ติงเหว่ยพูดคุยด้วยท่าทางสบายๆ ราวกับกำลังพูดคุยเื่ในครอบครัวกับคนสนิท ทั้งที่คำพูดของนางที่เกี่ยวกับเื่การสังหารฆ่าฟันนั้น เพียงพอที่จะส่งผลถึงชีวิตคนหลายร้อยคนได้
ทุกคนต่างรู้สึกขนลุกอย่างบอกไม่ถูก คนที่ขี้ขลาดก็เริ่มทบทวนในใจว่าตนเองเคยทำอะไรให้หญิงสาวผู้นี้โกรธหรือเปล่า
ขณะที่พระชายาสกุลซือหม่าที่ไร้สมอง ยามนี้ก็โกรธจนตาแทบลุกเป็ไฟ มีคนเช่นนี้อยู่ข้างกายฮ่องเต้องค์ใหม่ที่กำลังจะขึ้นครองบัลลังก์ หากวันหนึ่งฮ่องเต้ถูกยุยงจนเกิดความแค้นขึ้นมา ตระกูลซือหม่าคงไม่พ้นต้องล่มสลายอย่างแน่นอน นางไม่อยากไปตากเกลือที่เฉวียนโจว!
สีหน้าขององค์หญิงชิงเฉิงเองก็ไม่สู้ดีนัก แม้ว่านางจะทำหลายสิ่งเพื่อช่วยกงจื้อิให้ได้แผ่นดินและบัลลังก์ แต่ความจริงที่ว่าซือหม่าเชวี่ยนเกือบจะฆ่ากงจื้อินั้นก็ไม่สามารถลบล้างได้ นั่นก็เป็เหตุผลที่นางมักพูดถึงความสัมพันธ์เก่าๆ และพยายามลองใจทุกวิถีทางหลายครั้งโดยไม่กล้าบังคับ
อย่างไรก็ตาม นางโตมากับกงจื้อิ นางรู้ดีว่าเขาเป็คนที่ซื่อสัตย์และจริงใจ แม้ว่าจะมีคนยุแยงมากมาย ตราบใดที่ตระกูลซือหม่ายังไม่ทำอะไรผิดอีกและอยู่อย่างสงบเสงี่ยม ก็ไม่มีทางที่จะต้องจบลงอย่างน่าเวทนา
เมื่อคิดเช่นนั้น นางก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมาเล็กน้อย ค่อยๆ ยกถ้วยชาขึ้นมาจิบราวกับว่าบทสนทนาของคนอื่นๆ ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับตนเอง
บรรยากาศในงานชะงักไปชั่วขณะเพราะคำถามของติงเหว่ย แต่ฟางฮูหยินที่ไม่รู้ว่าดูละครจนพอใจแล้วหรือเพิ่งนึกได้ว่าตนเองเป็เ้าภาพ ยิ้มและพูดขึ้นว่า “ข้าแสดงฝีมือไปแล้ว พวกท่านอย่ามัวแต่คุยเล่นกันอยู่ รีบตีกลองแล้วส่งลูกบอลดอกไม้ต่อกันเร็วเข้า”
เมื่อได้ยินดังนั้นทุกคนก็รีบรวบรวมสติที่กระเจิดกระเจิงและพูดคุยกันอย่างกระตือรือร้น “ดีเลย หากใครทำไม่ได้เดี๋ยวต้องถูกลงโทษด้วยการดื่มเหล้านะ”
“ไอ๊หย๊า แล้วจะทำยังไงล่ะ เกรงว่าข้าคงเมากลับบ้านแล้วโดนท่านพี่ดุแน่ๆ”
ทุกคนเริ่มหยอกล้อกันอย่างสนุกสนาน บรรยากาศในงานจึงกลับมาคึกคักอีกครั้ง
ติงเหว่ยเองก็ไม่ใช่คนที่ไม่รู้กาลเทศะ นางจึงยิ้มและพยักหน้าเป็เชิงตอบรับ ทุกคนเห็นดังนั้นก็พากันโล่งใจและสีหน้าก็ดูผ่อนคลายขึ้นมาก
เสียงกลองดังขึ้นอย่างรวดเร็ว ลูกบอลดอกไม้สีแดงสดถูกส่งต่อกันไปมาอย่างรวดเร็ว จนเมื่อกลองหยุดลง ลูกบอลกลับตกอยู่ที่อ้อมแขนของติงเหว่ยพอดี เ้าเด็กอ้วนของนางดีใจมาก หยิบลูกบอลขึ้นมาปาเล่นไปมา โดยที่ไม่รู้เลยว่าแม่ของตนได้ถูกผลักให้กลายเป็จุดสนใจอีกครั้ง
พระชายาสกุลซือหม่าไร้สมองที่ก่อนหน้านี้กลัวจนแทบตาย บัดนี้อาจได้รับการปลอบโยนจากใครบางคน จนฝืนกลับมามีความกล้าขึ้นมาบ้าง เมื่อเห็นดังนี้จึงหัวเราะด้วยความสะใจ
คนอื่นๆ ก็มองติงเหว่ยด้วยสีหน้าประหลาดใจและต่างรอดูว่านางจะแก้สถานการณ์นี้อย่างไร เพราะหญิงสาวที่มาจากครอบครัวชาวนาและเป็แม่ครัว คงอาจพูดคำสุภาษิตโบราณได้ไม่กี่คำ การคาดหวังให้นางพูดอะไรที่เป็คำกลอนหรือบทกวีคงเป็ไปไม่ได้ นั่นคงต้องให้ฝนสีแดงตกลงมาจากฟากฟ้าเสียแล้ว
แม่นมกู่อาจคิดเช่นนั้นเหมือนกัน ตอนนี้นางก็ไม่สามารถหลบไปไหนได้อีก จึงพูดขึ้นด้วยรอยยิ้มว่า “แม่นางของข้ามัวแต่ดูแลคุณชายน้อย เกรงว่าคงไม่มีเวลาคิดเื่กลอนบทกวีอะไร แต่บ่าวเฒ่าเช่นข้าพอมีอยู่บทหนึ่ง จะลองท่องให้ฮูหยินทุกท่านลองฟังกันดู หากว่าพอจะใช้ได้บ้าง ก็ขอให้เว้นโทษดื่มเหล้าของแม่นางของข้าได้หรือไม่?”
จวนอู่โฮ่วไม่มีนายหญิงมานานหลายปีแล้ว แม่นมกู่จึงแทบจะกลายเป็คนดูแลบ้านครึ่งหนึ่ง สตรีในเมืองหลวงคนใดบ้างที่ไม่รู้ถึงความเก่งกาจของนาง และพวกนางก็เพิ่งได้ยินเื่การฆ่าฟันเต็มสองหู ยิ่งไม่มีใครโง่เขลาพอจะกล้าพูดคำว่า “ไม่” ออกมาแม้แต่คนเดียว
“แม่นมยังแต่งบทกวีได้อีกด้วย วันนี้พวกเราคงจะมีวาสนาได้ฟังบทกวีเพราะๆ กันแล้ว เมื่อก่อนฮูหยินของท่านอู่โฮ่วคนก่อนก็เป็คนมีชื่อเสียงด้านวรรณศิลป์ แม่นมคงได้รับพร์จากท่านมาบ้างแน่ๆ”
“ก็ใช่น่ะสิ ข้าได้ยินมาว่าตอนที่แต่งงานนั้นยังเอาหนังสือติดตัวมาเป็สิบกว่าลังเลย”
เมื่อได้ยินคนอื่นๆ พูดถึงนายของตน แม่นมกู่ก็ยืดอกตัวตรงด้วยความภาคภูมิใจ หลังจากที่นางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงกล่าวบทกวีว่า “หญ้าเขียวชอุ่มในเดือนสอง นกหลากสีบินร่อนข้ามท้องฟ้า ต้นหลิวริมฝั่งพลิ้วไหวตามลม ไอน้ำจากในฤดูใบไม้ผลิ เด็กๆ รีบกลับบ้านหลังเลิกเรียน ใช้ลมตะวันออกปล่อยว่าวกระดาษสู่ฟ้า”
เมื่อทุกคนได้ฟัง ไม่ว่าจะด้วยใจจริงหรือเสแสร้ง ต่างก็พยักหน้าและกล่าวชมว่า “มีความสนุกสนานของฤดูใบไม้ผลิอย่างเต็มที่ ราวกับเห็นเด็กๆ กำลังเล่นว่าวอยู่ตรงหน้าอย่างไรอย่างนั้น”
แม่นมกู่โค้งคำนับเล็กน้อย ถือเป็การขอบคุณที่ทุกคนชมเชย ติงเหว่ยก็ผ่านพ้น “ความยาก” ครั้งนี้ไปได้โดยง่าย แม้ว่าบางคนจะรู้สึกไม่พอใจในใจ แต่ก็ไม่มีใครกล้าทำอะไรตรงๆ ได้แต่หวังว่าลูกบอลจะมาตกอยู่ที่นางอีกครั้ง
ไม่รู้ว่าเป็เพราะโชคของติงเหว่ยไม่ดีจริงๆ หรือสาวใช้ที่ตีกลองได้ยินเสียงในใจของคนอื่นๆ เมื่อกลองหยุดลงอีกครั้ง ลูกบอลก็อยู่ในมือของติงเหว่ยอีกแล้ว
ครั้งนี้สีหน้าของทุกคนไม่อาจแสร้งทำเป็นิ่งสงบได้อีกต่อไป แต่ละคนต่างตั้งหน้าตั้งตารอดูว่าติงเหว่ยจะแก้ไขสถานการณ์นี้อย่างไร
ทว่าติงเหว่ยกลับไม่ร้อนรนเลยแม้แต่น้อย ยื่นมือส่งลูกบอลให้ลูกชายเล่น หลังจากนั้นเมื่อนางกำลังจะพูด…ก็มีคนแย่งพูดไปก่อนอีกแล้ว
ครั้งนี้คนที่อยู่ตรงหน้านางคืออวิ๋นอิ่ง สาวน้อยผู้นี้ไม่รอให้ใครคัดค้าน ก็เปิดปากพูดทันทีว่า “เมื่อคืนท่านแม่ทัพได้มอบบทกวีที่ท่านแต่งขึ้นเองหนึ่งบทให้กับบ่าว ท่านสั่งว่าหากวันนี้มีโอกาสให้บ่าวท่องบทนี้ ถือว่าเพิ่มความสนุกสนานในงานของฟางฮูหยิน”
เมื่อพูดจบนางก็เริ่มท่องบทกวีด้วยน้ำเสียงกังวานว่า “วันสดใสไปเยือนริมฝั่งน้ำ ทิวทัศน์งามใหม่ตระการตา ลมตะวันออกพัดพารัญจวนมา หมื่นบุปผาแย้มยิ้มรับฤดูใบไม้ผลิ”
ท่านอัครมหาเสนาบดีฟางเป็เหมือนอาจารย์คนหนึ่งของกงจื้อิ ฟางฮูหยินก็เปรียบเสมือนอาจารย์หญิง เมื่อศิษย์นำบทกวีมามอบให้เพื่อเป็เกียรติในงานของอาจารย์ นับเป็การแสดงความเคารพและกตัญญูยิ่งนัก ยิ่งไปกว่านั้นกงจื้อิเป็ผู้นำสูงสุดของแผ่นดินซีเฮ่าในตอนนี้ บทกวีนี้ย่อมมีความสำคัญเป็อย่างมาก ไม่มีใครกล้าพูดตำหนิแม้แต่คำเดียว
ดังนั้นทุกคนจึงพากันยกย่องบทกวีนี้ แข่งกันกล่าวคำชมราวกับจะยกย่องให้บทกวีนี้เป็เลิศที่สุด
แน่นอนว่ามีข้อยกเว้นอยู่หนึ่งคน นั่นก็คือองค์หญิงชิงเฉิง นางก้มหน้าลงเหมือนกำลังพิจารณาบทกวีเงียบๆ ทว่าข้อนิ้วที่บีบถ้วยชาไว้กลับขาวซีด…
เพราะเหตุใดกัน ทั้งๆ ที่นางทำเพื่อเขามามากมายขนาดนี้ เขาก็ยังไม่แม้แต่จะมองนางสักนิด แต่วันนี้เพียงเพราะ้าให้หญิงคนนั้นไม่ถูกหัวเราะเยาะ เขากลับจัดการทุกอย่างขนาดนี้ เพราะเหตุใดกัน? นางไม่ยอมรับ นางไม่พอใจ! ทุกสิ่งเหล่านี้เดิมทีควรเป็ของนาง…
ติงเหว่ยเหลือบมองใบหน้าขององค์หญิงชิงเฉิงที่บิดเบี้ยวจนไม่เหลือเค้าความงดงามของนาง นางหัวเราะเยาะในใจไม่หยุด
คนสิบกว่าคนนั่งเล่นส่งลูกบอลดอกไม้ด้วยกัน ลูกบอลตกมาในมือติงเหว่ยหนึ่งครั้งถือเป็เื่ปกติ แต่เมื่อตกมาในมือของนางเป็ครั้งที่สองติดๆ กัน มันก็ดูแปลกประหลาดเกินไป หากจะบอกว่าไม่มีใครเล่นตุกติกก็คงไม่มีนกสักตัวบนยอดไม้ไกลๆ ที่เชื่อ
ในงานนี้แม้ว่าคนอื่นจะไม่ได้ชอบนาง แต่ก็ไม่มีใครที่จะอยากเห็นนางอับอายขายหน้าขนาดนี้ ผู้ที่วางแผนครั้งนี้ว่าจะไม่มีคนถูกเลือกคนที่สอง คงไม่มีใครอื่นนอกจากองค์หญิงผู้เสแสร้งที่อยู่ฝั่งตรงข้ามอย่างแน่นอน
แน่นอนว่าการตัดสินเช่นนี้อาจดูรุนแรงเกินไป และอาจทำให้นางถูกใส่ร้ายได้ แต่จะเป็เช่นนั้นก็ช่างเถอะ ใครใช้ให้นางไปหมายปองพ่อของลูกชายข้าเล่า! คราวนี้ติงเหว่ยจึงเป็ฝ่ายจู่โจมก่อนบ้างหนึ่งครั้ง!
เมื่อคิดได้ดังนั้น นางก็ยิ้มและพูดเร่งขึ้นมา “ฮูหยิน รีบเริ่มรอบต่อไปเถิด ข้าได้ยินพี่ฟางพูดถึงเหล้าเก่าที่เก็บไว้ในจวนของเราอยู่บ่อยๆ วันนี้ยังไงก็ต้องได้ดื่มสักสองจอกนะเ้าคะ!”
“แม่นางติงรีบร้อนเกินไปแล้ว” ฟางฮูหยินที่กำลังเล่นกับอันเกอเอ๋อร์ด้วยพู่ผ้าหัวเราะเมื่อได้ยินเช่นนั้น “คนอื่นๆ ยังอิจฉาท่านที่มีแม่นมกู่และท่านแม่ทัพคอยปกป้อง แต่ท่านกลับไม่รับน้ำใจเอาไว้เลย ตกลง รีบเริ่มกันเถอะ งานเลี้ยงก็เตรียมพร้อมแล้ว มาดูกันสิว่าครั้งนี้ลูกบอลจะตกไปที่ใคร?”
เมื่อเ้าภาพพูดขึ้นมาสาวใช้ผู้ตีกลองก็รีบเริ่มตีกลองอีกครั้ง ติงเหว่ยยิ้มพลางจ้องมองลูกบอลดอกไม้ที่ถูกส่งไปมา ราวกับนางอยากให้มันตกลงมาในอ้อมแขนของนางอีกครั้ง แต่น่าเสียดายที่คราวนี้ลูกบอลกลับมาตกอยู่ในมือขององค์หญิงชิงเฉิง สาวใช้ที่ตีกลองอยู่ก็หยุดตีกลองกะทันหัน
องค์หญิงชิงเฉิงถือบอลเอาไว้ พลางยิ้มอย่างสง่างาม “ดูเหมือนว่าวันนี้คงต้องเป็ตาข้าบ้างแล้วที่จะได้แสดงฝีมือ”
หลังจากที่ติงเหว่ยได้ถามคำถามแปลกๆ เมื่อครู่บรรดาผู้คนที่อยู่ต่อหน้าองค์หญิงจาก “ราชวงศ์ก่อน” ต่างก็ไม่รู้ว่าจะปฏิบัติต่อองค์หญิงเช่นไรดี จึงได้แต่ยิ้มและพยักหน้าไปตามๆ กัน อย่างไรก็ตามพระชายาสกุลซือหม่าที่ไร้สมองกลับรีบออกปากชมว่า “ชื่อเสียงด้านความสามารถขององค์หญิงเป็ที่รู้กันทั่วแผ่นดินซีเฮ่า วันนี้ได้เห็นด้วยตาตนเองถือเป็วาสนาของทุกคนจริงๆ”
องค์หญิงชิงเฉิงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แม่นมาุโเห็นท่าทางก็เข้าใจความหมายทันทีและรีบจ้องไปยังพระชายาไร้สมอง แต่น่าเสียดายที่นางกลับไม่รู้ตัวว่านางพูดอะไรผิดไป จึงได้แต่หดคอแล้วกลับไปนั่งที่เดิมอย่างงุนงง
องค์หญิงชิงเฉิงจึงหันไปมองูเาและสายน้ำที่เต็มไปด้วยบรรยากาศของฤดูใบไม้ผลิที่อยู่ไกลออกไป แล้วจึงเริ่มท่องบทกวีอย่างเรียบๆ ว่า “ต้นไม้ใบหญ้ารู้ดีว่าฤดูใบไม้ผลิจะจากไปในไม่ช้า ดอกไม้นานาพันธุ์แข่งขันกันเบ่งบาน พวกดอกหญ้าไร้ความคิดสร้างสรรค์ รู้จักเพียงล่องลอยเหมือนหิมะเต็มท้องฟ้า”
ในความเป็จริงแล้ว บรรดาสตรีในงานนี้ ส่วนมากก็เพียงรู้หนังสืออยู่ไม่กี่ตัว แต่ผู้ที่เข้าใจบทกวีอย่างถ่องแท้นั้นมีไม่กี่คน ทว่าคำว่า “ไร้ความคิดสร้างสรรค์” ในบทกวีนั้น ทุกคนกลับเข้าใจเป็อย่างดี บางคนที่ไม่อาจซ่อนความคิดได้และใจร้อนอยู่แล้วก็เริ่มแอบมองไปทางติงเหว่ยเงียบๆ
ทั้งสองรอบเมื่อครู่นี้ รอบหนึ่งแม่นมาุโได้ช่วยติงเหว่ยไว้ และอีกรอบหนึ่งท่านแม่ทัพใหญ่ก็เข้ามาปกป้อง นางไม่ได้กล่าวบทกวีแม้แต่ครึ่งคำ ทำให้นางดูเหมือนเป็คนที่ “ไร้ความคิดสร้างสรรค์” อย่างแท้จริง
ไม่ว่าคำพูดขององค์หญิงชิงเฉิงจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ แต่ในสายตาของผู้คนแล้ว คำพูดนี้เหมือนเป็การตบหน้าติงเหว่ยอย่างชัดเจน
แต่ติงเหว่ยทำท่าเหมือนกับไม่ได้ยินสิ่งใด นางกลับพยักหน้าและชมเชยว่า “องค์หญิงช่างมีความสามารถในการแต่งบทกวีจริงๆ!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น คงไม่ต้องบอกว่าสีหน้าของทุกคนจะยิ่งน่าชมขึ้นไปอีก บางคนดูเหมือนอยากจะเตือนติงเหว่ยเพื่อสร้างบุญคุณกับนาง แต่เมื่อเหลือบมององค์หญิงชิงเฉิงที่งามสง่าเหมือนดั่งเทพธิดาแล้วก็กลับเงียบไป
ความรักระหว่างบุรุษและสตรีนั้น อาจเป็สิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้เร็วที่สุดโดยไม่มีสิ่งใดเทียบได้ โดยเฉพาะบุรุษที่มักหลงใหลในความงาม วันนี้ท่านแม่ทัพใหญ่อาจยังระลึกถึงความหลังที่เคยผ่านความยากลำบากร่วมกับแม่ครัว แต่ใครจะรู้ว่าในวันพรุ่งนี้เขาอาจจะปฏิบัติต่อองค์หญิงผู้เลอโฉมอย่างทะนุถนอมดั่งสมบัติล้ำค่าก็เป็ได้
วิธีที่ฉลาดที่สุดคือการไม่เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง และไม่สร้างศัตรูทั้งสองฝ่าย
ในดวงตาขององค์หญิงชิงเฉิงปรากฏแววเหยียดหยาม นางพยักหน้าน้อยๆ เพื่อรับคำชม และถ่อมตัวกล่าวว่า “คุณหนูชมเกินไปแล้ว”
คราวนี้ไม่ทันที่ฟางฮูหยินจะได้เอ่ยอะไร บรรดาสตรีที่เลือกจะอยู่ฝ่ายกลางๆ ก็เริ่มเร่งให้ส่งลูกบอลดอกไม้ต่อไป หวังว่าครั้งนี้จะให้คนอื่นเป็คนแต่งกลอน จะได้เปลี่ยนหัวข้อสนทนาเสียที
น่าเสียดายที่งานชุมนุมบทกวีวันนี้ดูเหมือนจะถูกโชคชะตาเล่นตลก เมื่อเสียงกลองหยุดลง ลูกบอลดอกไม้นั้นก็ยังคงตกลงไปในมือขององค์หญิงชิงเฉิงอีกครั้ง…
ถึงกระนั้นองค์หญิงชิงเฉิงก็ไม่ได้หวาดกลัว นางกวาดสายตามองผู้คนรอบๆ แล้วจึงเริ่มแต่งกลอนอีกบท แม้จะไม่สวยงามเท่าบทแรก แต่ก็ยังเป็บทกวีที่มีโครงสร้างคู่กันอย่างสมบูรณ์แบบ
ลูกบอลดอกไม้ถูกส่งต่อไปอีกครั้ง เมื่อเสียงกลองหยุดลง ลูกบอลดอกไม้นั้นก็ตกลงมาตรงหน้าองค์หญิงชิงเฉิงเป็ครั้งที่สาม…
ในที่สุดองค์หญิงชิงเฉิงก็อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว นางเงยหน้าขึ้นมองสาวใช้ที่ถูกปิดตาไว้ เห็นว่าแม้สาวใช้จะนวดข้อศอกอย่างแ่เบา แต่ก็ไม่ได้แสดงท่าทีแปลกไปจากนี้ แสดงว่านางยังไม่รู้ว่าลูกบอลดอกไม้ตกลงมาในมือขององค์หญิงสามครั้งติด มิฉะนั้นคงจะใจนรีบแก้ตัวว่าไม่ได้ตั้งใจทำอย่างแน่นอน
หรือว่านางจะคิดมากไปเองงั้นหรือ?
“ดีที่เมื่อวานข้าอดหลับอดนอนจนได้บทกวีมาแค่สามบท หากลูกบอลดอกไม้นี้ยังตกลงมาที่ข้าอีก มันคงกลายเป็สิ่งมีชีวิตที่มีจิติญญาแล้วล่ะ”
ทุกคนต่างเตรียมบทกวีก่อนมาร่วมงานกันทั้งนั้น พอได้ยินองค์หญิงพูดเช่นนี้ก็อดหัวเราะไม่ได้ “องค์หญิงทรงเตรียมตัวมาดีจริงๆ พวกเรายังเตรียมมาแค่บทเดียวเท่านั้นเอง”
