แลเห็นทุกคนมีท่าทีร้อนใจ กู้ซิ่วไฉอดรู้สึกหวาดหวั่นในใจไม่ได้ ถึงแม้วันนั้นท่านหมอเหยาจะบอกว่าชายชราผู้นั้นไม่ได้เป็อันใดมาก ทว่าพวกเขาไม่ได้อยู่รอจนเขาฟื้นขึ้นมา เช่นนี้แล้วจะแน่ใจได้อย่างไรว่าชายชราผู้นั้นหายดีแล้ว หรือว่าเป็อันใดไปแล้ว เป็เพราะความชะล่าใจ ซ้ำก่อนกลับยังไม่ได้ไปดูอาการของเขาที่โรงหมอซ้ำอีกครั้ง เวลานี้จึงอดเกิดความรู้สึกกลัวขึ้นมาไม่ได้
หวางซื่อและเจียงซื่อมาที่บ้านสกุลกู้เช่นเดียวกัน ทว่ามิได้มาช่วย แต่มาเพื่อรอชมเื่สนุก ด้านหลังคือผู้เฒ่าหยวนกับหยวนเหล่าต้าที่กำลังรีบเดินตามมา
“ข้าบอกแล้วว่าสักวันเ้าหกต้องนำภัยมาสู่สกุลกู้ สกุลกู้เลี้ยงตัวโชคร้ายเอาไว้ในบ้านโดยแท้” เจียงซื่อได้ทีซ้ำเติม
ชาวบ้านผู้หนึ่งซึ่งยืนอยู่ด้านข้างมองอย่างไม่เชื่อสายตาตนเอง “ในหมู่บ้านแห่งนี้ใครจะพูดประโยคนี้ก็ได้ทั้งสิ้น ยกเว้นเพียงแต่เ้า เดิมทีคนที่ควรแต่งเข้าสกุลกู้ไม่ควรเป็เ้าหก แต่ใครกันเล่าที่ให้เ้าหกแต่งแทน…”
หญิงชาวบ้านผู้หนึ่งกล่าวยังไม่ทันพูดจบประโยคดี ชาวบ้านอีกคนซึ่งเป็บุรุษเอ่ยออกมา “เวลานี้เ้าหกมีชื่อแล้ว ชื่อว่าเจินเจิน”
หญิงชาวบ้านผู้นั้นพยักหน้า “ใช่ๆ พวกเ้ามันหน้าไม่อาย ให้เจินเจินสลับการแต่งงานกับเ้าใหญ่แล้ว เวลานี้ยังมีหน้ามาพูดเช่นนี้อีก ไม่ละอายใจบ้างเลยหรืออย่างไร”
“ข้าว่าความละอายของนางคงจะลืมทิ้งไว้ในท้องมารดากระมัง ฮ่าๆ”
ชาวบ้านแถวนั้นพากันหัวเราะออกมา ทำเอาใบหน้าเจียงซื่อถึงกับแดงจัดด้วยความอับอายแกมโมโห
“หากพวกเ้าพูดจาไม่เป็ก็ไม่ต้องพูด!” หวางซื่อด่าทอชาวบ้านเหล่านี้แทนสะใภ้ใหญ่ เจียงซื่อถือโอกาสนี้เข้าไปหลบหลังแม่สามี
ผู้ใหญ่บ้านทนฟังต่อไปอีกไม่ไหวตวาดใส่คนเหล่านี้ “นี่มันเวลาใดแล้ว ใช่เวลามาทะเลาะกันหรือ!”
“ผู้ใหญ่บ้าน ถึงแม้นางจะไม่ควรพูดเช่นนี้ ทว่าที่พูดมาใช่จะไม่มีเหตุผล ข้าว่าพวกเราเรียกเจินเจินออกมาดีหรือไม่ ท่านจะให้พวกเราเดือดร้อนกับนางไปด้วยหรือ” ชาวบ้านคนหนึ่งกล่าวออกมา
“นั่นน่ะสิ”
“ข้าว่าเรียกให้เ้าหกออกมาดีกว่า”
“ท่านปกป้องนางเช่นนี้ ต่อไปหากนางสร้างเื่ให้พวกเราขึ้นอีกจะทำเช่นไร”
ในเวลาเดียวกันหยวนเหล่าเอ้อร์จูงมือพาบุตรสาวเดินออกมาจากห้องด้านหลังเพื่อมาดู เขาเอาหลังแนบชิดติดกับขอบประตู มองไปยังชาวบ้านที่อยู่หน้าบ้านด้วยสายตาเ็า ก่อนจะเลื่อนสายตาไปยังกู้ซิ่วไฉ
“ท่านพ่อ พวกเขาคิดจะให้ท่านกับท่านแม่ไล่ข้าไปหรือ” เจินเจินฟังอยู่สักครู่แล้วจึงเอียงคอถามอย่างสงสัย
“พวกเขาไม่ได้จะไล่เ้าไป แต่้าให้เ้าออกไปรับผิด” หยวนเหล่าเอ้อร์ก้มหน้าลงไปอธิบายกับบุตรสาว
“รับผิด? รับผิดเื่ใดหรือ?” เจินเจินถามอย่างไม่เข้าใจอีกครา
หยวนเหล่าเอ้อร์อธิบายให้ฟัง “เ้ายังจำชายชราที่เ้ากับกู้อวี้ช่วยไว้บนเขาได้หรือไม่ พวกเขาบอกว่าชายชราผู้นั้นตายแล้ว ญาติของคนผู้นั้นเลยจะมาคิดบัญชีกับเ้า” กล่าวจบกวาดสายตาหันไปเห็นว่ากู้อวี้กำลังเลื่อนล้อรถเข็นพาตัวเองไปหาชาวบ้านกลุ่มนั้น
เจินเจินส่ายศีรษะ “จะเป็ไปได้อย่างไร คุณปู่ผู้นั้นไม่มีทางตาย พวกเขาพูดโกหก” นางเป็ถึงโสมที่มีอายุหลายพันปี นางต้มน้ำแกงโสมให้ชายชราผู้นั้นดื่มแล้ว แล้วชายชราผู้นั้นจะตายได้อย่างไร เป็ไปไม่ได้ อย่างไรก็ไม่มีทางเป็ไปได้!
หยวนเหล่าเอ้อร์ไม่ได้สงสัยเลยแม้แต่น้อยว่าไฉนบุตรสาวถึงได้มีท่าทีมั่นใจถึงเพียงนี้ ได้แต่เออออตาม “ใช่แล้ว พวกเขาโกหก”
“ทุกคนไม่ต้องพูดแล้ว หากมีอะไรเกิดขึ้นก็ไม่เกี่ยวข้องอันใดกับเจินเจินทั้งสิ้น อวี้เอ้อร์เป็คนช่วยชายชราผู้นั้นเอาไว้ หากญาติของเขาจะมาเอาเื่ก็ต้องมาเอาเื่กับสกุลกู้ เจินเจินเพิ่งจะอายุแค่สี่ขวบ นางยังไม่รู้ความ แล้วพวกเขาจะโทษว่าเป็ความผิดของนางได้อย่างไร” กู้ซิ่วไฉกล่าวเสียงสูงกับชาวบ้านทุกคน
ผู้ใหญ่บ้านรวมถึงชาวบ้านฟังแล้วมีสีหน้าร้อนใจ กู้ซิ่วไฉผู้นี้ดีไปหมดทุกอย่าง เสียอย่างเดียวคือซื่อตรงเกินไป ขณะที่ชาวบ้านกำลังจะพูดเตือน กู้อวี้ก็เลื่อนล้อรถเข็นพาตัวเองมาหยุดอยู่เบื้องหน้าทุกคนแล้วกล่าวว่า “สกุลกู้ของข้าต้องขอขอบคุณในความเป็ห่วงเป็ใยของทุกคนมาก แต่ข้าอยากขออธิบายสักเล็กน้อย วันนั้นเจินเจินเป็คนช่วยชีวิตชายชราผู้นั้นเอาไว้ ไม่ใช่คนทำร้าย ไม่รู้ว่าข่าวลือนี้มาจากผู้ใด แต่คนเราทำสิ่งใด์ล้วนเห็นอยู่ในสายตาทั้งสิ้น ใครทำสิ่งใดเอาไว้สักวันต้องได้รับสิ่งนั้นตอบแทนอย่างแน่นอน ข้าจึงอยากจะขอเตือนคนที่สร้างข่าวลือนี้ว่าให้ระวังตัวเอาไว้ให้ดี
“ถึงแม้เวลานี้ข้าจะไม่ทราบว่าอาการของชายชราผู้นั้นเป็อย่างไร แต่ก็หวังว่าเขาจะหายดี แม้หากไม่เป็เช่นที่หวัง คนสกุลกู้ย่อมทำอะไรเปิดเผย เมื่อไม่ได้ทำผิดก็ไม่ต้องกลัวว่าผีจะมาเคาะประตูตอนกลางดึก และไม่กลัวเ้าหน้าที่ทางการมาเคาะประตูตอนกลางวันเช่นกัน ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็เช่นไร จะดีหรือร้ายพวกเราล้วนยอมรับ ท่านพ่อของข้าพูดถูก เจินเจินเพิ่งจะอายุแค่สี่ขวบเท่านั้น นางรู้เพียงว่าหากเจอคนเจ็บก็ต้องช่วยเหลือ ยังไม่รู้ความด้วยซ้ำว่าหากทำเช่นนี้ส่งผลดีหรือผลเสียต่อตนเอง อีกอย่างนางไม่ใช่ตัวโชคร้าย กลับกันยังเป็เด็กหญิงที่จิตใจดีมาก ดังนั้นหากมีอะไรเกิดขึ้น ข้าจะขอรับเอาไว้แต่เพียงผู้เดียว”
จบประโยคนี้ทุกคนต่างเงียบไม่กล่าวคำใดออกมา บางคนทำท่าจะพูดบางอย่าง หากก็มิทราบว่าควรต้องพูดว่าอะไร
“ช่างเป็คนดีเหลือเกิน” หยวนเหล่าเอ้อร์พึมพำเสียงเบา
เจินเจิน “อืม…”
“ไปเถิด พวกเรากลับไปคัดอักษรต่อ หากยังอยู่ตรงนี้ต่อประเดี๋ยวจะคัดไม่เสร็จ” หยวนเหล่าเอ้อร์จูงมือบุตรสาวกลับเข้าไปในบ้าน เื่นี้ปล่อยให้บิดาและบุตรชายสกุลกู้ช่วยจัดการเถิด พวกเขาพ่อลูกอย่าออกไปเลย
เพียงแค่นึกถึงอักษรที่เหลือซึ่งยังรอให้นางกลับไปคัด เจินเจินก็ถึงกับคอตกอย่างซึมเซา ยอมให้บิดาจูงมือพาเข้าไปในบ้านแต่โดยดี มีเื่สนุกแต่ไม่อาจอยู่ชมได้ ไฉนชีวิตปีศาจโสมอย่างนางถึงได้น่าเศร้าเช่นนี้หนอ
ทั้งคู่เพิ่งจะกลับเข้าไปในห้องได้ไม่นาน รถม้าของพวกหลิ่วตี๋ก็มาหยุดอยู่หน้าบ้านสกุลกู้ ชาวบ้านทุกคนเห็นแล้วรีบเข้าไปบังหน้ากู้ซิ่วไฉอย่างปกป้อง
หยวนเหล่าต้ากลอกตาหมุนคิดอยู่ชั่วครู่ จากนั้นรีบวิ่งตรงไปยังรถม้า “คุณชายท่านนี้ ท่านคือญาติของชายชราที่ประสบอุบัติเหตุที่นี่ใช่หรือไม่ เื่นี้ไม่ได้เกี่ยวข้องอันใดกับสกุลกู้เลยแม้แต่น้อย ทั้งหมดเป็ฝีมือเ้าหกแต่เพียงผู้เดียว คำพูดที่สกุลกู้พูดมาเมื่อครู่นี้ท่านอย่าได้หลงเชื่อ พวกเขาเป็คนดีเลยคิดจะรับผิดแทน เป็เพราะเห็นว่าวันนั้นไม่มีพยานคนอื่นรู้เห็น กู้อวี้ถึงได้กล่าวเช่นนี้ออกมา แต่อย่างไรเสียท่านอย่าได้กล่าวโทษเขา ที่เขากล่าวเช่นนี้ก็เพื่อปกป้องเ้าหก”
มีโอกาสที่จะได้เหยียบย่ำบ้านรองทั้งที หยวนเหล่าต้าจะพลาดได้อย่างไร หากบ้านรองจบสิ้น รถเทียมล่อก็จะตกเป็ของเขา รวมถึงสินเดิมที่ถูกอีกฝ่ายยึดเอาไปก่อนหน้านี้ด้วยเช่นกัน ถึงแม้อีกฝ่ายจะถูกให้แยกบ้านออกไปแล้ว ทว่าพวกเขาก็ยังมีความเกี่ยวข้องกันทางสายเื วันหนึ่งหากบ้านรองเป็อันใดไปก็สามารถเอาทรัพย์สินของบ้านรองมาเป็ของตน คนในหมู่บ้านจะว่าอะไรได้ หยวนเหล่าต้าดีดลูกคิดรางแก้ววางแผนอยู่ในใจ
หลิ่วตี๋หยุดฝีเท้า คลี่พัดแล้วพัดให้ตนเองเบาๆ ในดวงตาเรียวรีประหนึ่งสุนัขจิ้งจอกแฝงไปด้วยรอยยิ้ม ท่าทางดูเหมือนคุณชายเ้าสำราญไม่ผิดเพี้ยน ท่าทางเช่นนี้แม้แต่บุรุษด้วยกันเห็นแล้วก็ยังอดใจเต้นด้วยความหวั่นไหวมิได้
“เอ๋ ไม่ทราบว่าท่านคือ?”
“เขาคือท่านลุงของเ้าหก” หนึ่งในชาวบ้านกล่าวตอบ
สีหน้าหยวนเหล่าต้าเปลี่ยนไปทันใด ขณะกำลังจะปฏิเสธ หลิ่วตี๋กลับเอ่ยออกมาเสียก่อนว่า “ในเมื่อท่านคือท่านลุงของเด็กหญิงผู้นั้นก็แปลว่าท่านคือหัวหน้าครอบครัวของนาง เช่นนั้นข้าคุยกับท่านแทนก็แล้วกัน”
หยวนเหล่าต้ารีบโบกไม้โบกมือปฏิเสธเป็พัลวัน “มิใช่ ข้าไม่ใช่หัวหน้าครอบครัว บิดาของข้าต่างหาก”
ผู้เฒ่าหยวนซึ่งเพิ่งถูกโยนเผือกร้อนมาให้พลันยกมือฟาดไปที่ตัวบุตรชายยกใหญ่ จากนั้นถึงค่อยหันไปโค้งขออภัยแก่หลิ่วตี๋ “คุณชายคงไม่ทราบ ครอบครัวของเ้าหกได้แยกบ้านออกไปแล้ว นับั้แ่วันที่บิดาของนางแยกบ้านออกไป ข้ากับบุตรชายคนรองก็ไม่มีความเกี่ยวข้องอันใดกันอีก ดังนั้นข้ากับเ้าหกจึงไม่มีความเกี่ยวข้องกันแล้ว”
“ที่แท้ก็เช่นนี้เองหรือ” หลิ่วตี๋จงใจลากเสียงยาวเป็พิเศษ ก่อนจะกล่าวต่อ “ในเมื่อเป็เช่นนี้เช่นนั้นของตอบแทนที่ข้านำมาด้วยก็คงไม่ต้องแบ่งให้ท่าน ใครก็ได้ ไปยกของลงมา!”
จบประโยคนี้ ชายชราผู้หนึ่งก้าวลงมาจากรถม้า ตามด้วยคนขับรถม้าและองครักษ์ที่ช่วยกันขนของลงมา แล้วขนนำไปวางกองเอาไว้ในบ้านสกุลกู้ เป็หีบไม้หลายหีบด้วยกัน แม้จะมองไม่เห็นสิ่งของที่อยู่ภายในหีบ ทว่าทุกคนก็ได้เห็นผ้าไหมที่ถูกนำมากับหีบเ่าั้ด้วย ทำให้เดาได้ไม่ยากว่าของที่อยู่ในหีบน่าจะเป็ของมีค่า ไม่รู้ว่าทั้งหมดนี้นับเป็เงินเท่าใด
ผู้เฒ่าหยวนและครอบครัว “…”
พวกเขารู้สึกเจ็บใจยิ่งนัก เดิมทีจะมีโอกาสได้เป็เ้าของของมีค่าเหล่านี้อยู่แล้วแท้ๆ!
