ฮั่วเสี่ยวเหวินส่ายหน้า “ขอบคุณสำหรับความหวังดีค่ะ แต่ฉันไม่อยากอาศัยกับคนอื่น”
หากไปขอพึ่งคุณลุงอย่างน้อยก็เป็ญาติกัน แต่หากอยู่กับชายหนุ่มที่เพิ่งรู้จักกันเพียงวันเดียว เธอทำไม่ได้หรอก
อีกอย่างเขาอัธยาศัยดีขนาดนี้ ฮั่วเสี่ยวเหวินอด ‘ใช้น้ำใจคนต่ำไปประเมินวิญญูชน’[1] ไม่ได้ ถ้าหากเขาทำไม่ดีกับเธอขึ้นมาล่ะ?
ในเมื่อเป็เช่นนี้จางอิ่นเซิงจึงพาฮั่วเสี่ยวเหวินไปส่งนอกโรงเรียน บอกว่าหากเจอปัญหาอะไรก็มาหาได้เลย ตราบใดที่ช่วยได้ เขาจะช่วยแน่นอน
ฮั่วเสี่ยวเหวินนึกถึงจางต้ากั๋ว วันที่เขาแบกเสบียงกลับมาส่งที่บ้านจางเจียิ เขาพูดแบบนี้เช่นกัน
เมื่อเดินออกมาจากโรงเรียนเธอเริ่มนึกเสียใจ คุณลุงไม่มีทางมาภายในคืนนี้แน่นอน ค่ำคืนที่หนาวเหน็บแบบนี้เธอจะไปนอนที่ไหน?
เดินไปได้ไม่กี่ก้าวฮั่วเสี่ยวเหวินได้ยินเสียงเหยียบหิมะดัง ‘แซ่ดๆๆ’ ตามมาด้านหลัง หรือว่าจางอิ่นเซิงจะไม่สบายใจและไล่ตามมา?
ฮั่วเสี่ยวเหวินดีใจ นั่นสินะ นอนกับเขาสักคืนคงไม่เป็ไร
เธอหันกลับไปอย่างมีความสุข แต่แล้วรอยยิ้มกลับต้องแข็งค้าง ด้านหลังเป็ชายรูปร่างกำยำ ใช่จางอิ่นเซิงที่ไหนกัน
ฮั่วเสี่ยวเหวินเดินต่อไปด้วยความผิดหวัง เนิ่นนานเสียงฝีเท้าด้านหลังยังคงตามมาอย่างไม่เร็วไม่ช้า เธอเริ่มสงสัยเหตุใดเขาถึงเอาแต่เดินตามมา?
ในหัวมีความคิดหนึ่งผุดขึ้นมา ‘หรือว่าเขาจะกำลังสะกดรอยตามฉัน?’
โชคดีที่บ้านของหัวหน้าหมู่บ้านอยู่ไม่ไกล เธอเปลี่ยนจากเดินเป็วิ่งเพราะหวาดกลัว ฮั่วเสี่ยวเหวินคอยหันกลับไปมองด้านหลังเป็ครั้งคราว
ฮั่วเสี่ยวเหวินหัวเราะ มองว่าตัวเองคิดมากไปเอง อีกฝ่ายคงแค่บังเอิญเดินไปทางเดียวกันจะสะกดรอยตามเธอได้อย่างไร?
เมื่อมาถึงบ้านหัวหน้าหมู่บ้าน ฮั่วเสี่ยวเหวินผลักประตูที่ปิดอยู่ให้เปิดออก ทั้งครอบครัวกำลังกินข้าวและพูดคุยอย่างยิ้มแย้มในห้องโถง
ฮั่วเสี่ยวเหวินรู้สึกเกรงใจ รีบทำท่าจะถอยออกไป แต่ ‘คุณน้าอู๋’ ตาไวมาก เธอเห็นฮั่วเสี่ยวเหวินทำท่าจะออกไปก็รีบลุกขึ้นเรียก “เสี่ยวเหวิน ยังไม่กินข้าวใช่ไหม รีบมากินด้วยกันสิ พวกเราเพิ่งเริ่มกินเช่นกัน”
ฮั่วเสี่ยวเหวินส่ายหน้าปฏิเสธ บอกว่ากินมาแล้ว
‘คุณน้าอู๋’ มาลากเธอเข้าไป บอกว่ากินมาแล้วก็กินอีกได้ คำเชื้อเชิญนี้ยากจะปฏิเสธ เธอจึงต้องกินอีกเล็กน้อย
ขาหมูน้ำแดง กึ๋นไก่แผ่น แล้วยังมีกับข้าวที่ฮั่วเสี่ยวเหวินไม่รู้จักอีกหลายอย่าง “อร่อยมาก” เธอพูดขึ้นอย่างทอดถอนใจ
หัวหน้าหมู่บ้านกำลังแทะขาหมู ริมฝีปากมีแต่คราบน้ำมัน ได้ยินที่ฮั่วเสี่ยวเหวินพูดก็ภูมิใจขึ้นมา “กับข้าวฝีมือคุณน้าอู๋จะไม่อร่อยได้อย่าง? มา เธอมาได้ถูกจังหวะมาก กินให้เต็มที่เลย ไม่ต้องเกรงใจ”
“ซิ่ว เธอเองก็กินเยอะหน่อย หลายปีมานี้ลำบากเธอแล้ว” สามีคีบกับข้าวจานโน้นจากนี้ให้ ‘คุณน้าอู๋’
อู๋ซิ่วหน้าแดง กลอกตาใส่สามี “จะเอาใจอะไรขนาดนี้ กับข้าวบ้านตัวเอง คิดว่าฉันคีบเองไม่เป็หรือ?”
ฮั่วเสี่ยวเหวินกินจนอิ่ม มาอวดความรักอะไรกันตรงนี้
“คุณน้าอู๋ ถ้าหากเปิดร้านขายของชำแล้ว ฉันขอไปอยู่ด้วยได้ไหมคะ?” ฮั่วเสี่ยวเหวินถามเสียงเบามาก เหมือนยากจะเอื้อนเอ่ยออกมา
แต่อู๋ซิ่วยังคงได้ยิน เธอพูดพร้อมกับกินไปด้วย “อื้ม ถึงเวลาแล้วเธอมานอนด้วยกันกับน้านั่นแหละ”
ฮั่วเสี่ยวเหวินดีใจ เช่นนี้เธอจะได้ไม่ต้องไปบ้านคุณลุงแล้ว ไปอยู่กับจางอิ่นเซิงสักระยะหนึ่งก่อน รอให้ร้านขายของชำเปิดทำการค่อยย้ายไปอยู่กับอู๋ซิ่ว
เ้าอ้วนที่กำลังถือน่องไก่กินอย่างเอร็ดอร่อยข้างอู๋ซิ่วดูจะดีใจกว่าฮั่วเสี่ยวเหวินเสียอีก เขาลุกจากเก้าอี้เดินมาหาฮั่วเสี่ยวเหวิน “พวกเราสามคนนอนด้วยกัน”
ฮั่วเสี่ยวเหวินคิดหนัก หากนอนกับเขาคงได้ล้มป่วยในไม่ช้าก็เร็วแน่ แต่ตอนนี้ตัวเองต้องอาศัยบ้านคนอื่นจึงต้องฝืนพยักหน้าไปก่อน
อู๋ซิ่วลากลูกชายกลับไปนั่งที่ “เตียงเล็กขนาดนั้น ส่วนลูกก็นอนกางแขนกางขา แม่กับเสี่ยวเหวินจะนอนอย่างไร?”
แต่ก็แค่พูดไปอย่างนั้น ถ้าถึงเวลาแล้วลูกชายดึงดันจะนอนด้วยจริงๆ เธอจะไล่เ้าอ้วนกลับไปก็ไม่ใช่กระมัง?
แต่ไม่ว่าจะพูดอย่างไร ฮั่วเสี่ยวเหวินก็มีที่พักแล้ว เธอรู้สึกดีใจอยู่ดี
ไม่จำเป็ต้องโทรศัพท์อีก เธอกล่าวขอบคุณและออกจากบ้านของหัวหน้าหมู่บ้านหลังจากทานข้าวเสร็จ
ท้องฟ้ามืดแล้วฮั่วเสี่ยวเหวินเดินเร็วมาก เธอจำเป็ต้องไปบอกกล่าวกับจางอิ่นเซิงก่อนเขาเข้านอน ไม่อย่างนั้นหากคนอื่นนอนกันหมดแล้ว เธอไปเคาะประตูรบกวนอีกคงไม่ดี
“โอ๊ย” ฮั่วเสี่ยวเหวินชนเข้ากับคนๆ หนึ่ง เธอรับรู้ได้ว่าอีกฝ่ายเป็ใครจากกลิ่นประหลาดบนร่างเขา
ฮั่วเสี่ยวเหวินหันตัววิ่งหนีทันทีโดยไม่สนว่าตัวเองจะถูกชนจนเจ็บ ทว่ากลับมีชายสองคนมายืนขวางด้านหน้าไว้ หนึ่งในนั้นคือชายที่เดินตามเธอก่อนหน้านี้
ฮั่วเสี่ยวเหวินเข้าใจแล้ว เ้าเป๋สามขาเรียกให้คนมาจับเธอกลับไป
แต่ฮั่วเสี่ยวเหวินยังมีสิ่งหนึ่งที่ไม่เข้าใจ คนในหมู่บ้านยอมมาจับเธอครั้งแล้วครั้งเล่าเพียงเพื่อเงินแค่ไม่กี่หยวน พวกเขาไม่รู้สึกละอายใจบ้างหรือที่ช่วยคนอื่นกระทำความเลว?
“รีบจับเธอไว้ อย่าให้หนีไป” เสียงของสตรีวัยกลางคนดังขึ้น นี่ไม่ใช่เสียงของยายแก่ฮั่ว เช่นนั้นคงเป็แม่ของเ้าเป๋สามขาแน่นอน
ชายสองคนนั้นไล่ตามมา ฮั่วเสี่ยวเหวินขัดขืนอย่างไรก็เปล่าประโยชน์ เธอถูกจับอย่างรวดเร็ว
เ้าเป๋สามขาเดินเอามือมาบีบหน้าฮั่วเสี่ยวเหวิน เขาโอ้อวดว่า “ฉันเคยบอกแล้วว่าเธอไม่มีวันหนีพ้น”
หญิงวัยกลางคนด่าลูกชาย “หล่อนจะเป็ภรรยาของแกแล้ว อย่าได้รังแกหล่อนเชียว”
ตามด้วยคำพูดโน้มน้าวฮั่วเสี่ยวเหวิน “นังหนู อย่าโทษฉันเลยนะ เธอก็รู้ว่าสภาพของเขาทำให้หาภรรยายาก”
ฮั่วเสี่ยวเหวินะโตอบกลับเสียงดัง “ฉันไม่แต่งกับเ้าเป๋ พวกคุณกำลังลักพาตัวฉัน ฉันจะแจ้งตำรวจ”
สีหน้าของหญิงวัยกลางคนเคร่งขรึมขึ้น “ฉันลักพาตัวหรือ…จะบอกอะไรให้นะ ฉันจ่ายเงินห้าร้อยหยวนเพื่อซื้อตัวเธอจากยายแก่ฮั่วเรียบร้อย และมีลายลักษณ์อักษรบนกระดาษเป็เครื่องยืนยัน”
ฮั่วเสี่ยวเหวินตะลึงงัน เธอนึกถึงเื่ที่ตอนนั้นหยางเสวียเหวินคุยกับเพื่อนร่วมงานว่ายายแก่ฮั่วพกเงินห้าร้อยตำลึงมาสถานีตำรวจหลายวัน
ตอนนั้นเธอยังคิดอยู่เลยว่ายายแก่ฮั่วไปเอาเงินมาจากไหน ที่แท้ก็เป็เงินสกปรกจากการขายเธอ
เห็นฮั่วเสี่ยวเหวินสงบลง หญิงวัยกลางคนมีท่าทีอ่อนโยนและพูดจาดีขึ้น นางเกลี้ยกล่อมให้เธอยอมเป็ลูกสะใภ้แต่โดยดี บอกว่าจะดูแลฮั่วเสี่ยวเหวินเป็อย่างดี
ฮั่วเสี่ยวเหวินนึกถึงหวางเจาหวา หรือว่าหญิงวัยกลางคนคนนี้จะดีต่อเธอเหมือนอย่างหวางเจาหวา? แต่หล่อนถึงกับเรียกให้คนมาจับตัวเธอได้ คิดว่าคงไม่ได้เป็คนดีนัก
“เขาตัวเหม็นจะตายอยู่แล้ว ฉันไม่ยอมเป็ภรรยาของเขาหรอก” ฮั่วเสี่ยวเหวินะโเสียงดัง แม้จะรู้ว่าบนท้องถนนไม่มีคน แต่อย่างไรก็ต้องลองดู เผื่อว่าจะมีคนก้าวออกมายืนหยัดเพื่อความถูกต้อง เธอจะได้รอดจากสถานการณ์นี้
หญิงวัยกลางคนนิ่งไปไม่รู้จะตอบอย่างไรดี หล่อนจึงไม่ตอบกลับ และพากันเดินไปยังบ้านของเ้าเป๋สามขาแทน
ฮั่วเสี่ยวเหวินได้ยินหล่อนตำหนิลูกชายระหว่างทาง “บอกแล้วว่าให้อาบน้ำเป็ประจำ เห็นไหมว่าภรรยาแกรังเกียจแล้ว ต่อไปจะนอนด้วยกันอย่างไร?”
เ้าเป๋สามขาหัวเราะแห้งๆ ตอบว่าวันหน้าจะปรับปรุงตัวแน่นอน
เชิงอรรถ
[1] ใช้น้ำใจคนต่ำไปประเมินวิญญูชน(以小人之心,度君子之腹) หมายถึง การใช้ความเห็นที่เลวไปคาดเดาคนที่มีคุณธรรมสูงส่ง
