ฤดูใบไม้ผลิผ่านพ้นไปฤดูหนาวกำลังจะมาเยือน มันปูสีเหลืองทองส่งกลิ่นหอม ใบของต้นแปะก๊วยค่อยๆกลายเป็สีเหลือง เมื่อสายลมหนาวพัดผ่านไป ใบไม้สีเหลืองก็ร่วงโรยลงมาเต็มพื้นฤดูหนาวได้มาถึงอย่างเงียบสงบแล้ว
เ้าจิ้งจอกน้อยเริ่มที่จะนำเอาหญ้ามาทำเป็รังแต่ว่าเดิมทีหญ้ารกบริเวณด้านหลังคฤหาสน์ตระกูลหลินก็มีอยู่น้อยดังนั้นสิ่งที่มันเก็บกลับมาส่วนมากจึงเป็ใบไม้ไผ่ที่ร่วงหล่นอยู่บนเกาะกลางน้ำ
ฤดูหนาวใกล้จะมาถึงแล้วบรรดาสรรพสัตว์ทั้งหลายในเขาต่างก็พากันหลบซ่อนเก็บตัวทำให้เสี่ยวจินนั้นหาอาหารได้ไม่ง่ายนัก ในตอนที่ผู้เป็พ่อกำลังคิดว่าเขาจำเป็จะต้องซื้อเนื้อวัวมาให้เสี่ยวจินกินเป็อาหารหรือเปล่าอยู่นั้นในวันหนึ่งเขาก็ได้เห็นว่ากรงเล็บที่เปรอะเปื้อนไปด้วยดินโคลนของเสี่ยวจินจับงูตัวใหญ่อยู่ที่กำลังดิ้นรนอย่างเฉื่อยชาเอาไว้ผู้เป็พ่อถึงได้รู้ว่า แม้แต่รูงู เ้าเสี่ยวจินก็ขุดมาแล้ว
‘ปึง!’ งูตัวใหญ่ถูกวางลงต่อหน้าผู้เป็พ่อและนั่นก็ทำเอาผู้เป็แม่ใจนกรีดร้องออกมา ผู้เป็พ่อรีบร่าย ‘เวทรัดกุม’ ออกมาแต่เพราะว่าเขายังไม่คุ้นชินมากนักการร่ายเวทในครั้งนี้จึงทำเอาพลังธาตุไม้ในตัวของเขาสูญเสียไปจนเกือบหมดถึงจะสามารถจับกุมเ้างูตัวใหญ่ที่มีน้ำหนักกว่าห้ากิโลกรัมเอาไว้ได้
ใบหน้าของผู้เป็แม่เต็มไปด้วยหยาดเหงื่อเ้าอินทรีทองโยนงูตัวใหญ่ลงมาโดยไม่ให้สัญญาณก่อนแบบนี้ ทำเอาคนใแทบตาย “เดี๋ยวนี้เสี่ยวจินนิสัยแปลกขึ้นทุกวัน!”
ผู้เป็พ่อมองไปยังอินทรีทองที่ยืนอยู่อย่างเงียบเชียบก่อนจะเข้าใจทุกอย่างในทันที “อย่าไปว่ามันสิงูตัวนี้มันตั้งใจหามาให้พวกเรากินนะ เธอนี่ทำตัวเป็เด็กสาวไปได้!” เถาวัลย์ของต้นหนามเหล็กพันรัดตัวเ้างูั์เอาไว้แน่นผู้เป็พ่อขยับเข้าไปยกมันขึ้น ก่อนจะแกว่งไปมา พร้อมกับหัวเราะ
“เข้าหน้าหนาวแล้ว เป็ฤดูกินซุปงูพอดี งูตัวนี้ใหญ่มากพวกเราคงกินกันไม่หมด ไปเรียกพวกเสี่ยวซุยให้มากินด้วยกันดีกว่า”
ที่บ้านนอกไม่มีใครไม่เคยจับงูมาต้มซุปการที่ผู้เป็แม่ใไปเมื่อสักครู่ เป็เพียงแค่เพราะขนาดของมัน หากว่าจะต้องกินมันเข้าไปแล้วเธอก็ไม่ได้รู้สึกอะไร
เมื่อเสี่ยซุยได้ยินว่าจะกินงูเขาก็รีบมาที่บ้านหลินทันที เมื่อเห็นเ้างูั์ที่ถูกแขวนเอาไว้บนต้นไม้เขาก็พูดขึ้นมาด้วยความประหลาดใจ
“เ้างูตัวนี้จะเอาไปทำอะไรเหรอครับ?”
ผู้เป็แม่บอกว่าจะเอาไปตุ๋นแต่เสี่ยซุยกลับส่ายหน้า พร้อมบอกว่าหากทำแบบนั้นก็เสียดายวัตถุดิบสุดท้ายเ้างูตัวนี้จึงถูกแบ่งเป็ส่วนๆ ตามคำแนะนำของเสี่ยซุยบางส่วนถูกนำไปทำซุปงู บางส่วนก็เอาไปต้มแซ่บงูผักดองและส่วนที่มีไขมันมากที่สุดก็เอาไปทำเนื้องูผัดไฟ
ตอนนี้เสี่ยวถวนจึมีอายุสามขวบแล้วด้วยความจำเป็ที่เธอจะต้องเข้าเรียนชั้นอนุบาลหวังเมี่ยวเอ๋อจึงย้ายกลับเข้าไปอยู่ในเมือง และเพราะว่าต้องไปเรียนทำให้เสี่ยวถวนจึไม่ได้เจอกับหลินลั่วตงมานานมากแล้ววันนี้เมื่อได้โอกาสมาที่บ้านหลินกับพ่อและแม่ เรียวขาเล็กราวกับก้านบัวของเธอก็รีบวิ่งไปทั่วตึกหน้าก่อนที่จะลากพาหวังเมี่ยวเอ๋อไปที่ด้านหลังอินทรีทองที่อยู่ด้านหลังบ้านหลินตัวนี้ หวังเมี่ยวเอ๋อเคยเจอมันมาสองครั้งแล้วแต่แม้ว่าเธอจะมีนิสัยไม่กลัวฟ้ากลัวดินอะไรเธอก็ยังถูกสายตาที่จ้องมองมาของเสี่ยวจินทำเอารู้สึกหวาดผวาขึ้นมาอยู่ดี
ด้วยปัจจัยทางร่างกายของเสี่ยวถวนจึทำให้เธอมีพัฒนาการที่รวดเร็วและดีกว่าเด็กผู้หญิงวัยสามขวบทั่วไปเธอวิ่งไปวิ่งมาในระหว่างพุ่มไม้ใบหญ้าอย่างว่องไวแม้แต่หวังเมี่ยวเอ๋อเองก็ไม่สามารถจะจับเธอเอาไว้ได้ ก่อนที่เด็กตัวน้อยจะค่อยๆตรงไปยังบริเวณเกาะกลางน้ำ
“ซุยหว่านลู่ หยุดเดี๋ยวนี้นะ!” หวังเมี่ยวเอ๋อะโขึ้นมาเธอไม่สามารถจะรับมือกับเด็กผู้หญิงตัวน้อยที่เต็มไปด้วยความกระตือรือร้นแบบนี้ได้จริงๆ
เสี่ยวถวนจึหัวเราะคิกคักขึ้นมาก่อนที่จะขยับตัวเดินออกไปให้เร็วขึ้น ไม่นานนักเธอก็ข้ามผ่านสะพานไปถึงตัวเกาะกลางน้ำ
ใช่แล้วซุยหว่านลู่คือชื่อจริงของเสี่ยวถวนจึชื่อที่ฟังดูอ่อนหวานสวยงามถูกตั้งขึ้นโดยผู้เป็พ่อตัวอ้วนของเธอเสี่ยซุยเป็ทาสของลูกสาวโดยสมบูรณ์แบบเขามองไม่เห็นความซุกซนในตัวของเสี่ยวถวนจึเลยแม้แต่น้อย เขาจึงบอกว่าเธอนั้นดูประกายสดใสราวกับหยาดน้ำค้างแต่ความจริงดูท่าทางว่าเสี่ยวถวนจึจะเป็เด็กแสบเสียมากกว่า...
เ้าจิ้งจอกน้อยยิงฟันขู่เด็กสาวตัวน้อยที่พุ่งเข้ามาในพื้นที่ของมันเสี่ยวถวนจึไม่ได้เกรงกลัวอะไรมันเลยแม้แต่น้อยเธอคิดว่าเ้าจิ้งจอกตัวนี้กำลังหยอกล้อเล่นกับเธออยู่เธอจึงตบมือพร้อมกับกระทืบเท้าไปมา ทำเอาเ้าจิ้งจอกน้อยโมโหแทบตายในตอนที่มันกำลังจะยื่นกรงเล็บเข้าไปข่วนเ้าเด็กตัวน้อยตรงหน้ามันก็รู้สึกได้ถึงแรงดึงจากทางด้านหลัง
“คุณน้าหลิน!” เสี่ยวถวนจึเรียกออกมาอย่างชัดเจนก่อนที่เธอจะถือโอกาสรังแกคนอื่น เธอพุ่งเข้าไปหยิกจมูกของเ้าจิ้งจอกน้อยทันที
เ้าจิ้งจอกน้อยนั้นพยายามใช้แรงดิ้นรนมันรู้สึกว่าท่าทางแบบนี้ช่างดูเสียหน้าจิ้งจอกแบบพวกมันมากแต่ว่าด้านหลังของมันถูกมือใหญ่ของหลินลั่วหรานจับเอาไว้แน่นทำให้มันไม่สามารถจะหนีไปไหนได้
เมื่อหวังเมี่ยวเอ๋อเห็นว่าหลินลั่วหรานโผล่ออกมาจากในกระท่อมเธอก็หายกังวลว่าลูกสาวของตัวเองจะซนจนตกน้ำไป ตอนนี้เป็่ฤดูหนาวแล้วพวกเธอจึงเริ่มดื่มเหล้าวิเศษเข้าไปไม่น้อย และเริ่มสวมใส่เสื้อผ้าหนาๆมีเพียงแค่หลินลั่วหรานเท่านั้นที่ยังคงใส่เสื้อผ้าแขนยาวธรรมดาทั่วไปหวังเมี่ยวเอ๋อเห็นว่าเธอกำลังยืนคุยกับเสี่ยวถวนจึใต้ต้นไผ่ เธอก็รู้สึกราวกับว่าหลินลั่วหรานนั้นผอมลงเล็กน้อย
“มาตั้งกี่ครั้งต่อกี่ครั้ง เธอก็เอาแต่เก็บตัว ทำไมวันนี้ถึงออกมาได้ล่ะ?”
หลินลั่วหรานหัวเราะขึ้นเธอตักเตือนเ้าจิ้งจอกน้อย ก่อนจะวางมันลง
“ฉันได้กลิ่นหอมของซุปงูแล้ว จะปล่อยให้พวกพี่กินกันไปไม่รอได้ยังไง!” เธอและหวังเมี่ยวเอ๋อยืนเคียงกันอยู่ในดงไผ่เมื่อเห็นเ้าจิ้งจอกน้อยวิ่งพุ่งเข้าไปในกระท่อมไม้ไผ่พวกเธอก็นึกถึง่เวลาก่อนที่จะซื้อคฤหาสน์แห่งนี้ เมื่อสี่ปีก่อนขึ้นมาพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมายในตอนนั้นอาจารย์เจี่ยเองก็ต้อนรับพวกเธอที่กระท่อมไม้ไผ่แห่งนี้อีกทั้งยังลงมือเข้าครัวทำอาหารให้พวกเธอด้วยตัวเอง
‘กลุ่มเมฆหมอกหอมกรุ่น’ ที่เคยทานในวันนั้นเมื่อคิดย้อนกลับไปตอนนี้ก็ยังคงััได้ถึงรสชาติที่หอมหวาน แต่คนที่เคยทานอาหารจานนั้นทั้งสี่คนในวันวานกลับเปลี่ยนไปแล้ว
ในตอนนั้นหลินลั่วหรานยังเป็เพียงแค่เด็กฝึกหัดที่เพิ่งจะก้าวเข้ามาสู่ประตูแห่งโลกฝึกศาสตร์ไม่ว่าจะเป็เื่พลังเวทหรือเื่ศาสตร์ดาบ เธอก็ไม่ได้รู้เลยแม้แต่น้อยแม้แต่พลังในร่าง เธอยังไม่สามารถควบคุมพวกมันได้ เมื่อเวลาสี่ปีผ่านพ้นไปเธอก็ได้กลายมาเป็ระดับพื้นฐานแล้ว
หวังเมี่ยวเอ๋อเมื่อสี่ปีก่อนคือนักธุรกิจที่ตรงไปตรงมาคนหนึ่ง แม้ว่าจะมีอายุสี่สิบปีแล้ว แต่ก็ยังไม่มีลูกในตอนนี้เธอมีรูปร่างและหน้าตาที่สวยงาม เสี่ยวถวนจึเองก็น่ารักจนไปไหน ใครๆก็พากันชอบเธอ เพียงแค่พริบตาเ้าหนูตัวน้อยก็เข้าเรียนชั้นอนุบาลเสียแล้ว
และเมื่อสี่ปีก่อนเป่าเจียได้ทำงานด้านการออกแบบเครื่องประดับอย่างที่เธอชอบ มีคุณตาเป็ผู้บังคับบัญชากองทหารอีกทั้งยังมีคู่หมั้นที่ร่ำรวย เมื่อพูดขึ้นมาแล้ว เธอก็ดูเป็หญิงสาวที่ทำให้ใครๆต่างพากันอิจฉา...แต่สี่ปีหลังจากนั้นเมื่อเป่าเจียเดินเข้ามาสู่หนทางแห่งการฝึกศาสตร์งานด้านการออกแบบเครื่องประดับที่เธอรักก็ถูกผลักให้ออกไปอยู่ในมุมหนึ่งผู้บังคับบัญชาฉินถูกบังคับให้ ‘ลาออกด้วยเหตุผลทางสุขภาพ’ หลิ่วเจิงก็จากไปไกลและตัวเป่าเจียเองในตอนนี้ก็คงจะนอนสงบนิ่งอยู่ที่ไหนสักแห่งเพื่อรอวันให้ฟ้า์เห็นใจและช่วยให้เธอกับนักปราชญ์ผู้บ้าคลั่งคนนั้นสามารถหาไม้รวมจิตได้พบและปลุกเธอขึ้นมาอีกครั้ง
เธอไม่รู้ว่าตัวเองจะสามารถหาไม้รวมพลังได้อย่างที่้าหรือเปล่าหลินลั่วหรานพบว่า แม้ระดับการฝึกศาสตร์ของเธอจะสูงขึ้นเรื่อยๆแต่เธอก็ยังคงไม่มีความมั่นใจในเื่นี้แต่ในขณะเดียวกันมันก็ไม่ได้ลดลงเพราะเื่นี้
บางทีในชีวิตของคนเราสุดท้ายก็ต้องตกอยู่ในความเปลี่ยนแปลงที่ขึ้นลงจากความ้าและการได้รับแบบนี้ใช่ไหม?
“พี่หวัง พี่พอจะมีที่อยู่อาจารย์เจี่ยไหม?”
สี่ปีผ่านไปแล้วร่องรอยเก่าๆ ของคฤหาสน์เจี่ยค่อยๆ ถูกกลบกลืนไป ทุกๆตารางนิ้วต่างก็เห็นได้ชัดว่าสถานที่แห่งนี้ได้ถูกเปลี่ยนเ้าของไปแล้วและมันก็ได้กลายเป็ ‘คฤหาสน์ตระกูลหลิน’ เป็ที่เรียบร้อย เมื่อสี่ปีก่อนเธอเคยบอกเอาไว้ว่าจะไปเยี่ยมอาจารย์เจี่ย แต่ตอนนี้เธอก็ยังคงไม่มีที่อยู่ของเขาและนั่นก็ทำให้ในใจของหลินลั่วหรานก็รู้สึกกังวลอยู่ไม่น้อย
หวังเมี่ยวเอ๋อส่ายหน้าไปมาเมื่อเธอเห็นว่าจิตใจของหลินลั่วหรานดูไม่ค่อยสู้ดีนัก เธอก็ไม่ได้พูดออกไปว่าความจริงคนในบ้านของอาจารย์เจี่ยเองก็ไม่ได้รับข่าวเขามาสี่ปีแล้ว หากยังหาไม่พบก็บอกไม่ได้ว่านี่นับเป็เื่ดีหรือเปล่า
“ไม่พูดถึงเื่ที่ไม่สนุกแล้ว ไปเถอะ ไปกินเนื้องูกัน!” เมื่อเห็นว่าสีหน้าของหวังเมี่ยวเอ๋อดูผิดปกติไปหลินลั่วหรานก็เปลี่ยนหัวข้อการสนทนา เธออุ้มเสี่ยวถวนจึขึ้นมาพร้อมกับเดินไปยังห้องทานข้าว เ้าจิ้งจอกน้อยที่ช่างเลือกกินเมื่อได้กลิ่นหอมที่ล่องลอยมา มันก็เดินตามทั้งสองเข้าไปในห้องครัวเช่นกันยังไม่ทันได้เริ่มทานข้าว มันก็อยากจะแอบกินเนื้องูในหม้อเสียก่อนแล้วแต่เมื่อยื่นมือลงไป มันก็ถูกน้ำซุปลวกเอาจนต้องร้องโอดโอยออกมา
ผู้เป็แม่ใจอ่อนให้กับมันก่อนที่จะหยิบเอาถาดปากลึกตักเอาซุปและเนื้อออกมาให้เ้าจิ้งจอกตัวน้อยเมื่อได้คืบก็อยากจะเอาศอก มันยกถาดขึ้นก่อนจะขยับขึ้นไปนั่งอยู่บนเก้าอี้ และร่วมโต๊ะอาหารด้วยอย่างยิ่งใหญ่
ในตอนที่กำลังจะเริ่มทานข้าวหลินลั่วตงก็กลับมาจากโรงเรียนพอดี ด้านหลังของเขามีเด็กสาวเว่ยเสวี่ยตามติดมาด้วยความสัมพันธ์ของทั้งสองนั้นแน่นแฟ้นขึ้นเรื่อยๆ บางครั้งก็เลยมาทานข้าวที่บ้านของกันและกันบ้านหลินนั้นรู้สึกดีใจที่ลั่วตงมีเพื่อนสนิทมากส่วนบ้านของเว่ยเสวี่ยเองก็ไม่ได้ขัดขวางการสนิทสนมของพวกเธอผลการเรียนของหลินลั่วตงดีแค่ไหนใครๆ ต่างก็รู้ พวกผู้ปกครองต่างก็อยากจะให้ลูกๆของตัวเองได้มีความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนที่มีคะแนนดีทั้งนั้นเนื่องจากพวกเขาต่างก็หวังว่า เมื่อได้อยู่ใกล้กับเด็กที่มีผลการเรียนดีก็อาจจะทำให้ลูกๆ ของพวกเขาซึมซับเข้าไปบ้าง
เสี่ยวถวนจึรู้สึกว่าคุณอาของเธอกำลังถูกเกาะแกะเธอจึงอดจะหันไปค้อนใส่เว่ยเสวี่ยไม่ได้เด็กสาวชินกับการเป็แกนนำหลักของห้องเรียนเธอแล้วเธอจึงไม่ได้เกรงกลัวเสี่ยวถวนจึที่เพิ่งจะมีอายุสามขวบเลยแม้แต่น้อยทั้งสองต่างก็ส่งสายตาค้อนใส่กัน ทำเอาพวกผู้ใหญ่พากันหัวเราะขึ้นมา
‘งานสังสรรค์เนื้องู’ ที่แสนอบอุ่นขึ้นในครั้งนี้ก็เป็เหมือนกับการอยู่หยุดพักผ่อนในระหว่างเก็บตัวของหลินลั่วหรานเมื่อเธอกลับเข้าไปในห้องใต้ดินอีกครั้ง แววตาของเธอก็หนักแน่นมากขึ้น
ภายในห้องใต้ดินเต็มไปด้วยลายวาดเส้นสายมากมายหลินลั่วหรานค่อยๆ จัดการทำความเข้าใจพวกมันทีละน้อย ซ้ำไปซ้ำมาจนทำให้ทั่วทั้งห้องเต็มไปด้วยรูปวาดเส้นสายเ่าั้ จนเกือบจะไม่มีที่ยืนอยู่แล้ว
โชคดีที่ผลลัพธ์ของมันนั้นน่าพึงพอใจ
หลินลั่วหรานมองไปยังแผ่นหยกประกายสดใสในมือของตัวเองนี่คือแผ่นหยกป้องกันกายที่เธอทำออกมาได้สมบูรณ์ที่สุดกว่าจะศึกษาโครงร่างของยุทธศาสตร์ป้องกันได้จนเข้าใจกระจ่างและจัดการนำเอาเส้นสายที่ซับซ้อนเ่าั้ย่อให้เล็กลงจนสามารถใส่ลงไปบนแผ่นหยกขนาดเท่ากับกำมือได้แบบนั้นหลินลั่วหรานก็ต้องใช้เวลาไปกว่าสามเดือน
เจิงเทียนนำเอาบันทึกไม้ไผ่ที่เธอ้ามาให้ที่บ้านตั้งนานแล้วแต่เพื่อที่จะสามารถศึกษากับเื่ยุทธศาสตร์ได้อย่างเต็มที่ หลินลั่วหรานจึงบังคับตัวเองไม่ให้ไปเปิดดูก่อน
หากจะทำงานให้สำเร็จก็ต้องเตรียมพร้อมอุปกรณ์ให้ดี แม้ว่าการตามหาไม้รวมจิตจะสำคัญมากแต่ว่าความปลอดภัยของคนในครอบครัวเองก็สำคัญเช่นกันจากที่เคยได้รับประสบการณ์แบบนั้นมาแล้วครั้งหนึ่ง หลินลั่วหรานก็ไม่อยากจะให้มันเกิดขึ้นอีกเป็ครั้งที่สอง
และด้วยเหตุผลเดียวกันหาก้าจะสร้างเกราะป้องกัน การเสียเวลาสามเดือนในการศึกษาหลินลั่วหรานก็รู้สึกว่ามันเป็สิ่งที่จำเป็อยู่ดี
ในมือของเธอรวบรวมพลังขึ้นมาก่อนที่จะปล่อยมันออกไปยังแผ่นหยก เมื่อพลังขยับเข้าไปใกล้แผ่นหยกในระยะประมาณหนึ่งฟุตแผ่นหยกก็ะเิแสงออกมา ก่อนที่จะทำลายพลังเ่าั้ให้หายไปหมดสิ้นราวกับว่ามันไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
หลินลั่วหรานยังคงทดสอบอยู่อีกหลายครั้งจนในที่สุดแผ่นหยกบนพื้นก็แตกสลายและกลายเป็ผุยผง
มันยังคงด้อยกว่าแผ่นหยกของตระกูลฉินอยู่มากดูเหมือนว่าในตอนนั้น เธอจะมองข้ามเื่ของวัตถุดิบของแผ่นหยกไปและในขณะเดียวกันเธอเองก็คงจะดูถูกระดับการฝึกศาสตร์ของนักปราชญ์ผู้บ้าคลั่งในตอนนั้นเกินไปด้วย
แผ่นหยกที่ใช้วัตถุดิบแบบเดียวกันสร้างขึ้นมาแม้ว่าจะสามารถ ‘เปิดพลัง’ ได้แต่ด้วยพลังระดับการฝึกศาสตร์ที่ไม่เท่ากัน ก็ส่งผลต่อพลังผลลัพธ์ของมันเช่นกัน
อย่างเช่นแผ่นหยกที่หลินลั่วหรานสร้างขึ้นมามันสามารถรองรับพลังการโจมตีของระดับฝึกลมปราณได้ทุกรูปแบบแต่หากเป็มวลพลังของระดับพื้นฐานแล้ว มันก็สามารถป้องกันได้เพียงแค่การโจมตีในครั้งแรก
เธอนั้นยังอ่อนหัดในทางด้านนี้มากและก็ไม่รู้ว่าเป็เพราะวัตถุดิบด้วยหรือเปล่า...หยกสามารถเก็บพลังเอาไว้ได้จึงเป็วัตถุดิบแรกๆ ที่จะถูกเลือกมาใช้ในการสลักยุทธศาสตร์ แต่ว่าความจริงแล้วมันก็ยังคงเป็วัตถุดิบที่มีความห่างไกลจากวัตถุดิบที่จะใช้ในการทำอุปกรณ์พวกนั้นจริงๆอยู่มาก
หลินลั่วหรานนึกไปถึงก้อนหินใหญ่ที่เคยได้พบบนเขาที่บ้านเกิดของตัวเองขึ้นมาในตอนนั้นเธอเพียงแค่รู้สึกว่ามันดูแตกต่างจากก้อนหินทั่วไปอีกทั้งยังมีดอกไม้สีดำเกิดขึ้น้านั้น ทำให้มันยิ่งดูแปลกประหลาดมากขึ้นไปอีก
หลังจากนั้นเมื่อฝึกศาสตร์มาถึงระดับนี้แล้วหลินลั่วหรานก็เพิ่งจะเข้าใจว่าดอกโบตั๋นสีดำนั้นมีความวิเศษมากถึงเพียงไหน
ในตอนนั้นเธอถูกผลไม้ประหลาดในพื้นที่ลึกลับทำการชำระไขกระดูกไปเดิมทีมันก็เป็เวลาที่ดีที่สุดในการฝึกศาสตร์ แต่ว่าเมื่อไม่มีคนแนะนำและเธอก็ไม่รู้เื่ของการฝึกศาสตร์เหล่านี้ด้วยหากว่าไม่ใช่เพราะเธอดันไปถูกดอกโบตั๋นสีดำเปิดแหล่งความคิดของเธอให้ขยายออกโดยบังเอิญหากเดินเข้ามาบนเส้นทางแห่งการฝึกศาสตร์ที่แท้จริงแม้ว่าหลินลั่วหรานจะมีพื้นที่ลึกลับอยู่ในกำมือ บางทีเมื่อพลังในตัวของเธอกระจายหายไปสุดท้ายเธอก็คงจะเป็เพียงแค่คนธรรมดาที่คอยดูแลรักษาพื้นที่ลึกลับและปลูกผักออกมาขายให้กับคนอื่นไปตลอดชีวิต
เกิดดอกโบตั๋นสีดำขึ้นมาได้แบบนั้นแล้วมันจะเป็เพียงแค่ก้อนหินธรรมดาได้อย่างไร?
หลินลั่วหรานรู้สึกว่ามันดูเหมือนวัตถุดิบในการใช้สร้างอุปกรณ์ที่ถูกบันทึกเอาไว้ในทฤษฎีดาบอย่างหนึ่งเพียงแต่เธอไม่รู้ว่า หากจะนำเอามันมาใช้ทำเป็แผ่นป้องกันตัว จะเป็ทางที่ถูกต้องหรือไม่
เมื่อมองไปยังเปลือกแมงป่องส่วนหนึ่งที่ถูกหลอมละลายไปมากกว่าครึ่งเดือนจนกลายเป็น้ำสีดำใสแล้ว หลินลั่วหรานก็ไม่แน่ใจว่าเธอควรจะไปเอาก้อนหินก้อนนั้นมาก่อนหรือเปล่า
