แต่ทันใดนั้นกลับมีเสียงของใครบางคนดังขึ้นอย่างตื่นตระหนก "ท่านโม่เฉิง เผ่ามนุษย์ที่ถูกจับมาได้หลบหนีออกไปแล้ว!"
ฉินเหวินเทียนที่กำลังจะลงมือสังหารไป๋เฉินก็หยุดชะงัก พลังปราณสีเทาที่หมุนเวียนพร้อมทั้งอักขระ 吞 กลางขม่อมเลือนรางไป มันหันไปทางต้นเสียงด้วยทีท่าสุขุมและมิได้ตื่นตระหนก "เกิดอะไรขึ้น?"
บุคคลที่เพิ่งจะเข้ามาพลันคุกเข่าลง "ท่านโม่เฉิง เผ่ามนุษย์สายเืตระกูลโบราณและสี่มหาอำนาจรวมหัวกันแหกคุก แต่ไม่มีร่องรอยของการต่อสู้และใช้พลังกายในการหลบหนีแม้แต่น้อย"
ฉินเหวินเทียนที่ได้ยินก็ยิ่งสับสน คุกใต้ดินเป็คุกที่มิอาจใช้ปราณได้ แล้วเผ่ามนุษย์จะหลบหนีไปได้อย่างไร?
ด้วยความสงสัยมันจึงจ้องมองตาเขม็งไปยังโม่หลินพร้อมกับถามอย่างตรงไปตรงมา "โม่หลิน เ้าเป็ผู้ที่ปลดปล่อยมนุษย์พวกนั้นออกมาใช่หรือไม่?"
เนื่องจากว่าโม่หลินเป็คนเดียวที่ถือครองกุญแจคุกใต้ดิน และเผ่ามนุษย์ก็มิอาจใช้พลังปราณได้ คำตอบเดียวที่เหลืออยู่คือโม่หลินเป็ผู้ที่ปลดปล่อยเผ่ามนุษย์ออกมาจากคุกใต้ดินด้วยความตั้งใจของเขาเอง!
การแสดงออกของโม่หลินยังคงเรียบเฉย เขาส่ายหน้าเบาๆและกล่าวว่า "ไม่ ข้าไม่ได้ทำอะไรกับคุกใต้ดินทั้งนั้น"
แต่ฉินเหวินเทียนที่ดูเหมือนไม่เชื่อก็เริ่มที่จะตีโพยตีพาย "พวกมันใช้ปราณไม่ได้! แล้วพวกมันจะแหกคุกออกไปได้อย่างไร!?"
ดูเหมือนมันจะปักใจเชื่อไปแล้วว่าโม่หลินอาจจะกำลังช่วยเหลือเผ่าพันธุ์มนุษย์อย่างลับๆ
จู่ๆชายชุดดำที่ตัวสั่นเดินเข้ามายืนอยู่ต่อหน้าฉินเหวินเทียนและกล่าวขึ้น "ท่านโม่เฉิง ข้าเกรงว่าอาจจะไม่ใช้ความผิดของท่านโม่หลิน"
หางตาของฉินเหวินเทียนชำเลืองชายชุดดำและแสดงสีหน้าสับสน "เ้าหมายถึงอะไร?"
ชายชุดดำใช้สองมือหยิบบางอย่างออกมา ก่อนจะยื่นเหล็กขนาดใหญ่ให้แก่ฉินเหวินเทียนอย่างนอบน้อม "พวกเราพบสิ่งนี้ในแม่กุญแจห้องขัง บางทีอาจจะเป็สิ่งนี้ที่ทำให้พวกมนุษย์หลบหนีไปได้"
ฉินเหวินเทียนเหลือบมองอย่างสงสัย ก่อนจะหยิบวัตถุขึ้นมาดู
หลังจากตรวจสอบ มันก็เข้าใจทุกอย่างโดยพลัน ปรากฏว่าสิ่งที่ค้างคาอยู่ในแม่กุญแจขนาดใหญ่คือโลหะที่ผ่านการดัดให้โค้งงอพอจะสอดเข้าไปในรูแม่กุญแจได้
มันอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ "มันใช้โลหะนี้สะเดาะแม่กุญแจงั้นรึ?... คิดไม่ถึงจริงๆ"
สุดท้ายโม่เฉิงก็ถอนหายใจในขณะดวงตาจ้องมองโม่หลิน มันยิ้มอย่างขมขื่นก่อนจะยื่นแม่กุญแจกลับคืนไป "ขออภัย ข้าเข้าใจเ้าผิดไปแล้ว"
โม่หลินเพียงยืนอย่างนิ่งเฉยและพยักหน้าอย่างไม่ใส่ใจ พลันเก็บเอาแม่กุญแจกลับมา
ฉินเหวินเทียนใช้เวลาไม่นานในการไตร่ตรอง จากนั้นจึงผายมือไปและสั่งการอย่างเด็ดขาด "โม่หลิน นำเทียนโม๋ไปขังไปในคุกใต้พิภพชั้นที่สามและเ้าก็เฝ้ามันห้ามออกมาจากที่แห่งนั้นเป็อันขาด...แล้วข้าจะตามไปทีหลัง"
มันกลัวว่าหากโม่หลินคลาดสายตาอีก ไป๋เฉินอาจจะใช้วิธีการเดียวกันกับเผ่ามนุษย์ที่ทำการสะเดาะกุญแจออกไปก่อนหน้านี้ก็เป็ได้
เนื่องจากว่าก่อนหน้าโม่เฉิงได้สั่งการให้โม่หลินไปจับตัวไป๋เฉินโดยที่ไม่มีใครเฝ้าคุกใต้ดินไว้ นั่นเป็เหตุผลที่เหล่ามนุษย์สามารถหลบหนีออกไปได้
โม่หลินเพียงพยักหน้าอย่างไม่ใส่ใจก่อนจะหันหลังและลากร่างของไป๋เฉินเป็ทางยาวไปกับพื้นโดยไม่ได้สนใจว่าเขาจะมีาแตามตัวมากมายเพียงใด
เมื่อเห็นว่าร่างของโม่หลินหายไปจากระยะสายตา ฉินเหวินเทียนปราดมองบุคคลในชุดสีดำนับร้อยและสั่งการด้วยรอยยิ้มแสยะ "พวกเ้าทั้งหมดแยกย้ายออกตามหาเผ่ามนุษย์และจับพวกมันกลับมาขังตามเดิม ข้า้าให้ทุกอย่างสิ้นสุดลงภายในเวลาหนึ่งชั่วยาม!"
ต้องเข้าใจว่าดินแดนใต้พิภพนั้นเป็สถานที่ไร้ซึ่งทางออก และเผ่ามนุษย์มิอาจใช้พลังปราณได้ นั่นหมายความว่าพวกมันในขณะนี้เป็เพียงนกในกรงเท่านั้น!
หลังจากสั่งการทุกอย่างจนเสร็จสรรพและไม่มีผู้ใดอยู่ภายในห้อง ฉินเหวินเทียนหลับตาลงเข้าสู่สภาวะฌาณก่อนที่ปราณสีดำที่วนเวียนอยู่ในชั้นบรรยากาศบังเกิดหลุมดำขนาดใหญ่ที่มีจุดศูนย์กลางคือตันเถียนที่ส่องประกายแสงสีเทา
ร่างของมันที่นั่งอยู่บนแท่นหินก็ค่อยๆลอยขึ้นเหนือพื้น จากนั้นกลางขม่อมพลันปรากฏแสงสีเทาที่ค่อยๆก่อตัวเป็อักขระ 吞 อย่างช้าๆ
"เคล็ดวิชาตราประทับกลืนกิน!"
สิ้นสุดเสียงพึมพำร่างของฉินเหวินเทียนพลันปกคลุมไปด้วยหมอกสีเทาที่กำลังดูดกลืนควันสีดำรอบๆกายราวกับวาฬกลืนมหาสมุทร แม้แต่ความกดอากาศภายในห้องก็ลดลงจนถึงจุดต่ำสุด
"ระดับปราณ์ขั้นที่ 1!"
"ระดับปราณ์ขั้นที่ 2!"
"ระดับปราณ์ขั้นที่ 3!"
"ระดับปราณ์ขั้นที่ 4!"
"ระดับปราณ์ขั้นที่ 5!"
"ระดับปราณ์ขั้นที่ 6!"
"ระดับปราณ์ขั้นที่ 7!"
"ระดับปราณ์ขั้นที่ 8!"
"ระดับปราณ์ขั้นที่ 9!"
แสงสีเทาหมองหม่นจากจุดตันเถียนค่อยๆเบาบางลง ดวงตาสีเทาค่อยๆเบิกขึ้นก่อนจะถอนหายใจในลักษณะบ่นพึมพำ "ร่างกายของเ้าหนูนี่อ่อนแอก็จริง แต่ความเคียดแค้นและจิตตานุภาพของมันมิอาจประมาทได้เลยจริงๆ"
จากนั้นมันยืนขึ้นด้วยมุมปากที่ขดเป็รอยยิ้ม "เทียนโม๋ เคล็ดวิชาของเ้าเป็ความความสามารถต้องห้ามสำหรับสิ่งมีชีวิตทุกชนิดก็จริง แต่เคล็ดวิชาของข้าก็เป็เคล็ดวิชาที่สามารถดูดกลืนได้ทุกสิ่งเช่นกัน!"
ฉินเหวินเทียนยืนขึ้นด้วยมือที่ไพล่หลัง ก่อนจะเดินไปยังทางออกของห้องบัลลังก์ด้วยเสียงพึมพำ "ไม่เว้นแม้แต่เคล็ดวิชาของเ้าก็ตาม..."
.
.
.
สถานที่มืดมิดเปี่ยมไปด้วยกลิ่นที่น่าสะอิดสะเอียน ลึกลงไปในฉากนั้นมีกรงขังสีดำทมึนขนาดใหญ่ ภายในเผยให้เห็นร่างของฝูงชนจำนวนมากกำลังนั่งคอตกราวกับคนไร้ซึ่งหนทาง ซึ่งส่วนใหญ่แล้วผู้ที่สวมชุดสีดำได้ถูกจองจำไว้ไม่ให้เห็นแสงเห็นตะวัน
สถานที่แห่งนี้คือคุกใต้พิภพซึ่งมีด้วยกันถึงสามชั้น ซึ่งชั้นบนสุดคือคือคุกใต้ดินซึ่งเป็คุกปกติที่มีไว้คุมขังนักโทษระดับต่ำที่ไม่มีความสามารถในการต่อต้านเหล่าผู้คุมระดับต่ำ
ชั้นที่สองคือคุกระดับสูงที่มีไว้สำหรับขังนักโทษที่แข็งแกร่งระดับผู้บัญชาการที่ซึ่งรองลงมาจากจตุรมารเท่านั้น
และชั้นที่สามคือคุกระดับสูงสุดที่มีการคุมขังบุคคลสำคัญไว้ภายในและมีการป้องกันสูงสุดที่ยากจะหลบหนี
ในระหว่างที่โม่หลินลากร่างของไป๋เฉินผ่านคุกชั้นที่หนึ่ง จู่ๆมารเก้าเนตรก็กัดฟันกล่าว "คนพวกนี้ เป็สหายของข้า... เ้าหนู หลังจากนี้เ้าต้องช่วยพวกเขา"
ไป๋เฉินที่ถูกลากไปกับพื้นเพียงส่งกระแสจิตไปเงียบๆ "ไม่จำเป็ต้องกังวล พวกเราจะทำสิ่งนี้ในภายหลัง"
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าการที่ทำให้ไป๋เฉินต้องไปอยู่ในคุกนั้นเป็แผนการของเขาเองที่ได้เสนอให้กับโม่หลินได้ทำตาม
เนื่องจากว่าต้นกำเนิดปราณแห่งความตายที่มารเก้าเนตรพูดถึงนั้นอยู่ในคุกใต้ดินที่ลึกที่สุดที่ซึ่งแม้แต่โม่เฉิงก็ยังไม่รู้ว่าต้นกำเนิดปราณแห่งความตายอยู่ในที่แห่งนั้น
ดังนั้นวิธีการที่เขาจะเข้าสู่คุกใต้ดินโดยไม่มีข้อกังขาคือทำเป็ว่าเขาพ่ายแพ้การต่อสู้กับโม่หลินและพยายามยั่วโมโหโม่เฉิงให้มันเดือดดาลจนถึงขีดสุดและสั่งการให้โม่หลินจำต้องนำเขากลับไปขังในคุกใต้ดินโดยไม่มีข้อแม้
การกระทำเช่นนี้จะไม่ปรากฏช่องโหว่ให้เหล่าเผ่ามารได้ตะขิดตะขวงใจ
และอย่างสุดท้าย หากไม่มีเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นก็คงไม่ประสบความสำเร็จ นั่นคือการหลบหนีจากการคุมขังของเผ่ามนุษย์!
โดยการที่เขาได้ให้โม่หลินนำกุญแจไขสถานที่คุมขังของเหล่ามนุษย์ออกมา และเขาก็ได้นำโลหะมาดัดให้เป็รูปทรงที่คล้ายคลึงกัน และให้โม่หลินนำโลหะแท่งนั้นเข้าสู่สถานที่คุมขังโดยที่ไม่มีใครสังเกตเห็น
ซึ่งแท้จริงแล้วการหลบหนีของจูเก่อหลิงเอ๋อร์และคนอื่นๆคือสถานการณ์ที่ไป๋เฉินจงใจให้มันเกิดขึ้นเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจในขณะที่เขาเข้าสู่คุกใต้ดินโดยที่จะไม่มีใครเข้ามาใน่ระยะเวลาหนึ่ง
. . .
~ เวลาล่วงเลยผ่านไปไม่นาน ~
โม่หลินได้ลากร่างของไป๋เฉินไปกับพื้นและผ่านบันไดวนสามชั้นจนถึงคุกใต้พิภพชั้นที่สาม จนกระทั่งมาหยุดลงที่ห้องแห่งหนึ่งที่ซึ่งมีการคุมขังไว้ถึงสิบชั้นโดยที่มีการไขกุญแจเจ็ดชั้น และการขังโดยใช้โลหะกั้นไว้อีกสามชั้น
คุกชั้นนี้ไม่มีร่องรอยการอยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิต จะกล่าวได้ว่ามีเพียงไป๋เฉินผู้เดียวเท่านั้นที่อยู่ในชั้นที่สามแห่งนี้
โม่หลินเปิดประตูเหล็กห้องขังทีละชั้นๆอย่างใจเย็นจนกระทั่งสามารถนำร่างที่สะบักสะบอมของไป๋เฉินเข้าไปสู่ห้องขังที่มีความกว้างเท่ากับห้องโถงบัลลังก์ได้
และจู่ๆโม่หลินก็ปลดโซ่ที่พันธนาการไป๋เฉินออกทั้งหมด ก่อนที่เขาจะคุกเข่าลงหนึ่งข้างและเอ่ยด้วยสีหน้ารู้สึกผิด "องค์จักรพรรดิ โม่หลินล่วงเกินท่านแล้ว"
ไป๋เฉินเพียงสะบัดข้อมือและหมุนคอจนเสียงดัง 'กร๊อบ!' ก่อนจะกล่าวด้วยรอยยิ้มที่ซึ่งเป็เสียงแหบแห้งของมารเก้าเนตรว่า "ไม่จำเป็ต้องกังวล โชคยังดีที่เ้าสามารถแสดงละครได้จนจบ"
หลังจากนั้นเขาหันหลังและโบกมือให้แก่โม่หลินพร้อมทั้งเอ่ยเสียงแ่ "เอาล่ะ เ้าเฝ้าประตูทางออก อย่าให้ผู้ใดได้เข้ามาหรือหากมันมาก็ถ่วงเวลาไว้ให้ถึงที่สุด"
"ขอรับองค์จักรพรรดิ" หลังจากทำความเคารพโม่หลินจึงหันหลังจากไปก่อนที่จะปิดห้องขังที่มีการป้องกันสิบชั้นลง นั่นหมายความว่าบุคคลภายนอกไม่สามารถมองเห็นได้ว่าไป๋เฉินกำลังทำอะไรอยู่ภายใน…
