ตอนที่ 4: ากระเพาะอาหาร
จ๊อกกก...
เสียงท้องร้องโครกครากดังสนั่นท่ามกลางความเงียบเชียบของห้องทำงานผู้บริหาร ข้าวเ้ารีบตะครุบท้องตัวเองด้วยใบหน้าแดงซ่าน แต่เมื่อเหลือบตามองไปที่โต๊ะทำงานตัวใหญ่ ก็เห็น คาร์เตอร์ ยังคงนั่งพิมพ์งานหน้านิ่ง ไม่มีความรู้สึกรู้สาอะไรทั้งสิ้น
นาฬิกาบนผนังบอกเวลา 12.15 น. แล้ว... เลยเวลาพักเที่ยงมาสิบห้านาที แต่กองเอกสารตรงหน้าข้าวเ้าเพิ่งจะยุบไปได้ครึ่งเดียว!
“ทำงานช้า” เสียงเรียบๆ ดังลอยมาจากโต๊ะประธาน
“ก็มันเยอะนี่ครับ!” ข้าวเ้าเถียงกลับทันควัน มือก็ยังเรียงเอกสารเป็ระวิง “ปี 2020... 2021... โอ๊ย ตาลายไปหมดแล้ว”
ก๊อก ก๊อก
เสียงเคาะประตู์ดังขึ้น พร้อมกับเลขาฯ หน้าห้องที่เข็นรถเข็นอาหารเข้ามา กลิ่นหอมฉุยของสเต๊กเนื้อวากิวราดซอสพริกไทยดำลอยฟุ้งไปทั่วห้อง ทำเอาน้ำย่อยในกระเพาะข้าวเ้าเต้นระบำอย่างบ้าคลั่ง
“อาหารเที่ยงที่สั่งไว้ได้แล้วค่ะท่านประธาน”
“ขอบใจ วางไว้ตรงนั้นแหละ” คาร์เตอร์พยักหน้า
ข้าวเ้ามองตามจานสเต๊กตาละห้อย กลืนน้ำลายอึกใหญ่ หวังลึกๆ ว่าเ้านายจอมโหดจะมีน้ำใจสั่งเผื่อลูกน้องตาดำๆ บ้าง
แต่ทว่า...
คาร์เตอร์ลุกขึ้นเดินไปนั่งที่โซฟารับแขก หยิบมีดกับส้อมขึ้นมาหั่นเนื้อชิ้นหนาอย่างใจเย็น เขาจิ้มเนื้อชิ้นพอดีคำที่ชุ่มฉ่ำไปด้วยน้ำซอสเข้าปาก เคี้ยวตุ้ยๆ อย่างมีความสุข โดยไม่สนใจสายตาละห้อยของข้าวเ้าเลยสักนิด
“อืม... เนื้อนุ่มกำลังดี” คาร์เตอร์พึมพำกับตัวเอง (แต่จงใจให้ได้ยิน) “ซอสก็เข้มข้น... เสียดายจัง ถ้ามีไวน์แดงสักแก้วคงเยี่ยม”
ข้าวเ้ากำหมัดแน่น ‘ไอ้บอสขี้งก! กินคนเดียวไม่แบ่ง ขอให้ติดคอตาย!’
“มองอะไร?” จู่ๆ คาร์เตอร์ก็หันมาถาม พร้อมเลิกคิ้วกวนๆ “อยากกินเหรอ?”
ข้าวเ้าสะดุ้ง “ปะ... เปล่าครับ! ผมไม่หิว!”
จ๊อกกกกกกก!
เสียงท้องเ้ากรรมดันทรยศร้องดังกว่าเดิมราวกับประท้วง คาร์เตอร์หลุดหัวเราะออกมาในลำคอ หึ หึ... เสียงหัวเราะที่ฟังดูเหมือนปีศาจชัดๆ
“ปากบอกไม่ แต่ท้องร้องดังไปถึงหน้าลิฟต์แล้วมั้ง” ชายหนุ่มจิ้มเนื้ออีกชิ้นขึ้นมาแกว่งไปมาตรงหน้า “น่าสงสารจัง... เด็กดื้อที่ทำงานไม่เสร็จ ก็ต้องอดทนต่อไปนะ”
ความอดทนของข้าวเ้าขาดผึง เขาวางแฟ้มเอกสารลงกระแทกโต๊ะ แล้วลุกขึ้นยืน
“ผมจะรีบทำให้เสร็จเดี๋ยวนี้แหละ!”
ด้วยพลังแห่งความหิวและความหมั่นไส้ ข้าวเ้าเร่งสปีดการทำงานขึ้นอีกสามเท่าตัว ตาหวานกวาดมองตัวเลขปีและตัวอักษรอย่างรวดเร็ว มือเรียวคัดแยกแฟ้มโยนซ้ายโยนขวาอย่างแม่นยำ
ผ่านไป 20 นาที
“เสร็จแล้วครับ!” ข้าวเ้าะโลั่น พร้อมปาดเหงื่อที่หน้าผาก “ครบทุกแฟ้ม เรียงตามปีและตัวอักษรเป๊ะๆ! ตรวจสอบได้เลย!”
คาร์เตอร์วางส้อมลง เขาเช็ดปากอย่างผู้ดี แล้วเดินกลับมาที่โต๊ะทำงาน หยิบแฟ้มสุ่มขึ้นมาเปิดดูสองสามเล่ม สายตาคมกริบกวาดมองผ่านๆ ก่อนจะปิดแฟ้มลง
“อืม... ก็พอใช้ได้”
“งั้นผมไปกินข้าวได้แล้วใช่ไหมครับ?” ข้าวเ้าถามด้วยดวงตาเป็ประกาย
คาร์เตอร์แสยะยิ้มมุมปาก เขายกข้อมือดูนาฬิกา “12.45 น. ... โรงอาหารพนักงานปิดตอนบ่ายโมง นายเหลือเวลาวิ่งลงไป 15 นาที... ถ้าคิดว่าทันก็เชิญ”
“โห่บอส! ลิฟต์ตึกนี้รอนานจะตาย กว่าจะลงไปถึงของก็หมดแล้ว!” ข้าวเ้าโอดครวญ หน้ามุ่ยเหมือนเด็กโดนขัดใจ
“งั้น...” คาร์เตอร์เว้นจังหวะ เขาเลื่อนจานสเต๊กที่ยังเหลืออยู่อีกครึ่งจาน (และยังดูน่ากินมาก) มาตรงหน้า “จะกินของเหลือเดนฉันไหมล่ะ? ถ้านายไม่ถือศักดิ์ศรีนะ”
ข้าวเ้ามองจานสเต๊กสลับกับหน้ากวนประสาทของเ้านาย ศักดิ์ศรีมันกินไม่ได้ แต่เนื้อวากิวนั่นกินได้!
“กินครับ!” ข้าวเ้าตอบทันทีไร้ความลังเล
“หึ... ว่าง่ายดีนี่” คาร์เตอร์หัวเราะเบาๆ แต่ก่อนที่ข้าวเ้าจะทันได้คว้าส้อม คาร์เตอร์กลับดึงจานหลบ
“เดี๋ยว... ใครบอกว่าจะให้กินฟรีๆ” ั์ตาสีสนิมเหล็กพราวระยับอย่างเ้าเล่ห์ “อยากกิน... ก็ต้องป้อนฉันก่อน”
“ห๊ะ!?”
“มีผลไม้อยู่ในตู้เย็น ไปปอกมา แล้วป้อนฉัน... ถ้าฉันพอใจ ฉันจะยกสเต๊กจานนี้ให้นาย”
ข้าวเ้ามองหน้าเ้านายอย่างไม่อยากเชื่อหู ‘นี่มันโรคจิตชัดๆ! จอมเผด็จการ! จอมวางแผน!’
แต่กลิ่นสเต๊กมันหอมยั่วน้ำลายเหลือเกิน...
“ก็ได้ครับ!” ข้าวเ้ากระแทกเสียง เดินปึงปังไปที่ตู้เย็น
คอยดูเถอะ... จะยัดให้ติดคอเลย!
