ จากนั้นจึงเก็บแหวนกลับคืนใส่อกเสื้อ
หงยินก้มศีรษะใคร่ครวญชั่วครู่ก่อนจะตกลงใจได้ มันขยับมือขวานำชิ้นส่วนกะโหลกสัตว์สีขาวขนาดเท่าฝ่ามือออกมามอบให้แก่ไป๋หยุนเฟย
“หยุนเฟยรับสิ่งนี้ไว้ เชื่อว่าวันหนึ่งเ้าจะไปยังป่าอสูริญญาเพื่อตามหาอสูริญญามาเป็คู่หู ยามนี้อสูริญญามองผู้ฝึกปรือิญญาเป็ศัตรู เนื่องเพราะมุมมองของผู้ฝึกปรือิญญาต่ออสูริญญาที่แปรเปลี่ยนอย่างใหญ่หลวง วันข้างหน้าหากเ้าเผชิญกับอสูริญญาที่ร้ายกาจ ตราบใดที่เ้ากับมันไม่มีข้อบาดหมางต่อกัน พวกมันจะไม่สร้างความลำบากให้แก่เ้า”
“ป่าอสูริญญา? ไฉนข้าต้องไปที่นั่น?”
“เ้ากลับลืมเลือนสิ่งที่ข้าเคยบอกไป ผู้ฝึกปรือิญญาทุกคนหวังจะได้อสูริญญาที่แข็งแกร่งมาเป็คู่หู ตอนนี้เ้าอาจจะยังไม่เข้าใจ แต่เมื่อเข้าสู่สำนักช่างประดิษฐ์และมีฝีมือเข้มแข็งขึ้นเ้าก็จะเข้าใจเอง เมื่อถึงเวลาที่เ้ารับอสูริญญาเป็คู่หูจะต้องปฏิบัติต่อมันเช่นสหาย อย่าได้เป็อย่างผู้ฝึกปรือิญญาคนอื่นที่ยึดถืออสูริญญาเป็ข้าทาสหรือหมากที่พร้อมจะสละทิ้ง...”
“พี่หงยินอย่าได้กังวล ข้าเรียนรู้จากท่านแล้วว่าต้องทำอย่างไร” ไป๋หยุนเฟยกล่าวพร้อมกับมองดูเสี่ยวถังบนไหล่ของหงยิน หลังจากรับชิ้นส่วนกระดูกมามันจึงเอ่ยปากถาม “แต่ว่าของสิ่งนี้ ข้าจะใช้งานอย่างไร? หรือข้าเพียงนำออกมาก็พอ? ไฉนข้าจึงรู้สึกว่าสิ่งนี้เป็เพียงชิ้นส่วนกระดูกธรรมดา?”
“ลองถ่ายเทพลังิญญาของเ้าลงไป” หงยินแนะนำ.
ไป๋หยุนเหยทำตามที่หงยินแนะนำ ทันทีที่ถ่ายเทพลังิญญาลงไปชิ้นส่วนกระดูกในมือก็เปล่งแสงสีแดง จากนั้นเหนือชิ้นส่วนกระดูกก็ปรากฏสุนัขป่าสีแดงฉานราวกับโลหิตเปล่งรังสีดุดันอหังการออกมา ยามที่แสงสีแดงพวยพุ่งออกมาก็ทำไป๋หยุนเฟยแตกตื่นจนแทบทำชิ้นส่วนกระดูกหลุดมือ แต่จากนั้นมันก็สามารถสงบใจลงได้อย่างรวดเร็ว
หงยินหัวเราะเบาๆ “อย่างที่เ้าเห็น แต่จงระลึกไว้ว่า ต้องใช้กับอสูริญญาที่พลังสูงส่งและระดับสูงพอจะพูดคุยกับมนุษย์ได้เท่านั้น อสูริญญาระดับต่ำไม่อาจใช้สิ่งนี้ได้”
ไป๋หยุนเฟยครุ่นคิดอย่างลังเลชั่วขณะ “พี่หงยินของสิ่งนี้... มิใช่ล้ำค่าอย่างยิ่งหรือ? ท่านยังจะมอบให้ข้า...”
“เ้าไม่จำเป็ต้องใส่ใจ แค่รับไว้ก็พอ” หงยินโบกมือแก่อีกฝ่าย “เ้านับถือข้าเป็พี่ใหญ่ และข้าหงยินก็เห็นเ้าเป็สหาย ฉะนั้นอย่าได้เกรงอกเกรงใจ แผ่นดินกว้างใหญ่แต่โลกของผู้ฝึกปรือิญญากลับแคบเล็ก วันหน้าพวกเราต้องได้พบกันอีกอย่างแน่นอน”
“ถ้าเช่นนั้น... ข้าจะไม่พิรี้พิไรมากความ หากพี่หงยินคิดจะเสริมพลังแก่วัตถุิญญา ก็ขอให้มาหาข้า นี่เป็หนทางตอบแทนท่านเพียงทางเดียวข้าคิดออก...” ไป๋หยุนเฟยกล่าวอย่างละอายใจ
“ไฉนเ้ากล่าวเช่นนี้? คำพูดเ้าราวกับพี่หงยินของเ้าทำเพราะหวังจะเสริมพลังวัตถุิญญาของตนเอง” หงยินหัวเราะออกมา “แต่ถึงอย่างนั้น เมื่อเ้าเข้าสู่สำนักช่างประดิษฐ์และกลายเป็ยอดฝีมือในการหลอมสร้างวัตถุิญญาย่อมมีผู้คนมากมาย้าให้เ้าสร้างวัตถุิญญาให้ เมื่อถึงคราที่ข้า้าบ้าง เ้าต้องสร้างวัตถุิญญาที่เหนือล้ำให้ข้าก่อน”
“ตกลงตามนี้! หากว่าความสามารถข้ากระทำได้ ต้องสร้างวัตถุิญญาระดับสุดยอดให้แก่ท่านอย่างแน่นอน!!”
ไป๋หยุนเฟยจึงรับชิ้นส่วนกระดูกเอาไว้ หลังจากครุ่นคิดชั่วขณะจึงเอ่ยปากขอร้อง “พี่หงยิน ข้ายังด้อยประสบการณ์ต่อสู้ ด้วยพลังที่ก้าวะโนี้ ยังต้องทำความคุ้นเคยในการต่อสู้จริง หลายวันนี้จะขอรบกวนพี่หงยินช่วยเป็คู่ซ้อมช่วยชี้แนะการต่อสู้แก่ข้าได้หรือไม่?”
“ย่อมได้! เช่นนั้นเริ่มตอนนี้เลยไม่ดีหรือ? ให้ข้าทดสอบดูว่าเ้าคุ้นเคยกับพลังของภูติญญาระดับกลางเพียงใดแล้ว”
“ตกลง!”
………
ผ่านไปหลายวัน ไป๋หยุนเฟยก็ทำความคุ้นเคยและควบคุมพลังของตนได้อย่างสมบูรณ์ มันได้รับประโยชน์จากฝึกซ้อมกับหงยินอย่างใหญ่หลวง และบางครั้งแม้แต่หยิวชิงเฟิงก็ร่วมฝึกซ้อมด้วย ผลลัพธ์ที่ไป๋หยุนเฟยได้ก็คือวิชาการต่อสู้ของมันพัฒนาอย่างก้าวะโทั้งได้รับประสบการณ์ในการต่อสู้อย่างมากมาย
่ที่ว่างจากการฝึกฝีมือ ไป๋หยุนเฟยก็ไปออกท่องเที่ยวกับฉู่อวี้เหอ เมื่อนางทราบว่าอีกไม่กี่วันไป๋หยุนเฟยจะจากไปก็ไม่ยินยอม ไป๋หยุนเฟยต้องยืนยันหลายต่อหลายครั้งว่าจะกลับมาเยี่ยมค่อยทำให้ฉู่อวี้เหอคลายใจลง
หลายวันนี้ทำให้ไป๋หยุนเฟยรู้สึกถึงคุณค่าของตน ั้แ่ออกจากเมืองลั่วซีมันก็ต่อสู้หนีตายมาตลอดยามนี้จึงค่อยรู้สึกถึงความอบอุ่นของการมีสหายอยู่ข้างกาย
หกวันต่อมา ยามเช้าที่นอกประตูเมืองชุ่ยหลิว
ทุกคนล้วนมาส่งไป๋หยุนเฟยออกเดินทาง หลังออกจากเมืองชุ่ยหลิวที่เกิดเหตุการณ์อันน่าระทึกมามาย มันก็จะมุ่งหน้าสู่มณฑลเป่ยเหยียน
ก่อนออกเดินทางหยิวชิงเฟิงมอบจดหมายปิดผนึกให้แก่ไป๋หยุนเฟยฉบับหนึ่งพร้อมทั้งบอกว่าหลังจากผ่านมณฑลเป่ยเหยียนไปยังมณฑลผิงชวนจะเป็เมืองเกายี่ ที่นั่นมีตระกูลหลิวที่ขึ้นตรงสำนักธาตุไม้ หากไป๋หยุนเฟย้าความช่วยเหลืออันใด ให้มอบจดหมายนี้แก่ตระกูลหลิว
หลังจากเดินออกไปหลายร้อยวา ไป๋หยุนเฟยก็หันกลับมามองทุกคนอย่างแช่มช้า หงยิน ฉู่อวี้เหอ ชิวลู่หลิว หยิวชิงเฟิงและมู่หว่านชิง... เทียบกับเมื่อครั้งที่มันตะเกียกตะกายหลบหนีออกจากเมืองลั่วซีจนกระทั่งออกจากเมืองไป่เฟิงอย่างเร่งร้อน การไปจากเมืองชุ่ยหลิวโดยมีผู้คนมากมายตามมาส่ง กลับทำให้มันรู้สึกยากจะตัดใจอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน
เห็นทุกคนโบกมือให้ ไป๋หยุนเฟยก็สูดลมหายใจก่อนจะหันหลังกลับอย่างเด็ดเดี่ยว จากนั้นเงาร่างมันก็เลือนหายไปจากถนนอย่างแช่มช้า
หลังผ่านความพลิกผันและอุปสรรคมากมาย ในที่สุดไป๋หยุนเฟยก็ย่างเท้าออกจาก’กับดัก’ที่เหนี่ยวรั้งมันมาทั้งชีวิตตลอดสิบแปดปี ในที่สุดมันก็ย่างเท้าลงบน’เส้นทางแห่งอิสระภาพ’แล้ว...
เพื่อไปยังสำนักช่างประดิษฐ์มันจำต้องเดินทางข้ามมณฑลเป่ยเหยียน จะมีเื่ราวที่น่าอัศจรรย์ใดเกิดขึ้นอีก?
ไม่ว่าจะมีเหตุการณ์ใดรออยู่บนเส้นทางนี้ มีแต่ต้องมุ่งหน้าต่อไปเท่านั้นจึงจะทราบได้...
