ติงเหว่ยยิ่งดีดลูกคิดคำนวณก็ยิ่งรู้สึกพอใจ ใบหน้าของนางจึงเผลอยิ้มออกมา ทำเอาหญิงรับใช้ทั้งหลายที่อยู่รอบๆ พลอยยินดีไปด้วย
อวิ๋นอิ่งที่ใกล้ชิดสนิทสนมกับติงเหว่ยที่สุดและเคยผ่านความยากลำบากมาด้วยกัน จึงพูดออกมาอย่างเป็กันเองว่า “แม่นางดีดลูกคิดคำนวณเช่นนี้ดูเหมือนเถ้าแก่เนี๊ยะาุโในร้านเลยนะเ้าคะ”
ตังกุยก็หัวเราะออกมา “ข้ากลับคิดว่าแม่นางเหมือนนายหญิงในตระกูลใหญ่มากกว่า”
ติงเหว่ยเงยหน้าขึ้นมาและแกล้งทำหน้าดุใส่พวกนาง “พวกเ้าอยากพูดว่าข้าเป็คนขี้งกใช่ไหม พูดตรงๆ ก็ได้ พูดอ้อมไปอ้อมมาคิดว่าข้าฟังไม่ออกงั้นหรือ?”
ทุกคนต่างหัวเราะ เมื่อเห็นแม่นางวางมือจากลูกคิดแล้ว ก็รีบเก็บลูกคิดและบัญชีไป แล้วจึงนำน้ำพุทราแดงมาให้นางแทน เนื่องจากดึกแล้วหากดื่มชาเข้าไปอาจจะทำให้นอนไม่หลับ
ติงเหว่ยส่งสัญญาณให้พวกนางนั่งลง ยกเว้นแต่เฉิงเหนียงจื่อที่อุ้มอันเกอเอ๋อร์ไปนอนก่อนแล้ว ก็มีอวิ๋นอิ่ง อวิ๋นหยา ตังกุยและคนอื่นๆ อีกสี่คน รวมทั้งหมดเป็หกคน ซึ่งล้วนเป็คนที่นางไว้วางใจมากที่สุด
ติงเหว่ยคิดอยู่สักครู่ก่อนจะพูดว่า “ที่ผ่านมาเราติดตามกองทัพใหญ่เดินทางมาโดยตลอด แม้ว่ากฎระเบียบในค่ายทหารจะเข้มงวด แต่พวกเราผู้หญิงและเด็กๆ ก็ได้รับการดูแลอย่างดีจากบรรดาแม่ทัพและเหล่าทหาร แต่พรุ่งนี้เมื่อเราเข้าเมืองหลวงแล้ว เกรงว่าทุกอย่างอาจจะไม่เหมือนเดิม
พวกเ้าต้องระวังตัวให้มากขึ้น โดยเฉพาะเื่ที่เกี่ยวกับการกินอยู่และการเดินทางของอันเกอเอ๋อร์ แต่ไม่ต้องกังวลจนเกินไป พวกเ้าเป็คนของข้า แม้จะทำผิดพลาด ข้าก็จะลงโทษเอง คนอื่นไม่มีสิทธิ์ ดังนั้นทำตัวตามปกติเถอะ เข้าใจไหม?”
“เ้าค่ะ แม่นาง” อวิ๋นอิ่งและคนอื่นๆ ลุกขึ้นทำความเคารพและตอบโดยพร้อมเพรียงกัน “แม่นางโปรดวางใจ พวกเราจะไม่ทำให้แม่นางต้องมีปัญหาเป็อันขาด”
“ไร้สาระ หากเกิดปัญหาขึ้นมาก็แค่แก้ไขเท่านั้นเอง ถ้าข้าแก้ไม่ได้ก็ยังมีท่านแม่ทัพอยู่ไม่ใช่หรือ? ถ้าเขาไม่ช่วยเรา ก็ให้อันเกอเอ๋อร์ไปดึงผมของเขา ใครก็อย่าหวังว่าจะช่วยเขาได้!”
ติงเหว่ยหัวเราะพลางโบกมือ คำพูดของนางที่พูดออกมานั้นเต็มไปด้วยความมั่นใจ หญิงรับใช้ทั้งหลายฟังแล้วก็นึกถึงท่านแม่ทัพหน้าตายของพวกนาง ที่มักจะโดนลูกชายแกล้งจน “ไม่สามารถตอบโต้ได้” และต้องพึ่งพาพวกนางให้ช่วยเหลือ ทำเอาทุกคนอดหัวเราะออกมาไม่ได้
หลังจากพูดคุยเื่ทั่วไปและเตือนอวิ๋นหยาที่ค่อนข้างไร้เดียงสาแล้ว ทุกคนก็แยกย้ายกันไปพักผ่อน เหลือเพียงอวิ๋นอิ่งที่คอยดูแลนายหญิงให้ล้างหน้าและเข้านอน จากนั้นจึงนอนลงบนเตียงเล็กๆ ที่มุมกระโจม
ติงเหว่ยนอนห่มผ้าห่มแต่กลับนอนไม่หลับเลย นางมองไปที่ผ้าม่านสีฟ้าอย่างเหม่อลอย แม้ว่าเมื่อครู่นี้นางจะพูดเล่นกับทุกคนอย่างผ่อนคลาย แต่ในใจของนางกลับเต็มไปด้วยความกังวล
ในชาติก่อนมีละครเกี่ยวกับการแย่งชิงอำนาจในวังหลวงของเหล่านางในที่โด่งดังมากเื่หนึ่ง ใช่ว่านางจะไม่เคยดู นางไม่ค่อยมีความทรงจำที่ดีกับวังหลวงที่อยู่ในพื้นที่สี่เหลี่ยมนั้น และยิ่งไปกว่านั้นยังไม่รู้ว่าจะมีอันตรายอะไรที่รอนางและลูกชายสุดที่รักอยู่ แต่ชายหนุ่มที่นางรัก พ่อของลูกชายนาง ถูกกำหนดให้ต้องขึ้นไปนั่งบนบัลลังก์นั้นเพื่อปกครองแผ่นดิน
นางจึงทำได้เพียงรวบรวมความกล้า เดินตามเขาเข้าไป ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ต้องสู้ต่อไป!
คิดไปเรื่อยๆ เช่นนี้จนไม่รู้ว่านางหลับไปเมื่อไร อวิ๋นอิ่งที่แอบฟังเสียงลมหายใจของนายหญิงที่ค่อยๆ สม่ำเสมอขึ้น แล้วจึงลุกขึ้นมาดู จากนั้นก็กลับไปนอนอย่างโล่งใจ…
ไม่รู้ว่าเพราะวันข้างหน้าจะไม่มีโอกาสได้นอนหลับอย่างสงบหรือไม่ คืนนี้ทั้งนายและบ่าวต่างก็ฝันหวานและนอนอย่างสงบสุข
เช้าวันรุ่งขึ้น ท้องฟ้าที่เคยแจ่มใสในหลายวันก่อนกลับเปลี่ยนเป็มืดครึ้ม ขณะที่กินอาหารเช้าอยู่ ข้างนอกก็เริ่มมีฝนตกปรอยๆ อวิ๋นอิ่งกับคนอื่นๆ ต่างรู้สึกว่าลางไม่ดี กลัวว่านายหญิงจะคิดมาก จึงรีบแย่งกันเปิดหีบเสื้อผ้า นำเสื้อผ้าและเครื่องประดับหลากสีมาให้ติงเหว่ยเลือกดู
ติงเหว่ยกลับไม่ได้คิดอะไรมากมาย เพียงโบกมือและพูดอย่างยิ้มแย้มว่า “วันนี้อากาศไม่ดี อย่าใส่ผ้าที่หรูหราเกินไป เดี๋ยวโดนน้ำฝนแล้วจะเสียหาย มิสู้เลือกชุดสีเข้มหน่อยดีกว่า เปียกนิดหน่อยก็ไม่เป็ไร”
อวิ๋นอิ่งกับคนอื่นๆ ฟังแล้วแทบจะเงยหน้าขึ้นถอนหายใจกับท้องฟ้า นายหญิงของพวกนางนี่ใจกว้างเกินไป หรือว่าไม่ใส่ใจจริงๆ กันแน่ ในวันที่สำคัญเช่นนี้ วันที่อาจถูกบันทึกลงในประวัติศาสตร์ ใครๆ ก็อยากจะแต่งตัวให้งดงามที่สุด โดดเด่นที่สุดต่อหน้าผู้คน
แต่นายหญิงของพวกนาง กลับยังมาห่วงเสื้อผ้าที่จะโดนฝนจนเปียกอีก!
ติงเหว่ยไม่ได้สนใจว่าพวกนางกำลังคิดอะไรอยู่ นางมองผ่านช่องว่างของผ้าม่านที่กระโจม เห็นฝนปรอยๆ กำลังตกลงมาอย่างเพลิดเพลิน นางอดไม่ได้ที่จะหัวเราะและพูดว่า “ฝนฤดูใบไม้ผลิมีค่าราวกับน้ำมัน อีกหนึ่งเดือนก็จะเริ่มฤดูเพาะปลูกแล้ว”
“ใช่ ฝนนี้ช่างตกลงมาได้พอเหมาะจริงๆ”
กงจื้อิตอบรับขณะที่เดินเข้ามาจากด้านนอก เขาเห็นอวิ๋นอิ่ง และคนอื่นๆ ที่กำลังยุ่งอยู่ จึงเดินเข้ามานั่งข้างๆ ติงเหว่ยพร้อมกับพูดยิ้มๆ ว่า “กำลังเลือกเสื้อผ้าอยู่งั้นหรือ?”
ติงเหว่ยยักไหล่อย่างจนปัญญา “ก็ใช่น่ะสิ อวิ๋นอิ่งกับพวกนางกำลังจะแต่งตัวให้ข้าดูเหมือนนางฟ้า แต่ข้ามันก็แค่สาวชาวบ้านธรรมดา คงทำให้พวกเขาผิดหวังเสียแล้ว!”
กงจื้อิหัวเราะและยกมือขึ้นจัดปอยผมที่หลุดออกมาของนางด้วยเสียงที่นุ่มนวล “แค่เ้าสุขใจก็พอแล้ว ไม่ต้องสนใจใครอื่น”
ติงเหว่ยอดไม่ได้ที่จะยิ้มอย่างพอใจและเชิดคางขึ้นเบาๆ อย่างภูมิใจต่อหน้าคนอื่น “ได้ยินไหม? ท่านแม่ทัพบอกให้ข้าใส่เสื้อผ้าที่ข้าชอบที่สุด! ชุดผ้าฝ้ายสีเทาที่ข้าใส่เวลาทำครัวเป็ชุดที่ข้าชอบที่สุด รีบไปหามาให้ข้าใส่!”
ทุกคนต่างหัวเราะ แต่แน่นอนว่าไม่มีใครจะยอมให้นางใส่ชุดนั้นออกไปข้างนอกจริงๆ อวิ๋นอิ่งและคนอื่นๆ จึงเลือกเสื้อคลุมผ้าฝ้ายสีเขียวอ่อนปักลายดอกไม้และกระโปรงผ้าเรียบๆ มาให้นางใส่แทน
ติงเหว่ยไม่สนใจว่าพวกนางจะยุ่งกันอย่างไร นางใช้ปลายนิ้วชี้แตะไปที่ฝ่ามือของกงจื้อิวนไปวนมาอย่างไร้จุดหมาย “วันนี้เข้าเมืองหลวง ท่านคงมีเื่ต้องทำหลายเื่ใช่ไหม?”
“ก็ไม่เยอะหรอก เื่ทุกอย่างมีผู้ใต้บังคับบัญชาคอยช่วยจัดการให้อยู่แล้ว”
“เช่นนั้น...เอ่อ ท่านก็เข้าไปในวังหลวงก่อนเถอะ ข้าจะพาอันเกอเอ๋อร์เดินเที่ยวเล่นในเมืองหลวงสักหน่อย ข้าเองก็เพิ่งมาที่นี่เป็ครั้งแรก...”
ติงเหว่ยพูดอย่างลังเล แม้ว่านางจะพยายามพูดเล่นมาตลอดทั้งเช้า ทำให้เหล่าสาวใช้หัวเราะกันไม่หยุด แต่ในใจของนางจริงๆ แล้วกลับเต็มไปด้วยความกังวล นางเป็เพียงผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่ง ที่อยากจะใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย แต่จู่ๆ กลับต้องไปยืนอยู่ต่อหน้าผู้คน ให้พวกเขาวิจารณ์ ดูิ่ หรือแม้แต่เผชิญกับอันตรายที่ไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไร…
กงจื้อิเห็นนางก้มหน้าลงเล็กน้อย ท่าทางที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวและกังวล ทำให้หัวใจของเขาเ็ป สองวันนี้เขายุ่งมากจนไม่ได้ใส่ใจนางมากนัก สำหรับเขาแล้ว สตรีทุกคนย่อมโหยหาความรุ่งโรจน์และรู้สึกดีใจที่ได้รับมัน แต่เขาลืมไปว่า สตรีที่เขารักนั้นแตกต่างจากคนอื่นๆ โดยสิ้นเชิง
“เ้าท่องคัมภีร์ยาพิษได้คล่องหรือยัง? รู้จักสมุนไพรทั้งหมดแล้วใช่ไหม?”
ติงเหว่ยไม่เข้าใจว่าเพราะเหตุใดเขาถึงถามเื่นี้ จึงพยักหน้าตอบ “ท่านอาจารย์ของข้าก็ทดสอบข้าแล้ว ท่านยังไม่เจอข้อผิดพลาดอะไร”
“แล้วการฝึกใช้เข็มบินล่ะ เ้าก็ซ้อมสำเร็จแล้วใช่ไหม?”
กงจื้อิพลิกมือจับมือเล็กๆ ของนางไว้ และถามต่อ
ติงเหว่ยนึกถึงเป้าโชคร้ายที่ถูกจับเป็หนูทดลอง ทุกวันต้องวิ่งหลบเข็มพิษในกระโจม แต่สุดท้ายก็หนีไม่พ้นกลายเป็เม่นที่โมโหแต่ทำอะไรไม่ได้ ทำเอานางอดหัวเราะไม่ได้ “อย่างน้อยศิษย์ที่ถูกทอดทิ้งจากสำนักอู่ตู๋เหมินที่ท่านอาจารย์จับมา ก็หนีไม่พ้นเข็มพิษของข้า ถ้าเห็นแก่ที่เขาต้องเป็เป้าให้ข้ามานานขนาดนี้ มิสู้เนรเทศเขาไปทำงานหนักที่ไหนสักแห่ง ปล่อยให้เขามีชีวิตอยู่รอดต่อไปเถอะ”
ในแววตาของกงจื้อิแอบมีแววขบขัน วันนั้นที่ท่านผู้าุโเหว่ยบุกเข้าประตูสำนักอู่ตู๋เหมิน ไม่ว่าคนในสำนักจะบริสุทธิ์อย่างไร ก็แทบจะถูกเขากวาดล้างั้แ่เ้าสำนักจนถึงบรรดาลูกศิษย์ข้างนอก จากนั้นเขาก็ยึดเอาสมุนไพรดีๆ ที่สะสมมาหลายปีของสำนักมาโดยไม่เกรงใจ แล้วแบกกลับไปที่ค่ายทหารอย่างหน้าตาเฉย
สำนักอู่ตู๋เหมินถือว่านี่เป็ความอัปยศอย่างใหญ่หลวง แต่กลับสู้ท่านผู้าุโที่คาบเกี่ยวระหว่างธรรมะและอธรรมคนนี้ไม่ได้ พวกเขาจึงทำได้เพียงระบายความโกรธทั้งหมดไปที่ศิษย์ที่ถูกทอดทิ้งคนนี้ และประกาศว่าเมื่อใดก็ตามที่เขาปรากฏตัวออกมา ก็จะจับเขากลับมาและลงโทษเขาด้วยพิษร้ายที่สั่งสมมาทั้งหมด
พูดไปแล้ว ค่ายทหารในตอนนี้ก็เป็ที่ที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับศิษย์ที่ถูกทอดทิ้งคนนี้แล้ว
แต่เื่เหล่านี้เขาไม่คิดจะบอกหญิงสาวที่เขารัก เื่ภายนอกมีเขาคอยแบกรับ ส่วนนางก็แค่กอดลูกชายของพวกเขา ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขก็เพียงพอแล้ว
ขณะที่เขากำลังคิดแบบนี้ เฉิงเหนียงจื่อก็อุ้มอันเกอเอ๋อร์เข้ามา เ้าตัวอ้วนวันนี้ก็ถูกแต่งตัวอย่างพิถีพิถัน เขาสวมชุดผ้าไหมสีน้ำเงินเข้ม สวมหมวกกลมขนาดเล็กที่ประดับด้วยหยกบนหน้าผาก และมีสร้อยคอทองคำส่องประกายอยู่ที่คอ ดูแล้วเหมือนบุตรชายของตระกูลชนชั้นสูงที่ร่ำรวย
กงจื้อิยื่นมือไปรับลูกชาย แต่กลับส่งให้ติงเหว่ยอุ้มแทน เขามองแม่ลูกคู่นี้อยู่พักใหญ่ก่อนจะพูดขึ้นว่า “ไม่ต้องกลัวอะไรทั้งนั้น กอดอันเกอเอ๋อร์ไว้แน่นๆ ใครก็ตามที่ไม่เคารพเ้า เ้าก็จัดการได้ตามใจ ไม่ว่าจะเป็ผงพิษหรือเข็มพิษ หรือจะให้ตังกุยลงมือก็ได้ ตีจนกว่าเ้าจะพอใจไปเลย ส่วนเื่อื่นๆ มีข้าอยู่แล้ว”
ที่จริงแล้วคำบอกรักที่ซาบซึ้งที่สุดในโลกนี้ ไม่ใช่คำว่า “ข้ารักเ้า” หรือ “ข้าขาดเ้าไม่ได้” แต่กลับเป็ประโยคที่ว่า “ข้าจะคอยแบกรับท้องฟ้าไว้ และเ้าก็แค่สนุกสนานอยู่ใต้ท้องฟ้านั้นก็พอ”
ติงเหว่ยกอดลูกชายตัวนุ่มนิ่มแสนอบอุ่นไว้ในอ้อมแขน มองไปยัง “ท้องฟ้า” ของพวกนางสองแม่ลูก ใบหน้าของนางก็ค่อยๆ ปรากฏรอยยิ้มที่จริงใจที่สุดออกมา
“ตกลง ท่านต้องแบกรับให้ไหวนะ เพราะข้านั้นวุ่นวายกว่าผู้หญิงคนอื่นๆ แน่”
แววตาของกงจื้อิเต็มไปด้วยรอยยิ้มมากขึ้น เขายื่นมือออกไปโอบแม่ลูกไว้ในอ้อมแขนแล้วตบเบาๆ ก่อนจะลุกขึ้นเดินออกไปอย่างรวดเร็ว!
ติงเหว่ยมองผ้าม่านที่แกว่งไปมาอย่างเงียบๆ แล้วก้มลงจุ๊บลูกชายที่ยังไม่เข้าใจ จากนั้นก็เงยหน้าขึ้นร้องเสียงดังว่า “อิ่งเอ๋อร์ เปลี่ยนชุด! เอาชุดสีแดงปักลายดอกโบตั๋นที่ลุงอวิ๋นส่งมาให้ก่อนหน้านี้มาใส่ แล้วก็เสื้อคลุมขนจิ้งจอกสีขาว เครื่องประดับต้องเป็พวกที่ฝังทับทิม รีบแต่งตัวข้าให้ดูเหมือนูเาทองเคลื่อนที่ ใครเห็นก็อยากจะฉุดกลับบ้าน!”
อวิ๋นอิ่งและคนอื่นๆ ที่ตอนแรกดีใจเมื่อได้ยินนายหญิงพูดอย่างฮึกเหิมให้เปลี่ยนชุด ยามนี้กลับหัวเราะกันไม่หยุดเมื่อได้ยินสองประโยคสุดท้าย
“แม่นาง ท่านโปรดไว้ชีวิตพวกเราเถอะ หากท่านถูกฉุดไปเมื่อไร เกรงว่าท่านแม่ทัพคงจะเป็คนแรกที่โกรธ!”
นายและบ่าวหัวเราะคุยกันไป แต่ก็รีบเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เสร็จ ตังกุยไม่รู้ไปเรียนการเกล้าผมมาจากที่ใด นิ้วของนางคล่องแคล่ว จัดทรงผมให้นายหญิงเป็ทรงที่ซับซ้อนอย่างรวดเร็ว
ในขณะที่เพิ่งแต่งตัวเสร็จ เฉิงเถียหนิวก็รายงานอย่างหนักแน่นจากหน้าประตูว่า “พี่สาวทั้งหลาย รถม้าพร้อมแล้ว ท่านแม่ทัพสั่งให้ออกเดินทางได้”
ติงเหว่ยค่อยๆ ลุกขึ้นยืน มองเหล่าสาวใช้คนสนิทที่ดูตื่นเต้น รวมทั้งเฉิงเหนียงจื่อและลูกชายอีกสองคน นางพูดด้วยเสียงหนักแน่นว่า “ไปเถอะ พวกเราไปลองดูกันสักตั้ง!”
“เ้าค่ะ แม่นาง”
ทุกคนตอบรับอย่างเต็มเสียง จากนั้นก็หยิบห่อผ้าเล็กๆ ที่เตรียมไว้อย่างเรียบร้อย แล้วเดินตามหลังนายหญิงออกจากกระโจมไป
รถม้าที่เคยใช้ไม่รู้ว่าเมื่อไรที่ถูกเปลี่ยนเป็รถม้าสี่ล้อทาสีดำ ขับเคลื่อนด้วยม้าคู่หนึ่ง กรอบหน้าต่างถูกแกะสลักลวดลายซับซ้อน ผ้าม่านที่ปักด้วยลายไหม ถือว่าเป็การยกระดับขึ้นอย่างมาก
ติงเหว่ยสูดหายใจเข้าลึกๆ จับมือของอวิ๋นอิ่งและก้าวขึ้นรถม้าด้วยความช่วยเหลือจากม้านั่งเล็กๆ เฉิงเหนียงจื่ออุ้มอันเกอเอ๋อร์และตามขึ้นไปพร้อมกับอวิ๋นอิ่ง ส่วนตังกุยและคนอื่นๆ ก็พาต้าหวากับเอ้อหวาตามขึ้นรถม้าผ้าสีฟ้าอีกคัน
เฉิงเถียหนิวสะบัดเชือกบังคับม้า รถม้าหนึ่งคันใหญ่และหนึ่งคันเล็กก็ออกจากค่ายไป
