“ก่อเื่พอหรือยัง!”
เสียงะโดังลั่น จี้ไป๋อี้อับอายจนโมโหจึงลงมือพร้อมกับเหลยหงและฮั้วจิ่งสือ สะกดข่มเหลิ่งเฟิ่งเซียนกลับไป
ฉินตงหวู่อย่างไรก็เป็คนของเกาะสามเซียน ต่อให้ไม่เห็นแก่หน้านางก็ต้องเห็นแก่หน้าเกาะสามเซียน การกระทำที่ไม่จบไม่สิ้นของเหลิ่งเฟิ่งเซียน ทำให้พวกเขาสะอิดสะเอียนมาก พวกเขาอาจจะกังวลซือเต้าหานอยู่บ้าง แต่มิได้แปลว่าพวกเขากลัวเหลิ่งเฟิ่งเซียน
จูหยวนหยวนไม่ยอมถอยเช่นกัน “แม่นางเหลิ่ง บุญคุณความแค้นค่อยๆ จัดการกันทีหลัง หากออกจากหอเจินเป่าไปแล้ว หอการค้าต้าทงของข้าจะไม่ยุ่งเกี่ยวแต่อย่างใด”
“……”
เมื่อรู้ว่ามิอาจลงมือได้แล้ว เหลิ่งเฟิ่งเซียนทำได้เพียงฝืนกลั้นความโกรธ “ได้ วันนี้ข้าเห็นแก่หน้าพวกเ้า ครั้งหน้าหากเจอกับนางสารเลวคนนี้ ข้าจะฉีกปากนางทิ้งเสีย”
ทุกคนต่างสูดลมหายใจเข้าอย่างห้ามมิได้ เป็สตรีที่โเี้ยิ่งนัก! คนอื่นเพียงพูดถึงเื่แย่ของนางเล็กน้อย ก็คิดจะสังหารกันแล้ว ดูท่าสตรีจากตำหนักเซวียนหนี่ว์ ไม่เพียงมีนิสัยดื้อด้าน ยังมีทั้งความหยิ่งทะนงมายาวนาน ยิ่งทำให้พวกนางป่าเถื่อนเอาแต่ใจ
ทว่าในเวลานี้เองมีคนสองคนเดินเข้ามา คนหนึ่งหลังตรงดุจกระบี่ อีกคนหลังโค้งราวไหสุรา...พวกเขาก็คือ ‘คู่หูสุรากระบี่’ จวินซางกับจุ้ยเจียงหู
เมื่อเห็นสองคนนี้ปรากฏตัว มีคนไม่น้อยหันไปมองเหลิ่งเฟิ่งเซียนที่เพิ่งสงบลงราวกับว่ากำลังจะเกิดเื่แล้ว!
ทั่วทั้งทะเลล่วนซิง แทบจะไม่มีผู้ใดไม่รู้เื่ความแค้นระหว่างตำหนักเซวียนหนี่ว์กับคู่หูสุรากระบี่
ดังคาด เมื่อทั้งสองฝ่ายพบหน้ากัน เหลิ่งเฟิ่งเซียนกับจุ้ยเจียงหูราวกับจะฆ่าฟันกัน บรรยากาศย่ำแย่ถึงขีดสุด
จวินซางยังนับว่าสงบนิ่ง เขายื่นมือออกไปหยุดจุ้ยเจียงหูพลางกล่าวว่า “ช่างเถอะ ที่นี่มิใช่สถานที่แก้แค้น...แล้วต่อให้จัดการเด็กนี่ได้ก็ยังมีพวกยายแก่อีก พวกเรายังสู้พวกยายแก่ไม่ได้ มิจำเป็ต้องหาเื่ใส่ตัว”
จุ้ยเจียงหูพยักหน้า สายตาเต็มไปด้วยความขมขื่น
อีกด้านหนึ่ง ศิษย์อีกคนของตำหนักเซวียนหนี่ว์เดินมาข้างกายเหลิ่งเฟิ่งเซียนพลางกล่าวโน้มน้าว “ศิษย์พี่เหลิ่ง อย่าลืมคำสั่งของท่านเ้าตำหนัก หากพวกเราถูกเกาะสามเซียนขับไล่ออกไปในฐานะคนร้าย พวกเราคงมิอาจเข้าร่วมงานประมูลได้อีก”
“……”
เหลิ่งเฟิ่งเซียนนิ่งเงียบเล็กน้อย จากนั้นถลึงตาจ้องจวินซางกับจุ่ยเจียงหูแล้วจึงเดินจากไป
เมื่อเห็นอีกฝ่ายจากไปแล้ว จวินซางกับจุ่ยเจียงหูจึงหาที่นั่งดื่มสุรา คนอื่นๆ ต่างแยกย้ายจากไป
“ขออภัยนายน้อย ข้าก่อเื่ให้ท่านอีกแล้ว”
ฉินตงหวู่ยิ้มอย่างขมขื่น ครั้งนี้นับว่านางเข้าใจแล้ว อะไรที่เรียกว่าปลาหมอตายเพราะปาก แต่ราคาที่ต้องจ่ายเหมือนจะมากเกินไปหน่อย...การถูกคนบ้าจากตำหนักเซวียนหนี่ว์จับจ้อง หลังจากวันนี้เกรงว่าคงไม่ดีนัก
จั๋วอวิ๋นเซียนโบกมือพลางกล่าวอย่างมิได้ใส่ใจ “พี่ฉินไม่ต้องเก็บมาใส่ใจ ตอนนี้เกาะสามเซียนเสมือนดวงอาทิตย์เด่นกลางฟากฟ้า ตำหนักเซวียนหนี่ว์ไม่กล้าหาเื่เป็แน่ อีกทั้งเหลิ่งเฟิ่งเซียนคนนั้นเพียงแค่กำลังลองเชิงพลังของเกาะสามเซียนเท่านั้น เ้าคิดจริงหรือว่าศิษย์พี่ใหญ่จากศิษย์ทั้งสิบสองของตำหนักเซวียนหนี่ว์จะเป็คนวู่วามไร้สมองหรือ? บางครั้งนิสัยเรียบง่ายป่าเถื่อนก็เป็การปกปิดที่ดีอย่างหนึ่ง ในทะเลล่วนซิงจึงไม่มีผู้ใดกล้าล่วงเกินตำหนักเซวียนหนี่ว์”
“เอ่อ? ระ...เื่จริงหรือ?”
ฉินตงหวู่ตกตะลึง นางไม่เข้าใจว่าในสมองของจั๋วอวิ๋นเซียนเก็บสิ่งใดไว้กันแน่ เพียงแค่มองปราดเดียวก็เข้าใจคนอื่นชัดเจนแล้ว
จากนั้นจูหยวนหยวนเดินเข้ามาเพื่อแสดงเจตนาขอโทษ และเปลี่ยนห้องให้จั๋วอวิ๋นเซียนเป็พิเศษ โดยจัดเตรียมห้องไว้ข้างจี้ไป๋อี้
……
หลังจากนั้นมียอดฝีมือระดับเปิดชีพจรอีกสองคนเดินเข้ามา
จากการแนะนำของฉินตงหวู่ จั๋วอวิ๋นเซียนจึงเข้าใจสถานะของทั้งสองคนคร่าวๆ แล้ว
คนหนึ่งคือชายหนุ่มที่มีประวัติลึกลับ สถานะไม่ชัดเจน กระบี่นักฆ่า ว่านเฉิง เป็นักฆ่ารับภารกิจลอบสังหาร เพื่อขัดเกลาวิชากระบี่กับปณิธานของตัวเอง ตอนนี้เขาลงมือทั้งหมดสี่สิบสี่ครั้งแล้ว ในนั้นยังรวมไปถึงยอดฝีมือระดับเปิดชีพจรห้าคน เขาไม่เคยลงมือพลาดแม้แต่ครั้งเดียว
สำหรับบุรุษหน้าตาจิ้มลิ้มอีกคนหนึ่งที่แบกดาบใหญ่ยาวมาถึงเอว อย่ามองเพียงใบหน้าที่น่ารักน่าชังของเขา ความจริงแล้วใบหน้าใจดีแต่จิตใจดำมืด เขามีนามว่า ดาบใหญ่เถาเหมิน เป็พวกชอบปล้นและฆ่าชิงทรัพย์ ผู้คนล้วนรังเกียจ แต่พลังของเขากลับแข็งแกร่งมาก อีกทั้งยังโเี้อำมหิต ไม่มีใครกล้าหาเื่เขา
……
เมื่อยอดฝีมือจากขั้วอำนาจต่างๆ มารวมตัวกันที่นี่ ในหอเจินเป่าก็เกิดการแบ่งฝั่งแบ่งฝ่ายอย่างชัดเจน
ฝ่ายขั้วอำนาจ มีตำหนักเซวียนหนี่ว์ เกาะสามเซียนและเกาะเซวียนิเป็หลัก
ฝ่ายผู้บำเพ็ญพเนจร มีคู่หูสุรากระบี่ ว่านเฉิน กับดาบใหญ่เถาเหมินเป็สี่คนที่มีพลังสูงสุด
แน่นอนว่ามีคนไม่น้อยที่รักษาความเป็กลาง อย่างเช่นหอการค้าต้าทงกับสมาคมการค้าห้าแคว้น ยังมีตระกูลวิถีเซียนอีกบางส่วน
สำหรับขั้วอำนาจกับยอดฝีมือเหล่านี้ จั๋วอวิ๋นเซียนมิได้สนใจมากนักและไม่มีความคิดจะคบหาด้วยชั่วคราว เขาเพียงแค่อ่านตำราในมือ สายตาของเขาเผยแววครุ่นคิดเป็บางครั้ง
ขณะที่เขาเงยหน้าจิบชา เขาบังเอิญเห็นสตรีสวมผ้าคลุมหน้าแต่งกายงดงามคนหนึ่งเดินเข้ามาในงานประมูล ทั้งสง่างามและสูงส่ง ราวกับนางเซียนเดินออกมาจากภาพวาด ต่อให้สตรีอย่างเหลิ่งเฟิ่งเซียนเมื่ออยู่ต่อหน้านางก็ดูหม่นหมองลงทันที
เมื่อสตรีคนนี้เดินเข้ามา เสียงพูดคุยในหอค่อยๆ เงียบลง สายตาของทุกคนล้วนไปตกอยู่บนร่างของสตรีสวมผ้าคลุมหน้า
จั๋วอวิ๋นเซียนก็โดนสตรีคนนั้นดึงดูดไปเช่นกัน แต่เขารู้สึกว่าอีกฝ่ายดูคุ้นหน้าคุ้นตายิ่งนัก แต่นึกไม่ออกว่าเคยพบเจอที่ใด
“เอ๊ะ? เป็นางนั่นเอง!”
เมื่อได้ยินเสียงอุทานของฉินตงหวู่ จั๋วอวิ๋นเซียนจิตใจสั่นไหวเล็กน้อยจึงถามด้วยความสงสัย “มีอะไรหรือ พี่ฉินรู้จักสตรีผู้นี้หรือ?”
“อืม ข้าเคยได้ยินเื่เล่าของนางมาบ้าง”
ฉินตงหวู่พยักหน้า ในดวงตาแฝงด้วยความเคารพอยู่หลายส่วน “นายน้อยต้องระวังตัวไว้ อย่าได้หาเื่กับคนผู้นี้เด็ดขาด...นางน่ากลัวเกินไป!”
“โอ้?” จั๋วอวิ๋นเวียนยิ่งรู้สึกสนใจมากขึ้น “เกิดเื่อันใดขึ้นกันแน่?”
“เมื่อไม่นานมานี้นายน้อยกำลังปิดด่านฝึกตนอยู่ จึงไม่เคยได้ยินเื่เล่าในทะเลล่วนซิง...”
ฉินตงหวู่ค่อยๆ อธิบาย “สตรีผู้นี้ไม่มีผู้ใดรู้ความเป็มา แต่นางสังหารเ้านิกายน้อยแห่งนิกายไท่เซวียนในท่าเรือหลงหยา ทั้งยังสังหารผู้าุโไปคนหนึ่งด้วย...ฝีมือร้ายกาจยิ่งนัก มีพลังที่มิอาจคาดเดา หลังจากเข้ามาทะเลล่วนซิง นิกายไท่เซวียนไล่ล่านางตลอดทาง ผลสรุปกลับเสียผู้าุโไปถึงสองคน แม้แต่ยอดฝีมือระดับกายาศักดิ์สิทธิ์ก็ถูกนางทำร้ายจนาเ็สาหัส ทำให้นิกายไท่เซวียนต้องยอมรับผลอันเลวร้ายนี้”
ฉินตงหวู่เว้นจังหวะเล็กน้อย จากนั้นกล่าวอย่างปลงตก “ได้ยินว่า สตรีนางนี้อย่างน้อยก็มีระดับกายาศักดิ์สิทธิ์ หรืออาจจะเป็ยอดฝีมือระดับเทวยุทธ์...คิดไม่ถึงเลยว่านางจะมาเข้าร่วมงานประมูลในครั้งนี้ด้วย”
“โอ้”
จั๋วอวิ๋นเซียนครุ่นคิด เขากำลังจะไปทักทายสตรีสวมผ้าคลุมหน้า คาดไม่ถึงว่าจู่ๆ ชิงช่ายชิงจะวิ่งมาที่ห้องของเขา
“คุณชายไป๋เฮ่อ...”
ชิงช่ายชิงกล่าวทักทาย “นี่คือป้ายหยกม่วงที่ท่านอาจารย์สั่งให้ข้านำมามอบให้ เมื่อมีป้ายคำสั่งนี้ จะสามารถจ่ายศิลาเซียนล่วงหน้าได้นับสิบล้านก้อน ท่านเ้าเกาะทั้งสามบอกแล้วว่าหากคุณชาย้าสิ่งใดก็สามารถประมูลได้เลย หากไม่พอใช้ก็ยังสามารถขอเพิ่มได้”
“ป้ายหยกม่วงหรือ?”
จั๋วอวิ๋นเซียนตะลึงเล็กน้อย แต่สุดท้ายก็รับป้ายหยกเอาไว้เงียบๆ
ถึงแม้เ้าเกาะทั้งสามจะแสดงท่าทีใจกว้างมาก แต่ไม่มีผู้ใดที่ชอบคนโลภมาก
ดังนั้นคำพูดของหวู่อันถง จั๋วอวิ๋นเซียนมิได้เก็บมาคิดจริงจัง ศิลาเซียนนับสิบล้านก้อน เทียบเท่ากับรายได้นับพันปีของตระกูลวิถีเซียนระดับต่ำตระกูลหนึ่งเลยทีเดียว นี่เป็สิ่งที่คนธรรมดาไม่กล้าจินตนาการถึง
หลังจากทำภารกิจสำเร็จแล้ว ชิงช่ายชิงก็ขอตัวลาจากไป
เมื่อถูกรบกวนกลางคันเช่นนี้ จั๋วอวิ๋นเซียนจึงต้องปล่อยเื่ของสตรีสวมผ้าคลุมหน้าไปก่อนชั่วคราว
