ชายหน้ากากรากษสพยายามรวบรวมพลังิญญาอีกครั้ง แต่กลับพบว่าไม่อาจรวบรวมพลังิญญาได้ เขาจึงกลืนยาบำรุงปราณลงไปอีกเม็ด แต่น่าเสียดายที่ไร้ผล
ในตอนนี้ชายหน้ากากรากษสเปรียบเสมือนถังน้ำรั่ว รูพรุนเต็มไปหมด ไม่ว่าจะเติมพลังิญญาเข้าไปเท่าใดก็มีแต่จะรั่วไหลออกไปเท่านั้น
ชายหน้ากากรากษสเริ่มรู้สึกหมดแรง เขาก้าวโผเผไปอีกสองก้าว แล้วชี้นิ้วไปที่ลู่เต้าด้วยน้ำเสียงอ่อนแรง “เ้า…”
‘สองก้าว สามก้าว’ ลู่เต้าจำได้ขึ้นใจ เขาจึงเตือนอีกฝ่ายด้วยความหวังดี “เ้าโดนพิษเจ็ดก้าวมรณา อย่าเดินอีก มิเช่นนั้นพิษจะแล่นเข้าสู่หัวใจ แม้แต่เซียนก็ช่วยไม่ได้แล้ว!”
ชายหน้ากากรากษสไม่สนใจคำพูดของเขา เมื่อเห็นว่าวาจาไร้ผลก็เหมือนคนบ้า ชักกริชออกมาโจมตีลู่เต้าทันที!
‘สี่ก้าว ห้าก้าว หกก้าว…’
ในตอนท้าย ชายหน้ากากรากษสก้าวขาแทบไม่ออก เขากุมคอราวกับหายใจไม่ออก คุกเข่าลงกับพื้นดิ้นรนด้วยความเ็ป โชคดีที่ก้าวสุดท้ายที่ร้ายแรงที่สุดยังไม่ได้เหยียบลงไป
“ยา…แก้พิษ…” พิษเริ่มออกฤทธิ์ ชายหน้ากากรากษสรู้สึกเหมือนมีมีดกรีดในท้องอย่างทรมาน
“อย่าหาว่าข้าไม่เตือนใช่หรือไม่เล่า” ลู่เต้าเป่าลมใส่กำปั้น เตรียมพร้อมที่จะสั่งสอนอีกฝ่ายให้สาสม ทว่าในตอนนี้ หงฮวากลับวิ่งมาทางท่าเรือพร้อมกับคันเบ็ดในอ้อมแขน นางหอบหายใจ แต่ใบหน้ากลับเปี่ยมไปด้วยความตื่นเต้น
“ข้าแย่งมาได้แล้ว! ข้าแย่งมาได้แล้ว!” หงฮวากอดคันเบ็ดสามคันในอ้อมแขนไว้แน่นพลางะโด้วยความดีใจ
“เยี่ยมมาก!” ลู่เต้าก็ดีใจไม่น้อย เขาโบกมือให้นางไม่หยุด “ข้าหาเรือเจอแล้ว! รีบไปกันเถอะ!”
ได้คันเบ็ดมาแล้ว มีเรือแล้ว ตอนนี้จะไม่ไปก็คงไม่ได้ ในตอนนั้นลู่เต้าไม่แม้แต่จะสนใจชายหน้ากากรากษส เขาคิดจะฉวยโอกาสนี้รีบไปจุดตกปลาทันที
ชายหน้ากากรากษสที่ล้มลงกับพื้นเห็นท่าไม่ดี จึงคว้าขาของลู่เต้าไว้แน่น แล้ววิงวอน “เดี๋ยวก่อน…ยาแก้พิษ…ขอร้อง…”
ในเวลานี้ ผู้คนมากมายที่แย่งคันเบ็ดมาได้ก็พากันวิ่งมาที่ท่าเรือ ลู่เต้าเห็นอีกฝ่ายพุ่งเข้ามามากมายหลายคนด้วยท่าทางดุร้ายก็ใไม่น้อย เขาไม่อยากเสียเวลาใน่เวลาสำคัญเช่นนี้ จึงล้วงขวดสีขาวขนาดเล็กที่ปิดผนึกด้วยผ้าสีแดงออกมาจากอก ภายในขวดบรรจุยาแก้พิษเจ็ดก้าวมรณาเอาไว้
หลังจากจัดการกับเจี่ยเหยียนอันแล้ว ลู่เต้าเคยค้นห้องของเขา ยาแก้พิษนี้เป็หนึ่งในของที่เขาค้นพบ
เมื่อดึงจุกผ้าสีแดงออก ลู่เต้าโยนยาเม็ดสีดำเม็ดหนึ่งลงบนพื้น “อย่าให้ข้าเจอเ้าอีก!”
เมื่อชายหน้ากากรากษสที่กำลังทรมานเห็นยาแก้พิษตกอยู่บนพื้น ดวงตาทั้งสองข้างก็เปล่งประกาย เขาปล่อยขาของลู่เต้า แล้วกลืนยาเม็ดที่เปื้อนโคลนและหญ้าลงไปราวกับสุนัขที่ไม่คิดสนใจภาพลักษณ์อีกแล้ว
เพื่อประหยัดเวลา ลู่เต้าจึงะโขึ้นเรือลำสุดท้าย แล้วแกะเชือกที่ผูกเอาไว้ ตอนนี้ทุกอย่างพร้อมแล้ว เหลือเพียงรอหงฮวาขึ้นมาเท่านั้น
คนที่อยู่ไกลๆ ออกไปคงเห็นว่าเหลือเรือลำเดียว จึงะโด้วยโทสะ “อย่าปล่อยให้ผู้หญิงคนนั้นเอาไปได้!”
เมื่อหงฮวาได้ยินเช่นนั้นก็หันกลับไปมองด้วยความใ นางเห็นทุกคนจ้องมองมาที่ตนด้วยแววตาอาฆาต! นางสะดุดล้มลงกับพื้น
“อาฮวา!” ลู่เต้าร้องเสียงหลงด้วยความใ
ไม่นาน หงฮวาก็พยายามลุกขึ้นยืนวิ่งต่อไป เมื่อผู้ที่ไล่ตามมาเห็นหงฮวาล้มลงกับพื้นก็ดีใจยิ่งนัก พวกเขาฉวยโอกาสนี้ลดระยะห่างลงอย่างมาก
เมื่อไล่ตามมาถึงท่าเรือ คนที่อยู่ข้างหน้าก็อยู่ห่างจากหงฮวาเพียงไม่กี่ก้าว เมื่อเห็นเช่นนั้นลู่เต้าก็ะโอย่างร้อนใจ “ะโมาเลย!”
“อะไรนะ” หงฮวาถามอย่างตกตะลึง
“ะโมาเถอะ! ข้าจะรับเ้าเอง!”
“ได้!” หงฮวาไม่ลังเล เมื่อมาถึงขอบท่าเรือ นางก็หลับตา แล้วะโลงไปพร้อมกับคันเบ็ด ลู่เต้ากางแขนออกรับนางไว้ได้อย่างมั่นคง
“ดูข้าสิ!” ลู่เต้ากอดหงฮวาไว้ในอ้อมแขน เขาใช้เท้าข้างหนึ่งยันขอบท่าเรือ แล้วออกแรงถีบสุดแรง เรือลำเล็กก็แล่นออกจากฝั่งอย่างเร็วรวดราวกับกำลังโผบิน
คนที่อยู่บนฝั่งเห็นว่าเรือเพียงลำเดียวถูกคนแล่นออกไปแล้ว บางคนก็เดือดจนแทบคลั่ง ส่วนคนที่ไม่ยอมแพ้ก็ก้มลงเก็บก้อนหินปาใส่เรือลำนั้น
บางคนเห็นว่าหมดโอกาสที่จะตกปลากระดี่มุกดำแล้ว ก็หันหลังเดินไปทางป่าผีคร่ำครวญโดยไม่ละล้าละลังใจ
คนทั้งสองที่ขึ้นเรือได้สำเร็จเห็นว่าผู้คนบนฝั่งโกรธแค้นถึงเพียงนี้ก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้ ระหว่างนั้นหงฮวาเพิ่งรู้สึกตัวว่าตัวเองยังคงอยู่ในอ้อมกอดของลู่เต้า ใบหน้าพลันแดงก่ำ นางผลักเขาออกแล้วเดินเข้าไปในห้องโดยสารด้วยความขวยเขิน
ลู่เต้าไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ถึงแม้ว่าด่านแรกจะน่าหวาดเสียว แต่เขาก็ผ่านมาได้สำเร็จ ในใจจึงรู้สึกดีใจ จึงไม่ได้คิดมาก เขาร้องเพลงออกมาอย่างมีความสุข พร้อมกับใช้ไม้ไผ่สีเขียวสดในมือพายเรือมุ่งหน้าไปที่ไม้ัอย่างช้าๆ
ไป๋เสียเอ่ยข้างหูเขาด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ “คนแคว้นกิเลนขึ้นชื่อเื่ความแค้น เ้าไม่ควรให้ยาแก้พิษกับเขา!”
“ช่างเถอะ ให้แล้วก็แล้วไปเถอะ ยิ่งไปกว่านั้นตอนนี้เขาก็ไม่มีเรือมาขัดขวางเราแล้ว ไม่เห็นต้องกังวลเลย”
“หึ...หวังว่าจะเป็เช่นนั้น!”
บนฝั่ง ผู้คนค่อยๆ สลายตัวไปพร้อมกับเรือลำสุดท้ายที่แล่นออกไป ชายหน้ากากรากษสยังคงได้รับผลกระทบจากพิษเจ็ดก้าวมรณาอยู่ เขาจึงนอนหมอบอยู่บนพื้นโดยไม่ขยับเขยื้อนต่อหน้าธารกำนัล ผู้คนต่างมองเขาเป็ตัวตลก
ชายหน้ากากรากษสที่รู้สึกอับอายอย่างที่สุดหลั่งน้ำตาแห่งความอัปยศออกมาภายใต้หน้ากาก เขาแค้นเคือง “ผู้ใดกล้าล่วงเกินแคว้นกิเลนอันยิ่งใหญ่ของข้า...ข้าจะจดจำความแค้นนี้ไว้!”
ลู่เต้าพายเรืออย่างแข็งขัน เขาหันไปยิ้มให้หงฮวา “ไม่มีใครแย่งคันเบ็ดของเ้าแล้ว ผ่อนคลายหน่อยก็ได้”
หงฮวาเพิ่งรู้สึกตัวว่าตัวเองยังคงกอดคันเบ็ดไว้แน่น นางที่หน้าแดงปล่อยมือออก จากนั้นลู่เต้าก็ถามต่อ “พวกเรามีกันแค่สองคน ทำไมถึงหยิบมาสามคันเล่า”
หงฮวาเอ่ยเสียงเบาด้วยความเขินอาย “ตอนนั้นรีบแย่งมากเกินไป พอหยิบได้ก็รีบวิ่งเลย ไม่ได้นับ”
“ไม่เป็ไร มีมากกว่าหนึ่งคันก็มีโอกาสมากกว่า” ลู่เต้าพลันชี้นิ้วไปข้างหน้าด้วยรอยยิ้ม “ดูสิ! พวกเรามาถึงแล้ว!”
หงฮวาหันไปมอง นางเห็นต้นไม้ขนาดมหึมาที่ไม่มีเรือนยอด ลำต้นโค้งงอราวกับัั์หยั่งรากตั้งตระหง่านอยู่กลางทะเลสาบ ถึงแม้ต้นไม้ัจะตายไปแล้ว แต่บนลำต้นก็ยังมีเถาวัลย์เลื้อยพัน ส่วนที่อยู่ใกล้ผิวน้ำก็มีตะไคร่น้ำขึ้นเต็ม ตะไคร่น้ำเหล่านี้ดึงดูดปลาเล็กปลาน้อยให้มากินเป็อาหาร ส่วนปลาตัวใหญ่ก็จะกินปลาเล็กปลาน้อยเหล่านี้เป็อาหาร ในที่สุดก็ถูกจับมาเป็อาหารจานเด็ดบนโต๊ะอาหาร
ลำต้นที่ตายไปแล้วกลายเป็ผืนดินผืนใหม่ที่หล่อเลี้ยงชีวิตมากมาย
ต้นไม้ัคู่ชีวิตของัดำในอดีต ปัจจุบันพลังปีศาจได้จางหายไปตามกาลเวลา ตอนนี้กลับดูขลังและศักดิ์สิทธิ์นัก
เรือลำเล็กของผู้เข้าแข่งขันต่างก็มารวมตัวกันอยู่ใกล้ๆ ต้นไม้ัที่โค้งงอ เนื่องจากปลากระดี่มุกจะออกมาหากินในตอนกลางคืนเท่านั้น พวกเขาจึงเตรียมคันเบ็ดและเหยื่อที่จะใช้ในคืนนี้ไว้บนเรือ
ตอนแรกผู้เข้าแข่งขันคิดว่าจะไม่มีคู่แข่งคนใหม่เข้ามาอีก ดังนั้นเมื่อลู่เต้าพายเรือเข้ามา พวกเขาก็รู้สึกประหลาดใจไม่น้อย สายตาของทุกคนต่างจับจ้องไปที่คนทั้งสองที่เข้ามาเป็คนสุดท้าย
หงฮวาไม่คุ้นเคยกับการถูกจับจ้องเช่นนี้ นางจึงดูไม่ค่อยสบายใจนัก ส่วนลู่เต้ากลับถูกต้นไม้ขนาดมหึมาดึงดูดความสนใจไปจนหมดสิ้น เขาไม่รู้ตัวเลยว่าตัวเองได้กลายเป็จุดสนใจไปแล้ว
ในเวลานี้ สายตาของเขาจับจ้องไปที่ลำต้นขนาดมหึมาที่โค้งงอราวกับัั์ เขาอดถอนหายใจไม่ได้ “โอ้โห…ส่วนที่ถูกตัดทิ้งไปยังใหญ่โตขนาดนี้ หากสมบูรณ์คงจะใหญ่โตน่าดู”
