ไม่รอให้ผู้เฒ่าเคอกล่าวจบ ต้วนเหลยถิงพลันเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบว่า
“ไม่ต้องลำบากเขียนหนังสือขับไล่แล้ว ข้ากับท่านพ่อจะตรงไปยังจวนว่าการอำเภอเพื่อตั้งสกุลเคออีกสายหนึ่ง จะมีท่านพ่อเป็ผู้เปิดศาลบรรพชน จะได้ไม่ต้องขวางหูขวางตาพวกท่าน”
โดยปกติผู้ที่ถูกขับไล่ออกจากสกุลล้วนแต่เป็ผู้ที่ทำความผิดร้ายแรงมิอาจให้อภัย จะต้องแบกรับชื่อเสียงไม่ดีไปตลอดชีวิต
โยวหรานของเขามิได้ทำสิ่งใดผิด มีสิทธิ์อันใดถูกไล่ออกจากสกุลกัน?
เคอต้าส่าเผยสีหน้าจนปัญญาก่อนจะถอนหายใจเอ่ยว่า “เฮ้อ! ท่านพ่อ ครอบครัวของพวกข้ามิได้ทำสิ่งใดที่ไม่ดีแม้แต่นิดมิใช่หรือขอรับ? และแม้เมื่อก่อนข้าจะโง่เขลา ทว่าก็ไม่เคยทำงานน้อยเลยสักครั้ง
ถงซื่อยิ่งกตัญญู คอยดูแลสามีเลี้ยงดูบุตรอย่างขยันขันแข็ง ไม่ว่าเื่ใดล้วนยอมให้พวกท่านด่าทอตามอำเภอใจ เหตุใดท่านถึงมิอาจละเว้นพวกข้าเชียวหรือขอรับ?
ช่างเถิดๆ ในเมื่อท่านพ่อรู้สึกว่าบุตรชายเช่นข้าขวางหูขวางตา เช่นนั้นข้ากับซานหลางก็จะไปยังจวนว่าการอำเภอเพื่อขอตั้งสกุลด้วยตนเอง จะได้แยกออกจากกันโดยสิ้นเชิง!”
ผู้เฒ่าเคอ “...?”
พวกเคอต้าส่าไม่กลัวคำขู่ขับออกจากสกุล เมื่อเป็เช่นนี้จะทำอย่างไรดี? เจิ้งหนานมิได้บอกว่าทุกคนล้วนกลัวถูกขับออกจากสกุลหรอกหรือ หากข่มขู่สักนิด ไม่แน่ว่าในที่สุดพวกเขาคงยอมจำนนไปเอง
ตอนนี้ตัวคนจะตรงไปแยกสกุลตั้งบรรพชนเสียแล้ว คำขู่ของตนไม่ได้ผลแม้แต่นิดด้วยซ้ำ
ยามนี้เคอโยวหรานรู้สึกราวกับมีกระแสความอบอุ่นไหลเวียนทั่วกาย
นึกไม่ถึงว่าการมายังโลกที่ไม่คุ้นเคยแห่งนี้จะได้พบต้วนเหลยถิงที่คิดเผื่อนางทุกเื่ รวมถึงบิดาที่ยินดีจะแบกรับภาระแทนนาง
เพราะการถูกขับออกจากสกุลกับการตั้งสกุลของตนเองถือเป็คนละเื่กันโดยสิ้นเชิง
การถูกขับออกจากสกุล ไม่ว่าเ้าจะผิดหรือไม่ ล้วนต้องจมฟองน้ำลายของผู้อื่นจนตาย
ทว่าการตั้งสกุลของตนเองมีเพียงจะทำให้ผู้อื่นอิจฉา เพราะหากอยากตั้งสกุล จำต้องมีศักยภาพที่จะแบกรับหนึ่งสกุลเอาไว้ให้จงได้
มิต้องเอ่ยถึงเื่อื่นใด เพราะแค่ค่าภาษีหนึ่งสกุลยังเป็ค่าใช้จ่ายจำนวนไม่น้อย หากไม่มีสกุลที่มีขนาดใหญ่คอยช่วยเหลือประคับประคองกัน การจ่ายเงินค่าภาษีก็เพียงพอให้พวกเขาต้องล้มละลายแล้ว
แต่สำหรับเคอโยวหราน เงินภาษีสกุลในตอนสิ้นปีถือว่าขนหน้าแข้งไม่ร่วงเมื่อเทียบกับเงินที่นางเก็บไว้ในมิติวิเศษ
ทั้งเมื่อดูจากยามนี้ การแยกออกจากปลิงดูดเืไม่รู้จักอิ่มเช่นจวนผู้เฒ่าเคอก็นับว่ามีผลดีนานัปการ มิได้มีผลเสียแม้แต่นิด
ครั้นผู้ใหญ่บ้านเฉินได้ยินบทสนทนาของพวกเขาก็ถึงกับหนังตากระตุก ด้วยมีลางสังหรณ์อันแรงกล้าว่า สักวันหนึ่งสกุลเคอจะต้องเสียใจในภายหลังที่ขับครอบครัวของเคอต้าส่าออกไป
ผู้เฒ่าเคอถูกต้วนเหลยถิงกับเคอต้าส่าตอกกลับจนไม่รู้จะทำอย่างไร หน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงพลางหอบหายใจถี่กระชั้น ถึงขั้นหาเหตุผลโต้กลับมิได้ภายในเวลาชั่วขณะ
เคอโยวหรานไม่อยากอยู่ที่นี่เพื่อโต้เถียงกับผู้เฒ่าเคออีกต่อไป เพราะนางยังมีเื่อีกมากมายที่ต้องจัดการ
หลังจากอยู่ในูเามาหลายวัน ไม่รู้ว่าการเพาะต้นกล้าเป็อย่างไรบ้าง อีกทั้งการสร้างโรงงาน สร้างจวนสกุลต้วน และสร้างจวนสกุลเคอไปถึงขั้นใดแล้ว ยังมีเื่ราวอีกมากที่รอคอยนางอยู่
จะมีเวลามามัวเอ้อระเหยอยู่ที่นี่และถกเถียงเื่ที่ไม่มีประโยชน์กับคนเหล่านี้ได้อย่างไร
นางเดินไปข้างหน้าหนึ่งก้าวแล้วเอ่ยว่า “ท่านปู่ ในเมื่อกล่าวมาถึงขั้นนี้แล้ว ขอท่านกับท่านปู่รองพาคนสกุลเคอออกไปจากที่นี่เถิดเ้าค่ะ
ถึงอย่างไรการล้อมจวนผู้ใหญ่บ้านเช่นนี้ หากถูกทางการทราบเื่และไต่สวนขึ้นมา ไม่ว่าผู้ใดก็รับผิดชอบไม่ไหว ใช่หรือไม่เ้าคะ?”
ผู้เฒ่าเคอ “...”
ปู่รองสกุลเคอ “...”
คนสกุลเคอ “...”
จบเื่ทั้งเช่นนี้หรือ? หรือว่าโหวกเหวกโวยวายมาค่อนวัน พวกเขากลับมิได้ผลประโยชน์อันใดแม้แต่นิด กลับกลายเป็ความว่างเปล่าทั้งสิ้น คนสกุลเคอต่างไม่ยินยอมยิ่งนัก
ทว่าพวกเขาเป็ฝ่ายไร้เหตุผลจริงๆ หากจะต่อยตีก็ยังมิใช่คู่ต่อสู้ของต้วนเหลยถิง ทำได้เพียงจับกลุ่มสามถึงห้าคนแยกย้ายกันไปด้วยความขุ่นเคือง
รอกระทั่งทุกคนออกไปจนหมด เคอต้าส่าพลันประสานมือเอ่ยไปทางผู้ใหญ่บ้านเฉินว่า
“ขอผู้ใหญ่บ้านเฉินช่วยออกหนังสือรับรองของหมู่บ้านเถาหยวนสักหนึ่งฉบับ เื่นี้มิอาจรีรอ ข้ากับซานหลางจะตรงไปยังจวนว่าการอำเภอเพื่อตั้งสกุลประเดี๋ยวนี้ขอรับ”
ผู้ใหญ่บ้านเฉินตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง เห็นได้ชัดว่ายังมิอาจได้สติจากเื่ที่เคอต้าส่ากลับมาเป็ปกติโดยกะทันหัน
เพียงแต่เขาเป็ผู้ที่เคยผ่านร้อนผ่านหนาวมามากมายเช่นกัน ครั้นนึกถึงอาจารย์เทพเซียนทั้งสองของเคอโยวหราน เขาก็กระจ่างแจ้งภายในเวลาอันรวดเร็วและคลี่ยิ้มเอ่ย
“ต้าส่า ข้ายังไม่ทันแสดงความยินดีที่เ้าหายดีเสียด้วยซ้ำ!”
ผู้ใหญ่บ้านเฉินตบศีรษะตนเองก่อนพูดต่อ “ดูความจำของข้าเถิด ยังจะเรียกเ้าว่าต้าส่าอีก เมื่อก่อนสมองของเ้าไม่ค่อยดีนัก ผู้คนในหมู่บ้านจึงตั้งชื่อให้เ้าว่า ‘ต้าส่า’
ยามนี้เ้ากลับมาปกติแล้ว ย่อมต้องเรียกชื่อของเ้า เคอเจิ้งตง!
เ้ารอสักประเดี๋ยว ข้าจะไปเขียนหนังสือรับรองของหมู่บ้านในเ้าหนึ่งฉบับประเดี๋ยวนี้”
สิ้นคำกล่าว ผู้ใหญ่บ้านเฉินพลันวิ่งเข้าไปในห้อง ไม่นานนักก็วิ่งเหยาะๆ ออกมาส่งกระดาษทั้งสองใบให้เคอเจิ้งตงแล้วกล่าวว่า
“เ้าไปหานายทะเบียนซ่งในจวนว่าการอำเภอ เขากับข้าสนิทสนมกันมานานปี นี่คือจดหมายแนะนำกับใบรับรองที่ออกโดยหมู่บ้าน เมื่อเห็นสิ่งนี้ นายทะเบียนซ่งจะช่วยเหลือพวกเ้ามากขึ้นสักหน่อย”
เคอเจิ้งตงรับเอาไว้ด้วยสองมือและกล่าวขอบคุณผู้ใหญ่บ้านเฉิน
ก่อนจากไป เคอโยวหรานยังเปิดปากเตือนว่า “ท่านผู้าุโเ้าคะ เลิกทำเต้าหู้กับเต้าฮวยไปก่อน หากซ่อนวัตถุดิบได้ก็ซ่อนเอาไว้ ข้าคิดว่าคนสกุลเคอไม่มีทางยอมรามือโดยง่ายเช่นนี้แน่นอนเ้าค่ะ”
ผู้ใหญ่บ้านเฉินชะงักก่อนเอ่ยด้วยความเป็กังวล “แต่หากไม่ทำ แล้วทางฝั่งโรงสุราฟู่หยวนขาดสินค้าจะทำอย่างไรเล่า? พวกเราถึงขั้นลงนามในสัญญากับเขาไปแล้ว”
“ท่านผู้าุโไม่ต้องเป็กังวลเ้าค่ะ เื่นี้ข้ายังต้องไปพูดคุยกับเถ้าแก่อวี๋สักหน่อย ไม่ต้องรีบร้อนนะเ้าคะ” เคอโยวหรานโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ
“วันนี้พวกข้าจะเข้าไปในอำเภอแล้วฉวยโอกาสไปนั่งเล่นที่โรงสุราฟู่หยวนสักครา เมื่อลองนับดู พวกเรามิได้พบหน้าเถ้าแก่อวี๋มานานมากแล้ว จำต้องไปพูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้กันสักหน่อยเ้าค่ะ”
ผู้ใหญ่บ้านเฉินเข้าใจความหมายในคำกล่าวของเคอโยวหราน ฉับพลันนั้นเขาถึงกับกายสั่นสะท้านและลอบคิดในใจว่า :
แม่นางน้อยผู้นี้กล่าววาจาแฝงความนัย เหตุใดตนถึงรู้สึกว่าครั้งนี้โรงสุราฟู่หยวนจะต้องสาหัสเสียแล้ว
หลังออกจากจวนผู้ใหญ่บ้านเฉิน พวกเคอโยวหรานทั้งสามคนก็ขึ้นรถม้าโดยมีอิ่งเอ้อร์ทำหน้าที่เป็สารถี ไม่นานนักก็มาถึงจวนว่าการอำเภอ
ต้วนเหลยถิงกับเคอเจิ้งตงไปหานายทะเบียนซ่งที่ผู้ใหญ่บ้านเฉินกล่าวถึงจนพบ หลังจากจ่ายเงินจำนวนหนึ่งก็ตั้งสกุลสำเร็จเสร็จสิ้นภายในเวลาอันรวดเร็ว จัดการทำเื่แยกสกุลได้อย่างถูกต้องเหมาะสม
กระทั่งการเก็บเอกสารเข้าเล่ม นายทะเบียนซ่งยังกระทำต่อหน้าพวกเขาทั้งสองคนเช่นกัน
เคอโยวหรานที่รออยู่ข้างนอกนึกไม่ถึงว่าพวกต้วนเหลยถิงจะกระทำการราบรื่นขนาดนี้ จึงอดมิได้ที่จะเกิดความประทับใจอันดีต่อนายทะเบียนซ่งที่ผู้ใหญ่บ้านเฉินกล่าวถึงอยู่หลายส่วน
เคอเจิ้งตงขึ้นรถม้า ส่งข้าวของทั้งหมดให้เคอโยวหรานแล้วเอ่ยว่า “ข้าวของเหล่านี้เก็บไว้กับเ้าน่าวางใจกว่าเก็บไว้กับพ่อ เ้าช่วยดูแลให้พ่อสักหน่อย หากถึงยามจำเป็ต้องใช้ พ่อจะมาขอจากเ้าในภายหลัง”
“ได้เ้าค่ะ” เคอโยวหรานตอบรับอย่างว่าง่าย หลังรับสิ่งของมาก็เอาเข้าไปเก็บไว้ในมิติวิเศษโดยอาศัยการบดบังของชายแขนเสื้อ
จากนั้นยกยิ้มบางเอ่ยว่า “ในเมื่อจัดการเรียบร้อยแล้ว เช่นนั้นพวกเราไปนั่งเล่นในโรงสุราฟู่หยวนสักหน่อยเถิดเ้าค่ะ ประจวบเหมาะกับวันนี้พวกเรายังไม่ทันกินสิ่งใด ลองไปชิมว่า ‘เกี๊ยวน้ำมรกต’ รสชาติเป็เช่นไรดีหรือไม่เ้าคะ?”
ต้วนเหลยถิงกับเคอเจิ้งตงหันมองหน้ากันแล้วยกยิ้ม ลอบคิดในใจว่า : แม่นางน้อยผู้นี้มีเค้าลางว่าจะขุดหลุมฝังคนเสียแล้ว ไม่รู้ว่าเถ้าแก่อวี๋จะรับมือไหวหรือไม่
จวนว่าการอำเภออยู่ไม่ไกลจากโรงสุราฟู่หยวน ไม่นานนักพวกเขาก็เดินทางมาถึง คนไม่กี่คนลงจากรถม้าแล้วตรงเข้าไปยังประตูใหญ่
อิ่งเอ้อร์จูงม้าไปยังจุดจอดรถม้า ตามด้วยจ่ายเงินยี่สิบอีแปะเป็ค่าเฝ้ารถกับอาหารม้า จากนั้นรีบไล่ตามต้วนเหลยถิงเข้าไปในโรงสุราฟู่หยวน
ในฐานะองครักษ์เงา เขาต้องเตรียมพร้อมกำบังคมมีดให้ผู้เป็นายตลอดเวลา มิอาจหนีห่างจากข้างกายเ้านายเป็เวลานานนัก
เขาเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว ขณะเข้าไปในโรงสุราก็เห็นเสี่ยวเอ้อร์กำลังพาคนไม่กี่คนเดินไปยังห้องส่วนตัวที่อยู่บนชั้นสองพอดี
ดังนั้นอิ่งเอ้อร์จึงแฉลบกายหลายครั้ง ก่อนจะไล่ตามต้วนเหลยถิงเข้าไปในห้องส่วนตัวภายในเวลาอันรวดเร็ว
