งานเลี้ยงรุ่น
“มหาลัยบริหารฯ? ที่ไหนเหรอ?”
“พี่ถง อย่าบอกนะว่าพี่หมายถึงมหาลัยบริหารธุรกิจและเศรษฐศาสตร์ที่เมืองิจู?” อวี๋ซินถามด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
หลิวหยูถงพยักหน้าหน้า “ใช่แล้ว มหาลัยบริหารฯ ที่ิจูนั่นแหละ”
อวี๋ซินได้ยินก็รีบท้วงด้วยความร้อนใจ “พี่ถง พี่บ้าไปแล้วเหรอ? คะแนนสูงลิ่วขนาดนี้จะไปเข้าที่นั่นทำไม? ถึงที่นั่นจะเป็มหาลัยสายวิชาการก็จริง แต่ไม่ได้ติดอันดับโครงการ 211 (กลุ่มมหาลัยชั้นนำของประเทศ) ด้วยซ้ำ พี่... พี่ไม่เสียดายคะแนนเหรอคะ?”
หลิวหยูถงกลับดูนิ่งเฉยมาก “จะเรียนที่ไหนสำหรับฉันมันไม่สำคัญหรอก ที่สำคัญคือธุรกิจของฉันอยู่ที่นี่ทั้งหมด เธอเองก็รู้นี่นา”
ตอนนี้อวี๋ซินกลายเป็ผู้ช่วยของหลิวหยูถงไปแล้ว ย่อมรู้เบื้องลึกเื้ัของเธอเป็อย่างดี เธอรู้ว่าหลิวหยูถงมีร้านอาหารหนึ่งแห่ง และมีลูกน้องนับร้อยที่ทำธุรกิจเป็ "พ่อค้าคนกลางรับซื้อปลา"
แต่สิ่งที่เธอคาดไม่ถึงคือ ธุรกิจที่ดูเหมือนไม่มีอะไรนั้น กลับสร้างรายได้ต่อวันหลายหมื่นหยวน
บางวัน่พีคๆ กำไรเกือบแสนหยวนเลยทีเดียว
แน่นอนว่า "จำนวนคน" คือปัจจัยสำคัญ เพราะพ่อค้าปลาที่ไหนจะมีปัญญาจ้างคนนับร้อยตระเวนไปตามหมู่บ้านต่างๆ กันล่ะ? ต่อให้จ้างไหว ก็คงไม่กล้าควักเงินจ่าย
อีกสิ่งที่อวี๋ซินเลื่อมใสคือวิธีการบริหารคนของหลิวหยูถง ลูกน้องพวกนั้นขยันขันแข็งราวกับฉีดเืไก่จนเธอหลอนไปเองว่า ต่อให้หลิวหยูถงไม่ให้เงิน พวกเขาก็คงยังเต็มใจทำงานให้ นี่แหละคือข้อได้เปรียบที่น่ากลัว
“แล้วเธอล่ะ จะเข้าเรียนที่ไหน?” หลิวหยูถงถามกลับ
อวี๋ซินชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจ “งั้น... หนูเลือกมหาลัยบริหารฯ เหมือนพี่แล้วกันค่ะ จะได้อยู่ใกล้คุณยายด้วย”
หลิวหยูถงพยักหน้า “ดีเหมือนกันนะ”
ในปี 2007 ระบบการสอบที่นี่คือต้องรู้คะแนนก่อนแล้วค่อยยื่นใบสมัครเลือกคณะ
หลังจากเช็คคะแนนเสร็จ อวี๋ซินขอยืมมือถือหลิวหยูถงเดินไปที่ระเบียงหน้าห้องเรียน โทรกลับไปที่หมู่บ้านเพื่อแจ้งข่าวดีนี้ให้คุณยายทราบ
หลิวหยูถงเองก็โทรหาคุณปู่เช่นกัน เพื่อบอกว่าเธอสอบติดมหาวิทยาลัยแล้ว แม้เธอจะไม่ค่อยอินกับการเรียนต่อเท่าไหร่นัก แต่การรายงานความคืบหน้าก็ทำให้ปู่กับย่ามีความสุขได้
หลังวางสาย ทั้งคู่กลับเข้าห้องเรียนเพื่อกรอกใบสมัคร ทั้งสองเลือก "มหาวิทยาลัยบริหารธุรกิจและเศรษฐศาสตร์" อย่างไม่ลังเล
แม้มหาลัยนี้จะตั้งอยู่ในเมืองเล็กๆ อย่างิจู แต่ก็ถือเป็มหาวิทยาลัยสำคัญของมณฑล และด้วยคะแนนของพวกเธอ การจะเข้าเรียนที่นี่ถือว่าเกินพอ ไม่ต้องกังวลว่าจะไม่ถูกรับเลือกเลย
ขณะที่กำลังจะเดินออกจากประตูโรงเรียน จู่ๆ ก็มีเสียงที่คุ้นเคยดังมาจากข้างหลัง “หลิวหยูถง อวี๋ซิน รอเดี๋ยว!”
ทั้งคู่หยุดก้าวแล้วหันไปมอง เป็ หลินปิน นั่นเอง
“เย็นนี้พวกเราจะไปกินเลี้ยงกัน พวกเธอจะไปไหม?”
หลิวหยูถงกำลังจะอ้าปากปฏิเสธ แต่หลินปินรีบเสริมขึ้นมาทันที“ทุกคนกำลังจะแยกย้ายกันไปตามทางของตัวเองแล้ว ไม่รู้ว่าครั้งหน้าจะได้รวมตัวกันเมื่อไหร่ ไปด้วยกันเถอะนะ”
อวี๋ซินดูมีท่าทีลังเลอย่างเห็นได้ชัด เพราะความคิดของเธอต่างจากหลิวหยูถง แม้ตลอดสามปีในห้องเธอจะเป็คนเก็บตัว แต่ก็พอมีเพื่อนที่สนิทอยู่บ้าง
อีกอย่างตอนนี้จ้าวซูโดนจับไปแล้ว ความกดดันในใจเธอก็หายไปหมด ถ้าจ้าวซูยังอยู่ เธอไม่มีทางไปแน่นอน
หลิวหยูถงสังเกตเห็นสีหน้าเพื่อนจึงเอ่ยว่า“อยากไปก็ไปเถอะ”
อวี๋ซินเงยหน้ามองเธอ“พี่ถง แล้วพี่ล่ะคะ?”
หลิวหยูถงยิ้มนิดๆ“ฉันไปด้วยก็ได้”
พอได้ยินคำตอบ อวี๋ซินก็ยิ้มออกทันที เธอตอบตกลงหลินปินไป “ได้สิ จองร้านไว้หรือยัง?”
หลินปินเดินเข้ามาใกล้ สายตาแอบชำเลืองมองหลิวหยูถงบ่อยครั้ง เด็กสาวตรงหน้ายังคงงดงามเหมือนเดิม แต่ความไร้เดียงสาแบบเด็กๆ ลดน้อยลง แทนที่ด้วยบรรยากาศที่ดูสุขุมนุ่มลึก ซึ่งมันทำให้เธอมีเสน่ห์ดึงดูดมากกว่าเดิมเสียอีก
หลินปินละสายตาแล้วยิ้มตอบ “ตอนแรกกะจะจองห้องวีไอพีที่ร้านอวี่เยว่ฟาง แต่ห้องเต็มหมดเลยน่ะสิ เลยต้องขอโทษสาวสวยทั้งสองคนด้วยนะที่ต้องนั่งโซนโถงกลางกับพวกเรา”
อวี๋ซินได้ยินชื่อร้านก็อดไม่ได้ที่จะปรายตามองหลิวหยูถง เพราะนั่นมันร้านของหลิวหยูถงชัดๆ แต่เห็นหลิวหยูถงไม่มีปฏิกิริยาอะไร เธอเลยไม่ได้พูดอะไรมาก แค่พยักหน้า “ที่ไหนก็ได้จ้ะ ร้านนั้นฉันเคยไป รสชาติเยี่ยมมาก!”
หลินปิน “ใช่ ร้านที่ทำเมนูเสี่ยวอวี๋กัวเทียได้รสชาติดั้งเดิมขนาดนั้นมีแค่ที่นี่ที่เดียว พวกเราเลยเลือกที่นั่นแหละ”
“โอเค งั้นเจอกันตอนเย็นนะ”
“เจอกัน!”
หลังจากแยกย้าย หลิวหยูถงและอวี๋ซินกลับไปที่โรงแรมก่อน เพื่อจัดการเื่ธุรกิจเล็กน้อยแล้วค่อยออกไปงานเลี้ยง
เนื่องจากเป็งานเลี้ยงเพื่อนร่วมรุ่น หลิวหยูถงจึงไม่ได้กะจะพาอวิ๋นเฉิงไปด้วย แต่อวิ๋นเฉิงกลับแอบสะกดรอยตามมาเงียบๆ หลิวหยูถงสังเกตเห็นแต่ทำเป็มองไม่เห็น ในใจลึกๆ ก็รู้สึกซาบซึ้งอยู่ไม่น้อย
เธอหารู้ไม่ว่า สาเหตุที่อวิ๋นเฉิงต้องตามมาเพราะเขาได้รับข่าวจากเมืองิจูว่า คนใน "แก๊ง" เริ่มรู้แล้วว่าเขาพาพรรคพวกมาเดินตามหลังเด็กสาวคนหนึ่ง เพื่อความปลอดภัยของหลิวหยูถง เขาจึงต้องระวังเป็พิเศษ
ในใจของอวิ๋นเฉิงมีปมเื่หนึ่งเสมอ นั่นคือเื่ของ "ลูกพี่" ถ้าไม่มีลูกพี่ เขาคงไม่มีชีวิตอยู่มาถึงวันนี้ ในอดีตเขาปกป้องลูกพี่ไว้ไม่ได้ แต่ชาตินี้เขาจะไม่มีวันยอมให้คุณหนูเป็อะไรไปเด็ดขาด
หกโมงเย็นเศษๆ
ในโถงกลางของร้านอวี่เยว่ฟาง มีกลุ่มนักเรียนรวมตัวกันหนาตาแล้ว
เดิมทีห้อง 5 มีนักเรียน 57 คน แต่เนื่องจากเหตุผลต่างๆ วันนี้จึงมากันแค่ 19 คน ทุกคนล้อมวงนั่งที่โต๊ะยาวซึ่งนำมาต่อกัน บรรยากาศเต็มไปด้วยเสียงพูดคุยสนุกสนาน
หลิวหยูถงไม่ได้สั่งให้พนักงานดูแลพวกเธอเป็พิเศษ เพราะลูกค้าคนอื่นจองห้องวีไอพีไว้ล่วงหน้าแล้ว เธอจะไม่ทำนิสัยเสียโดยการยกเลิกการจองของคนอื่นเพียงเพราะเธอจะจัดงานเลี้ยงส่วนตัว
พอหลิวหยูถงกับอวี๋ซินนั่งลง
เพื่อนที่ชื่อ กัวเซียง ท่าทางสำรวยก็เสนอขึ้นมาเสียงดัง “วันนี้พอกินเสร็จ พวกเราไปต่อกันที่เคซาร์ KTV นะ ฉันจองห้องไว้แล้ว ห้องตองแปด! ส่วนเื่ค่าใช้จ่าย ผู้ชายแชร์กันผู้หญิงฟรี ดีไหม?”
หลิวหยูถงปฏิเสธทันควัน: “ไม่ต้องหรอก ทุกคนเป็เพื่อนร่วมรุ่นกัน เท่าเทียมกันเถอะ แชร์จ่ายกันทุกคนนั่นแหละดีแล้ว”
อวี๋ซินรีบเห็นด้วย “ใช่ค่ะ แชร์กันดีกว่า พวกเราผู้หญิงไม่อยากเอาเปรียบพวกนายหรอก”
สุดท้ายทุกคนก็เห็นชอบตามข้อเสนอของหลิวหยูถง ทุกคนควักเงินคนละ 100 หยวนส่งให้กัวเซียงเพื่อเป็กองกลาง เหลือค่อยคืน ขาดค่อยเก็บเพิ่ม
บนโต๊ะอาหาร ทุกคนคุยกันอย่างออกรส หัวข้อหนีไม่พ้นเื่ตลกในโรงงาน เกม หรือข่าวซุบซิบในสังคม
ในเื่นี้ กัวเซียงที่เป็คนท้องถิ่นในอำเภอมีบทบาทที่สุด เขาเล่าเื่พวกนี้ด้วยความตื่นเต้นและแฝงไปด้วยความรู้สึกเหนือกว่า
“พวกแกรู้อะเปล่าว่าร้านเคซาร์ใครเป็เ้าของ? หนิวเปิน ไงล่ะ! จักรพรรดิใต้ดินของอำเภอเรา!”
“หมอนี่น่ะขาโหดของจริง เมื่อก่อนถือมีดอีโต้เล่มเดียวไล่ฟันั้แ่หัวถนนตะวันตกยันสุดถนนตะวันออก จนพวกนักเลงแถวนี้ยอมสยบหมด ในอำเภอนี้มีใครบ้างที่ไม่เกรงใจเขาสามส่วน?”
“........”
ยุคสมัยนั้นเป็่เวลาที่พิเศษมาก วัฒนธรรมจากภาพยนตร์แนว "กู๋หว่าไจ๋ ัฟัดโลก"และเทรนด์ทรงผม "ซาม่าเท่อ" กำลังระบาดหนัก ทำให้นักเรียนหลายคนมีความหลงใหลในภาพลักษณ์ของ "คนเลี่ยงสังคม" หรือพวกนักเลงหัวไม้
ต่อให้นักเรียนที่ดูเรียบร้อยหรือเรียนดีแค่ไหน ลึกๆ ในใจก็ยังแอบจินตนาการถึงชีวิตที่ดุดันแบบนั้นอยู่บ้าง
