“นายท่าน”
“องค์รัชทายาท”
เหล่าองครักษ์เงาร้องอุทานด้วยความตื่นตระหนก มีบางคนใจนถึงกับกระอักเืออกมา
ในคนกลุ่มนั้นมีองครักษ์เงาเยาว์วัยผู้หนึ่งน้ำตาไหลอาบใบหน้า เขาจ้องเขม็งไปที่ฮวาเหยียนอย่างโกรธเคืองหนักหนา ท่าทางราวกับไม้ซีกที่งัดไม้ซุง ช่างเป็การกระทำที่เสียเวลาไปโดยเปล่าจริงๆ
ฮวาเหยียนไม่สนใจเขา
ตี้หลิงหานไร้เสียงหายใจ ใบหน้างดงามของนางพลันจริงจังขึ้นมาทันที นางนั่งลง หยิบขวดกระเบื้องเคลือบขนาดเล็กสี่ห้าขวดออกมาจากลูกแก้วัคะนองน้ำ
เหล่าองครักษ์เงาไม่ทราบว่าฮวาเหยียน้าทำสิ่งใด พวกเขาเห็นเพียงนางหยิบขวดเล็กๆ จำนวนหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อ
คล้ายนางจะไม่รู้ว่าในขวดเ่าั้บรรจุสิ่งใดอยู่ นางดึงจุกขวดออก ก่อนจะนำมาอังใต้จมูกเพื่อดมกลิ่น
อั้นจิ่วและพรรคพวกแทบร่ำไห้แล้ว
“แม่นางมู่ ได้โปรดช่วยองค์รัชทายาทด้วยเถิด หากช้ากว่านี้จะสายเกินแก้นะขอรับ!”
อั้นจิ่วกดข่มน้ำเสียงเอาไว้ มีความเศร้าโศกและความร้อนใจ ทั้งยังวิงวอน
“มิใช่ว่าข้าก็กำลังช่วยเขาอยู่หรือ?”
ฮวาเหยียนเอ่ย
ในโอสถเหล่านี้ มีสามขวดเป็โอสถต่อชีวิตระดับสูง และอีกสองขวดที่นางเอาไว้ใช้ป้องกันตัว ฮวาเหยียนเก็บยาป้องกันตัวให้เรียบร้อย แล้วถือขวดโอสถต่อชีวิตสามขวดไว้ในมือ
โอสถต่อชีวิตนี้หยวนเป่าลงแรงกายแรงใจในการกลั่นไม่น้อย หลายปีที่ผ่านมาทำได้เพียงไม่กี่ขวด ก่อนหน้านี้นางนำโอสถสองขวดมอบให้แก่พี่รองที่ประจำการอยู่ชายแดนไปแล้ว ดังนั้นยามนี้ภายในลูกแก้วัคะนองน้ำจึงเหลืออยู่เพียงสามขวด
โอสถนี้เป็ยาชั้นยอดล้ำค่า ทำให้คนที่ใกล้จะตายยื้อชีวิตอดทนได้ถึงหนึ่งก้านธูป ทว่าหยวนเป่าเคยกล่าวไว้ว่าวัตถุดิบที่ใช้ในการปรุงโอสถเหล่านี้แตกต่างกัน มีบางชนิดเหมาะกับคนธาตุเย็น และบางชนิดเหมาะกับคนธาตุร้อน...
ในตอนนั้นนางมิได้จำให้ละเอียด
กล่าวคือ นางจะรู้ได้อย่างไรว่าตี้หลิงหานเป็คนธาตุร้อนหรือเย็น?
ฮวาเหยียนยกขวดทั้งสามขึ้นมามองซ้ายแลขวา ดมแล้วดมอีก ในใจนางย่อมทราบดีว่าเป็ของชั้นเลิศ หนึ่งเม็ดมีมูลค่ามากกว่าพันตำลึง นางเทยาแต่ละขวดออกมา ขวดละหนึ่งเม็ด มองดูเม็ดยาทั้งสามบนฝ่ามือ ฮวาเหยียนพ่นลมหายใจดังเฮอะ เอนตัวไปเบื้องหน้าตี้หลิงหานแล้วเปิดปากของเขา เตรียมจะเทยาเข้าไปทั้งหมด
“คุณหนูใหญ่ตระกูลมู่ ท่านเอาสิ่งใดให้นายท่านเสวยหรือขอรับ?”
“แม่นางมู่ อย่าให้พระองค์เสวยของผิดแปลกนะขอรับ...”
เหล่าองครักษ์เงาอุทานอย่างตื่นตระหนก
ทว่าอั้นจิ่วกลับขมวดคิ้วแน่น
“นังงูพิษ ถึงอั้นเสี่ยวฉีผู้นี้จะกลายเป็ผี ข้าก็จะไม่ปล่อยเ้าไป”
ผู้ที่โกรธเกลียดฮวาเหยียนและทำได้เพียงใช้สายตาฆ่านางก็ยังเป็องครักษ์เงาผู้มีใบหน้าอ่อนเยาว์คนนั้น ที่แท้เขามีนามว่าอั้นเสี่ยวฉี
ฮวาเหยียนถือโอสถต่อชีวิตสามเม็ดไว้ในมือ ตัวยานับว่าไม่ใหญ่ มีขนาดเล็กเป็อย่างยิ่ง ยังใหญ่ไม่เท่านิ้วมือของเด็กทารกเสียด้วยซ้ำ ยาสามเม็ดในฝ่ามือของฮวาเหยียนโชยกลิ่นเข้มข้น หากมีนักปรุงยาอยู่ ณ ที่นี้ แค่ได้กลิ่นหอมของเม็ดยาทั้งสามก็สามารถทราบได้ทันทีว่ามันมีระดับจิติญญาสูงเพียงใด เกรงว่าหากได้รับมาสักหนึ่งเม็ด คงจะต้องหลั่งน้ำตาด้วยความซาบซึ้งใจยิ่ง
“แม้เ้าจะกลายเป็ผี ข้าก็จะบดขยี้เ้าให้ตาย”
เดิมทีนางมิได้ตั้งใจจะสนใจองครักษ์เงาหน้าตาอ่อนเยาว์ผู้นั้น ทว่าปากของตี้หลิงหานปิดแน่นเป็อย่างยิ่ง ฮวาเหยียนทั้งบีบทั้งหยิกก็ยังมิเห็นว่าเขาจะอ้าปากเลยสักนิด นางจึงเริ่มรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาบ้างแล้ว หากมิสามารถป้อนโอสถต่อชีวิตได้จะทำอย่างไร?
ละลายน้ำแล้วหยอดเข้าปาก ไม่รู้จะสูญเปล่าไปมากเพียงใด หากหยอดเข้าได้ย่อมดี แต่หากไม่ได้ นั่นมิใช่ว่าเสียของไปโดยเปล่าหรือ?
นี่ล้วนเป็เงินทั้งสิ้น เป็หยาดเหงื่อแรงกายของหยวนเป่า
ฮวาเหยียนจับจ้องใบหน้างดงามของตี้หลิงหาน นางเกลียดเขาจริงๆ เหตุใดตี้หลิงหานต้องตั้งท่าต่อต้านนางโดยเฉพาะเยี่ยงนี้!
“ตี้หลิงหาน หากพระองค์มิทรงเปิดปาก เช่นนั้นให้หม่อมฉันใช้ปากป้อนให้ดีหรือไม่?”
ฮวาเหยียนพ่นลมหายใจเ็าพลางถาม
หลังสิ้นเสียง ริมฝีปากของตี้หลิงหานที่อยู่ในอาการหมดสติพลันขยับเล็กน้อย ฮวาเหยียนจึงนำโอสถต่อชีวิตเข้าไปใกล้ เฮอะ ช่างป้อนได้อย่างราบรื่นนัก
ฮวาเหยียนโมโหจนต้องหัวเราะออกมา!
เ้าไม่้าให้ข้าผู้นี้จุมพิต ข้าผู้นี้ยิ่งมิยินยอมจุมพิตเ้า ยอดเยี่ยมเสียนี่กระไร!
เมื่อตี้หลิงหานทานโอสถต่อชีวิตแล้ว ฮวาเหยียนจึงถอนหายใจด้วยความโล่งอก
จากนั้นนางก็หันไปมองเหล่าองครักษ์เงา นอกจากคนที่หมดสติ คนอื่นๆ ที่เหลือล้วนจ้องเขม็งมายังนาง แต่ละคนมีสายตาเกลียดชังจนแทบจะทำให้ร่างของนางพรุนเป็รู
“มองอันใด? ข้าผู้นี้ให้นายท่านของพวกเ้าทานโอสถต่อชีวิต ทั้งล้ำค่าและได้มาอย่างยากเย็นยิ่ง มิรู้ว่าเขาใช้บุญไปมากมายเพียงใด ภายในหนึ่งก้านธูปนี้เขาย่อมไม่มีทางสิ้นลมหายใจแล้ว”
ฮวาเหยียนกล่าว
“ผู้ใดจะเชื่อเ้า! นังหญิงสารเลว!”
องครักษ์เงาผู้มีหน้าตาอ่อนเยาว์พูดด้วยดวงตาแดงก่ำ สีหน้าไม่เชื่อถือ เขาเกลียดฮวาเหยียนจริงๆ
“อั้นฉี หุบปากเสีย”
ทันใดนั้นพลันได้ยินเสียงต่ำของอั้นจิ่ว อั้นฉียังอยากเอ่ยบางสิ่งต่อ แต่คล้ายเขาจะกลัวอั้นจิ่วอยู่เล็กน้อย แม้ไม่เต็มใจทว่าก็ยังเชื่อฟัง ยอมปิดปากแต่โดยดี
อีกด้านหนึ่งเมื่อฮวาเหยียนเห็นว่าอั้นจิ่วเป็ผู้ที่เปล่งเสียงออกมา นางจึงไม่สนใจอั้นเสี่ยวฉีอีก นางหันมองตี้หลิงหาน แม้เขาจะทานโอสถต่อชีวิตเข้าไปทั้งสามเม็ดแต่ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะฟื้น นางจำเป็ต้องออกไปตามหยวนเป่ามา
ตี้หลิงหานที่เป็เช่นนี้ เกรงว่าจะมีเพียงหยวนเป่าที่สามารถช่วยเขาได้
ทว่าภายใต้สถานการณ์เยี่ยงนี้ นางไม่กล้าออกจากจวนไท่จื่อ ไม่แน่ว่าทันทีที่ก้าวเท้าออกจากจวน นางอาจถูกล้อมด้วยองครักษ์เงาที่ขึ้นตรงต่อตี้หลิงหานทันที หากเป็เช่นนั้นจะมินับว่าโชคร้ายแล้วหรือ?
ฮวาเหยียนเหลือบมองเหล่าองครักษ์เงา แล้วมองโอสถต่อชีวิตในมือนาง หากให้พวกเขาทานคนละเม็ด โอสถคงต้องหมดเกลี้ยงเป็แน่ นางจะเสียสละถึงเพียงนั้นได้อย่างไร?
ดังนั้นนางจึงหยิบยาหนึ่งเม็ดออกมาจากขวดกระเบื้องเคลือบอย่างไม่เต็มใจ ก่อนจะหยิบถ้วยแสงราตรีมาจากลูกแก้วัคะนองน้ำ แล้ววิ่งไปที่บ่อน้ำพุร้อนเพื่อตักน้ำ นางละลายโอสถต่อชีวิตลงในน้ำ จากนั้นจึงหันหลังเดินกลับไปหาอั้นจิ่ว “น้ำนี้ข้าละลายโอสถต่อชีวิตเอาไว้ พวกเ้าจิบกันคนละอึก สิ่งนี้จะช่วยบรรเทาอาการาเ็ภายในของพวกเ้า อั้นจิ่ว เ้าจงไปที่จวนอ๋องมู่เพื่อเชิญบุตรชายข้ามาช่วยเ้านายของเ้า”
ฮวาเหยียนพูดพร้อมกับถือถ้วยแสงราตรีมาตรงหน้าอั้นจิ่ว
เหล่าองครักษ์เงาไม่รู้ว่าฮวาเหยียนกำลังทำอันใดอยู่ และเมื่อพวกเขาเห็นนางหยิบถ้วยแสงราตรีออกมาจากแขนเสื้อ ในใจพลันประหลาดใจ ราวกับว่าตรงอกนางมีของซ่อนอยู่มากมาย ไม่ว่าสิ่งใดล้วนมีทั้งสิ้น
ตรงกันข้าม อั้นจิ่วกลับรู้สึกว่าถ้วยแสงราตรีนี้ดูคุ้นเคยนัก แต่ยามนี้สมองของเขายังคงมึนงง จึงจำไม่ได้ว่าตนเคยเห็นมาจากที่ใด จากนั้นเมื่อได้ยินคำสั่งของฮวาเหยียน เขาก็ตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่งจนมิได้ตอบสนองกลับ ฮวาเหยียนจึงเทโอสถต่อชีวิตที่ละลายแล้วลงไปในปากเขา อั้นจิ่วมิรับรู้ถึงรสชาติใดเลยสักนิด รู้สึกเพียงกลิ่นหอมฟุ้งที่อยู่ในลมหายใจของเขา
ทว่าในไม่ช้าอั้นจิ่วก็รู้สึกว่าเืในกายตนเดือดพล่านขึ้นเล็กน้อย ทั้งดูคล้ายการรับรู้ที่มือและเท้าของเขาจะกลับมาแล้ว เขาตื่นตะลึงยินดี รีบหลับตาลงเพื่อปรับลมหายใจ
ฮวาเหยียนเดินไปหาอั้นปาแล้วเทยาเข้าปากของเขาเช่นกัน อั้นปาเป็คนประหยัดวาจา แต่ก็ยังกล่าวกับฮวาเหยียนว่า “ขอบพระคุณความกรุณาของแม่นางมู่ขอรับ”
ฮวาเหยียนโบกมือพลางเทยาให้องครักษ์เงาไม่กี่นายที่เหลือ เมื่อมาถึงคราวของอั้นฉีผู้มีใบหน้าอ่อนเยาว์ สีหน้าของเขาบูดบึ้ง ทั้งยังกระอักกระอ่วนเป็อย่างยิ่ง เขาเห็นว่าพี่น้องของตนหลายคนกำลังเข้าสู่กระบวนการปรับตัว มีบางคนยังคงหมดสติอยู่ ทว่าหลังจากดื่มยาที่สตรีผู้นั้นมอบให้ ก็คล้ายว่าพวกเขาจะฟื้นคืนสติกลับมา เขาจึงรู้สึกประดักประเดิดนัก
ฮวาเหยียนพ่นลมหายใจ นางคร้านจะสนใจองครักษ์เงาผู้นี้แล้ว เมื่อเห็นอั้นฉีมีท่าทีประดักประเดิด ฮวาเหยียนก็บีบหน้าอีกฝ่ายและเทโอสถต่อชีวิตที่เหลือใส่ปากของเขาเสีย
“อั้นจิ่วขอบพระคุณการช่วยชีวิตของแม่นางขอรับ”
