บทที่ ๓ : ตำหนักเย็นที่ (ไม่) เย็น
ปัง!
เสียงประตูไม้บานใหญ่ถูกกระแทกปิดลงอย่างแรง ตามมาด้วยเสียงลงกลอนโซ่เหล็กที่หนักอึ้งและเย็นเฉียบ ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมทันทีที่ฝีเท้าของเหล่าทหารองครักษ์เดินจากไป
“ตำหนักเย็น” หรือสุสานคนเป็ของเหล่าสนมที่ถูกลืม ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้าแม่หญิงบัว มันคือกลุ่มเรือนไม้เก่าคร่ำคร่าที่สีหลุดล่อนจนแทบมองไม่เห็นสีเดิม หลังคากระเบื้องแตกหักจนแสงลอดผ่านได้ และที่สำคัญ...
“หยึย... นี่มันรังแมงมุมหรือม่านกันยุงเนี่ย?”
บัวอุทานด้วยความสยดสยองเมื่อมองเห็นหยากไย่หนาเตอะห้อยระย้าลงมาจากขื่อคาน ฝุ่นผงหนาเป็นิ้วเกาะอยู่ทุกอณูพื้นผิว กลิ่นอับชื้นผสมกลิ่นราโชยมาแตะจมูกจนต้องย่นหน้า
“คุณพระคุณเ้า... พ่อจ๋าแม่จ๋า นี่มันเล้าหมูบ้านเรายังสะอาดกว่านี้เสียอีก!”
นางบ่นพึมพำพลางกระชับตะกร้าเชี่ยนหมากในอ้อมแขน นี่คือสมบัติเพียงชิ้นเดียวที่ฮ่องเต้อนุญาตให้นางนำติดตัวมาได้ เพราะทรงคิดว่าเป็เครื่องรางของขลัง
บัวเดินสำรวจไปรอบๆ ห้องโถงที่ว่างเปล่า มีเพียงตั่งไม้เก่าๆ ขาหักข้างหนึ่ง และฟูกเน่าๆ ที่ดูเหมือนจะมีสิ่งมีชีวิตเล็กๆ อาศัยอยู่
หวี่... หวี่...
เสียงที่คุ้นหูแต่ไม่พึงปรารถนาดังขึ้นข้างหู บัวตบเข้าที่แขนตนเองดัง เพียะ!
“ยุง! ตัวเท่าแม่ไก่เลยรึนี่!”
นางกางมือออกดูซากยุงลายตัวเป้งที่เพิ่งสิ้นชีพคาฝ่ามือ สภาพแวดล้อมที่รกร้างและมีแอ่งน้ำขังเช่นนี้คือ์ของยุงชัดๆ
หากเป็คุณหนูในห้องหอคงนั่งร้องไห้ฟูมฟายรอความตายไปแล้ว แต่ไม่ใช่กับ ‘บัว’ หญิงสาวผู้เคยตามบิดาไปคุมโกดังสินค้าที่ท่าเรือ และเคยช่วยมารดาดูแลเรือนทาส
“เอาวะ! จะอยู่ที่ไหนก็ต้องอยู่ให้ได้ พ่อสอนไว้... ที่ใดมีหลังคา ที่นั่นคือบ้าน!”
บัววางตะกร้าลงในมุมที่สะอาดที่สุด นางถลกแขนเสื้อ ถกโจงกระเบนขึ้นมาเหน็บให้ทะมัดทะแมง กลายเป็กางเกงสั้นกุดโชว์เรียวขา ซึ่งถ้าไทเฮามาเห็นคงเป็ลมไปอีกรอบ
“ก่อนอื่น... ต้องจัดการไอ้พวกยุงบ้านรกนี่ก่อน”
นางเดินออกไปที่ลานรกร้างหลังตำหนัก สายตาไวว่องกวาดมองไปทั่วดงวัชพืช
‘นั่นมัน...’
ดวงตาของบัวเป็ประกาย นางตรงดิ่งไปที่ต้นส้มจีนเก่าแก่ที่ยืนต้นตายซากอยู่มุมกำแพง ใต้ต้นมี ‘เปลือกส้มแห้ง’ ร่วงหล่นอยู่เกลื่อนกลาด ผสมกับเศษใบไม้แห้ง
และใกล้ๆ กันนั้น มีกอหญ้าลักษณะคุ้นตาขึ้นแซมอยู่... ‘ตะไคร้หอม!’
“เสร็จโจร!”
บัวกอบโกยเปลือกส้มแห้งและถอนกอตะไคร้มาหอบใหญ่ นางนำมันมากองรวมกันกลางห้องโถง แล้วหยิบหินเหล็กไฟที่นางพกติดตัวในตะกร้าหมากไว้จุดยาเส้น ออกมาตอก
แกร๊ก! แกร๊ก! พรึ่บ!
ประกายไฟติดลงบนเชื้อไฟ ไม่นานนักควันสีขาวขุ่นก็ลอยโขมงขึ้นมา
กลิ่นหอมสดชื่นของเปลือกส้มไหม้ไฟ ผสมกับกลิ่นฉุนปร่าของตะไคร้หอม ตลบอบอวลไปทั่วตำหนักเย็น ควันนี้ไม่ได้เหม็นจนสำลัก แต่กลับหอมระเหยและมีฤทธิ์เด็ดขาดนัก
หวี่... หวี่... เงียบกริบ!
ฝูงยุงที่เคยบินว่อนราวกับฝูงบินรบ ต่างพากันร่วงหล่นลงพื้นหรือไม่ก็บินหนีแตกกระเจิงไปทางหน้าต่างราวกับผึ้งแตกรัง
“สมน้ำหน้า! เจอภูมิปัญญาชาวสยามเข้าไป เป็ไงล่ะ!”
บัวยิ้มกริ่มอย่างภูมิใจ เมื่อจัดการศัตรูทางอากาศได้แล้ว เป้าหมายต่อไปคือความสะอาด
นางฉีกผ้าม่านเก่าๆ ที่เปื่อยยุ่ยมาทำเป็ผ้าขี้ริ้ว เดินไปตักน้ำจากบ่อน้ำหลังตำหนัก โชคดีที่น้ำยังใสอยู่ แล้วเริ่มมหกรรมทำความสะอาดครั้งใหญ่
ขัด! ถู! กวาด! เช็ด!
บัวออกแรงขัดพื้นไม้จนเห็นลายเนื้อไม้เดิม กวาดหยากไย่จนเกลี้ยงเกลา เช็ดคราบราออกจากตั่งไม้จนมันวาว
.
.
.
หนึ่งชั่วยามผ่านไป
ประตูตำหนักเย็นถูกแง้มออกเบาๆ พร้อมกับศีรษะเล็กๆ ของเด็กสาวนางหนึ่งที่โผล่เข้ามาอย่างกล้าๆ กลัวๆ
“อาจู” นางกำนัลรับใช้ชั้นผู้น้อยที่ถูกหวยรางวัลที่หนึ่ง ในทางลบ ให้มาส่งข้าวส่งน้ำแก่ ‘ปีศาจต่างถิ่น’ นางถือถาดอาหารเก่าๆ ที่มีเพียงข้าวต้มิญญาผักและหมั่นโถวแข็งๆ มาด้วยมือที่สั่นเทา
“นะ... นายหญิง... ข้าเอามื้อเย็นมาส่ง...” อาจูส่งเสียงแ่เบา เตรียมใจว่าจะเจอปีศาจนั่งร้องโหยหวน หรือไม่ก็ะโเข้ามากัดคอ
แต่ภาพที่เห็นกลับทำให้นางต้องอ้าปากค้างจนหมั่นโถวแทบร่วง
ตำหนักเย็นที่เคยดำมืดและสกปรกราวนรกบนดิน บัดนี้สว่างไสวสะอาดตา พื้นไม้ขัดมันวาววับจนแทบส่องเงาได้ กลิ่นอับชื้นหายไป แทนที่ด้วยกลิ่นหอมสดชื่นของเปลือกส้มเผาที่ลอยจางๆ ให้ความรู้สึกผ่อนคลายราวกับอยู่ในสปาชั้นเลิศ!
และกลางห้องนั้น... ปีศาจสาวกำลังนั่งไขว่ห้างอย่างสบายอารมณ์อยู่บนตั่งไม้ที่ปูด้วยผ้าสะอาดที่นางซักตากแห้งแล้ว ปากเคี้ยวหมากตุ้ยๆ ฮัมเพลงลูกทุ่งทำนองประหลาดอย่างมีความสุข
“~โอ้ละหนอ... ไอ้เรามันคนจน... จำต้องทนปั่นรถถีบ...~”
อาจูกะพริบตาปริบๆ “นะ... นายหญิง? ท่าน... ท่านเสกเวทมนตร์อันใดใส่ตำหนักนี้เ้าคะ?”
บัวหันมาเห็นเด็กสาว นางจึงหยุดร้องเพลงแล้วยิ้มกว้าง แน่นอนว่าฟันดำปี๋
“อ้าว! แม่หนู! เข้ามาสิ! ข้ากวาดบ้านรอตั้งนาน หิวจนไส้จะขาดแล้ว!”
นางกวักมือเรียกอย่างเป็กันเอง แต่อาจูสะดุ้งเฮือก นึกว่ากำลังถูกเรียกไปกินตับ
“ข้า... ข้า...” อาจูตัวสั่นงันงก ยื่นถาดอาหารให้สุดแขน
บัวเห็นท่าทางนั้นก็ถอนหายใจ ‘เฮ้อ... คนที่นี่ขวัญอ่อนกันจริง’
นางลุกขึ้นเดินเข้าไปหา อาจูหลับตาปี๋เตรียมกรี๊ด แต่บัวกลับเพียงแค่รับถาดอาหารมา แล้วหยิบลูกกวาดเม็ดเล็กๆ หรือน้ำตาลปึกก้อนเล็กๆ ที่นางพกไว้กินกับยาขม ยัดใส่มือเด็กสาว
“เอ้า! ค่าจ้าง! ขอบใจมากนะแม่หนูที่อุตส่าห์เอาข้าวมาส่ง”
อาจูลืมตาขึ้นมองก้อนน้ำตาลในมือ แล้วเงยหน้ามองปีศาจสาว รอยยิ้มของนางแม้จะดูน่ากลัวเพราะฟันดำ แต่แววตากลับอบอุ่นและเป็มิตรอย่างประหลาด
“กินสิ หวานนะ” บัวคะยั้นคะยอ
อาจูหยิบเข้าปาก... ความหวานหอมของน้ำตาลมะพร้าวแท้ๆ จากอัมพวา แผ่ซ่านไปทั่วลิ้น เด็กน้อยผู้ไม่เคยลิ้มรสหวานที่กลมกล่อมเช่นนี้มาก่อนถึงกับตาโต
“อร่อย... อร่อยมากเ้าค่ะ!”
“เห็นไหมล่ะ ข้าไม่ใช่ั์ใช่มารเสียหน่อย” บัวหัวเราะร่า “ชื่ออะไรล่ะเรา?”
“อะ... อา... อาจู เ้าค่ะ”
“ดีมากนังหนูจู! ั้แ่วันนี้ไป เอ็งเป็พวกข้า! มีอะไรให้ช่วยก็บอก เดี๋ยวเจ๊บัวจัดให้!”
คืนนั้น... ในขณะที่คนทั้งวังหลวงหลับใหลด้วยความหวาดกลัวเื่ปีศาจฟันดำ
ที่ตำหนักเย็นท้ายวัง กลับมีเสียงหัวเราะคิกคักของสตรีต่างวัยสองคน และแสงไฟอันอบอุ่นที่ส่องสว่างออกมาท่ามกลางความมืดมิด
แม่หญิงบัวมิได้รู้ตัวเลยว่า... การที่นางเปลี่ยน ‘นรก’ ให้กลายเป็ ‘วิมาน’ ได้ในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงนั้น กำลังถูกจับตามองโดยสายตาคมกริบคู่หนึ่งจากยอดตึกสูงที่อยู่ห่างออกไป
ฮ่องเต้หลี่เฉินทอดพระเนตรแสงไฟจากตำหนักเย็น แล้วยกยิ้มมุมปาก
“นางอยู่ได้... และดูเหมือนจะอยู่สุขสบายเสียด้วย... น่าสนใจจริงๆ แม่ดอกบัวดำของข้า”
