ณ ตำหนักร้อยไหม
“หมอหลวงเ้าคะ อาการของพระธิดาเป็เยี่ยงไรบ้างเ้าคะ?”
หลินเจินเอ่ยถามแพทย์ประจำวังหลวงที่เข้ามาดูแลอาการของพระธิดาจางลี่หลังถูกส่งตัวกลับมายังตำหนักในสภาพหมดสติและเื้ัของนางเต็มไปด้วยรอยแผลจากการลงแส้ มีนางกำนัลฝ่ายในเพียงสองสามนางที่เข้ามาช่วยเช็ดรอยโลหิตและผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าให้องค์ชายาขณะที่นางกำนังคนสนิทยืนมองด้วยใจระย่อ น้ำตาคลอหน่วยตลอดเวลา กระทั่งแพทย์หลวงซึ่งเป็ชายสูงวัยแต่ใบหน้านั้นเอื้ออารีมาถึงและทำการตรวจดูพร้อมทั้งจัดยา สั่งการให้นางกำนัลทำแผลให้องค์ชายาอย่างดีทำให้หลินเจินเบาใจลงไปมาก หากนางก็ยังคงเป็กังวลจึงต้องตามมาถามหมอหลวงอีกครั้งก่อนที่เจะกลับออกไปจากตำหนัก
“นางมิเป็อะไรมากดอก เ้ามิต้องห่วงกังวล”
“ขอบคุณท่านมากเ้าค่ะ ที่ข้าเป็กังวลนั้นเป็เพราะเห็นาแของนางน่ากลัวยิ่งนัก ั้แ่ข้ารับใช้พระธิดามาก็มิเคยเห็นโลหิตตกจากพระกายาของนางเลยแม้แต่น้อย”
“ข้าได้จัดโอสถอย่างดีให้นางกำนัลใส่ในลูกประคบแผลนางแล้ว เครื่องโอสถแคว้นหลู่นั้นถือว่าเป็เครื่องปรุงทิพย์ นางจักมีพระอาการดีขึ้นในอีกไม่เกินเจ็ดราตรีหลังจากนี้”
“นี่แสดงว่าท่านคงทำการรักษาผู้ต้องทัณฑ์ลงแส้มานักต่อนักถึงได้มีความรู้เื่ยารักษามากเช่นนี้”
ได้ยินดังนั้นหมอหลวงกลับส่ายหน้า
“เปล่าเลยสนม...ข้าเคยรักษาผู้ต้องอาญาโบยด้วยแส้เพียงไม่กี่คน”
“ทำไมเ้าคะ?”
“ส่วนใหญ่หามีผู้ใดรอดจากอาญาร้ายแรงเทียมผูกร่างให้ม้าฉีกออกเป็ชิ้นนั้นอย่างไรเล่า”
“จริงหรือเ้าคะ?” หลินเจินหน้าตื่น
“แต่อาการของพระนางนั้นหาได้ร้ายแรงไม่ จากที่ข้าพินิจดูรอยแผลของนางต้องรอยแส้นับไม่กี่หน”
“แต่โลหิตนางก็ไหลมากเหลือเกินนะเ้าคะ”
“นั่นเพราะแผลลึกมาก อืม...ผู้ใดกันที่ลงแส้พระธิดา”
หมอหลวงทำท่านึกแต่หลินเจินหาได้หลุดปากออกไปไม่ว่าหลู่อ๋องนั่นอย่างไรเป็ผู้ลงแส้ด้วยพระองค์เอง กระทั่งอีกฝ่ายเอ่ยขึ้นว่า
“ช่างมันเถิด ไม่ว่าผู้ใดก็ตาม แต่ในห้วงเวลาสามราตรีนี้เ้าต้องคอยดูแลพระธิดา อย่าให้นางขยับพระวรกายมากนัก และหมั่นใช้โอสถประคบรอยแผลให้นางทุก ๆ ครึ่งชั่วยาม อย่าลืมให้นางดื่มโอสถที่ข้าสั่งนางกำนัลจัดเตรียมไว้ให้”
“เ้าค่ะ ข้าจักมิลืมตามที่ท่านสั่งแม้แต่อย่างเดียว”
“เช่นนั้นข้ากลับก่อน แล้วข้าจะมาใหม่อีกครั้งในวันพรุ่ง”
หมอหลวงสั่งก่อนจะออกจากห้องนั้นหากต้องชะงักเมื่อประตูถูกผลักเข้ามา หลินเจินหันมองก็ใมือเย็นเฉียบ
“องค์ชาย!”
“หลู่อ๋องหลีเจี๋ย...ถวางบังคมพะย่ะค่ะ”
หมอหลวงแสดงความเคารพทันใดที่ร่างสูงสง่าภายใต้พระภูษาน่าเกรงขามก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามา หลี่เจี๋ยจ้องมองหลินเจินที่รีบก้มหน้าราวกับไม่กล้าสบสายตา เห็นได้ชัดว่านางสั่นด้วยความเกรงกลัว เขาหันกลับไปยังหมอหลวงอีกครั้งก่อนถามขึ้นด้วยน้ำเสียงเยียบเย็น
“นางเป็อย่างไรบ้าง?”
“มิเป็ไรแล้ว...หม่อมฉันได้จัดโอสถถวายและสั่งนางกำนัลให้ถวายการดูแลอย่างดี”
“เอ้อ...องค์ชายเพคะ”
เสียงของหลินเจินทำให้หลี่เจี๋ยต้องชะงักเมื่อกำลังจะก้าวเข้าไปด้านใน นางยังก้มหน้าและเห็นเพียงรองบาทของหลู่อ๋องเท่านั้นแต่ก็รวบรวมความกล้ากราบทูลด้วยเสียงไม่มั่นคงนักว่า
“ตอนนี้พระธิดายังมิรู้สึกตัวเลยเพคะ”
“ไม่ว่านางหลับหรือตื่น ข้าก็เข้าไปดูนางได้ทุกเวลานี่มิใช่รึ”
“อ่า...เอ้อ...เพคะ”
หลี่เจี๋ยก้าวเข้าไปในห้องบรรทมเห็นร่างของพระญาติผู้น้องนอนเหยียดยาวบนแท่นบรรทมในท่าคว่ำหน้าขณะนางกำนัลซึ่งกำลังจะใช้ผ้าห่อสมุนไพรประคบลงบนรอยแผลบนแผ่นหลังของนางที่ปล่อยไว้เปล่าเปลือยต้องชะงักและถอยห่างออกจากแท่นนบรรจถรณ์ ร่างสูงใหญ่ก้าวเข้าไปและหยุดยืนนิ่งก่อนเอ่ยขึ้นว่า
“พวกเ้าออกไปให้หมด ห้ามผู้ใดเข้ามารบกวนจนกว่าข้าจะเรียกใช้”
สิ้นบัญชาของหลู่อ๋อง นางกำนัลจึงต้องวางเครื่องยาลงและรีบถอยออกไปรวมทั้งแพทย์หลวง ส่วนหลินเจินนั่งอยู่เพียงชั่วอึดใจก็ต้องรีบตามทุกคนออกไปเช่นกัน เมื่อทุกคนออกไปหมดแล้วยังเหลือเพียงหลู่อ๋องหลี่เจี๋ย เขาพินิจร่างงามของพระธิดาจางลี่ซึ่งบัดนี้นางยังไม่รู้สึกตัวและรอยแผลบากด้วยแส้หนังบนแผ่นหลังยังมีรอยโลหิตไหลซิบ ร่างสูงสง่าค่อย ๆ หย่อนตัวลงนั่งข้าง ๆ และเห็นใบหน้างดงามนั้นมีร่องรอยของความเ็ปแม้นางจะยังหลับตา และได้ยินเสียงครางแ่ ๆ ออกมาเบา ๆ ซึ่งหลี่เจี๋ยก้มหน้าลงไปและเงี่ยหูฟังได้ยินว่า
“ท่านแม่...ท่านแม่...เจ็บเหลือเกิน...ข้าเจ็บมากเหลือเกิน”
เสียงนั้นแหบพร่า จางลี่หลั่งน้ำตาแม้นางหลับใหลบอกให้รู้ว่าภายในนั้นมิได้หลับแม้แต่น้อย ผู้ใดเล่าจะทานทนได้กับการลงทัณฑ์อันโหดร้ายด้วยแส้ แม้นับเพียงไม่ถึงสิบหนบางคนก็แทบด่าวดิ้น หากจางลี่มิยอมส่งเสียงคร่ำครวญ ร่ำร้องให้ใครช่วย มิร้องขอให้ละเว้นหรือเบาโทษ หลี่เจี๋ยก้มหน้าลงไปใกล้กว่านั้น กลิ่นโอสถฉุนเข้าจมูกแต่หลู่อ๋องกลับมิรู้สึกถึงกำจายของสมุนไพร กลับรับรู้กระอวนไอของดอกไม้อ่อน ๆ จนเขาเผลอก้มหน้าลงไปใกล้อีก ปลายจมูกเกือบชิดพวงแก้มสีกุหลาบของนาง
“จางลี่...”
เสียงห้าวทว่าแ่เบาราวกับเข้าไปสั่นความรู้สึกของผู้หลับใหล จางลี่กระตุกและลืมตาขึ้นมาชั่วแว่บหนึ่งก่อนหลับตาลงอีกครั้ง นั่นเองทำให้หลี่เจี๋ยมีสีหน้าราวกับนึกอะไรได้ เขาหันไปหยิบห่อผ้าสมุนไพรที่นางกำนัลวางไว้บนโต๊ะไม้และค่อย ๆ ประคบมันเบา ๆ บนแผ่นหลังเปลือยเปล่าขาวเนียนที่เต็มไปด้วยรอยาแ แม้ประคบอย่างเบามือหากทุกครั้งที่โอสถสัมผัวผิวเนื้อแผ่นหลังของนางกระตุกขึ้นมาเบา ๆ ทุกครั้ง จางลี่กำมือแน่นทว่าก็ไม่ได้ยินเสียงร้องโอดครวญออกมาอีกเช่นเดิม
เสียงนกร้องและแสงแดดอ่อนลอดเข้ามาทางหน้าต่างห้องของตำหนักร้อยไหมที่หันไปยังบูรพทิศทำให้จางลี่รู้สึกตัวขึ้นมาท่ามกลางความเ็ปรวดร้าวบนแผ่นหลัง แต่สิ่งแรกที่นางเห็นเมื่อลืมตาคือหลู่อ๋องหลี่เจี๋ยซึ่งยืนที่หน้าต่างห้องขณะกำลังมองออกไปยังเวิ้งน้ำด้านนอกที่โอบล้อมตำหนักร้อยไหม นางยังนอนคว่ำบนเตียงและขยับตัวไม่ได้มากนัก รู้เพียงว่าร่างกายที่มีผ้าไหมบาง ๆ ปกปิดอยู่นั้นเจ็บร้าวไปหมด จางลี่มองไปรอบ ๆ ไม่เห็นใครแม้แต่หลินเจิน นางต้นห้องคนสนิท ความกลัวแล่นเข้าจับใจอีกครั้งแต่เมื่อกำลังจะหลับตากลับได้ยินเสียงทรงอำนาจดังขึ้น
“เ้าฟื้นแล้วหรือ น้องพี่?”
หลี่เจี๋ยก้าวเข้ามาและหย่อนกายลงนั่งข้าง ๆ ดวงตาดำยาวรีจับจ้องบนดวงหน้าสีกุหลาบโดยปราศจากรอยยิ้ม จางลี่หาได้ยินดีไม่ นางไม่ปรารถนาเห็นหน้าพระญาติผู้พี่ ผู้ซึ่งได้ชื่อว่าจะเป็พระสวามีของนาง อ๋องแคว้นหลู่สมญาพยัคฆ์ขาวรูปงามแท้แล้วจิตใจอำมหิตยิ่งนัก
“เมื่อคืนนี้ข้ามิได้หลับเลยรู้ไหม...กายเ้าร้อนดั่งไฟ และข้าต้อง...ป้อนยาให้เ้าทั้งคืน”
หลู่อ๋องไล้ปลายนิ้วหยาบแกร่งบนปลายคางมน ั์ตาคู่นั้นหาได้ฉายแววแห่งความอารีย์ดังคำพูดที่เปล่งออกมาไม่ จางลี่เม้มปาก นางอยากขยับตัวหลีกห่างแต่ทำไม่ได้นอกจากยิ้มขื่น
“ใยพระองค์จึงมิทรงปล่อยให้หม่อมฉันตายไปเสียั้แ่อยู่ในคุก”
“ข้าจักทำเช่นนั้นได้เยี่ยงไร อย่าลืมว่าเ้าเป็ของบรรณาการที่พระปิตุลาอุตส่าห์ส่งมาให้ข้าได้รื่นรมย์ ที่สำคัญเ้าก็ยังมิได้เข้ารับตำแหน่งหวางเฟยแคว้นหลู่”
“เพื่อให้เสด็จพ่อของหม่อมฉันเชื่อใจ ก่อนพระองค์กักขังหม่อมฉันไว้ในตำหนักร้อยไหมตลอดชีวิตใช่หรือไม่เล่าเพคะ”
“อิสระของเ้าขึ้นอยู่กับคำบัญชาของข้า!”
หลู่อ๋องเสียงกร้าวและเผลอบีบไหล่บอบบางของจางลี่หากนางเก็บกลั้นไม่ยอมร้องออกมานอกจากนิ่วหน้าและนั่นเองทำให้หลี่เจี๋ยหยัดยิ้ม
“เ้ามิชอบที่นี่หรือ รู้หรือไม่ว่าตำหนักแห่งนี้คือหนึ่งในสิ่งก่อสร้างงดงามที่สุดของแคว้นหลู่และหามีที่ใดเทียบเท่าตำหนักร้อยไหมแม้แต่แคว้นฉีก็หามีไม่”
“บ้านเมืองหม่อมฉันหาได้มีสิ่งน่ากลัวเช่นนี้ ใต้ตำหนักวิจิตรของพระองค์มีจระเข้เต็มไปหมด”
“เพราะบ้านเมืองของเ้าปราศจากหัวใจ! รู้หรือไม่ว่าใต้ตำหนักแห่งนี้เต็มไปด้วยโครงกระดูกของเชลยศึก พวกที่มันมารุกรานบ้านเมืองของข้า”
“สุสาน...ที่นี่เป็สุสานเช่นนั้นหรือเพคะ”
