ผู้เฒ่าหวังให้ความสนใจกับการค้าใหญ่นี้มาก จึงเอ่ยเสียงสูงอย่างร้อนใจ “ชิงชิง เ้าฟังข้าพูด หอเพียวเซียง้าให้บ้านเราส่งซาลาเปาให้ห้าร้อยลูกทุกวัน ไม่ใช่ส่งเพียงวันเดียว แต่ส่งทุกวัน”
ในใจของหลี่ชิงชิงแอบรู้สึกดีใจ นางรีบเปิดประตูออกไป เห็นผู้เฒ่าหวังและหลิวซื่อยืนอยู่นอกประตูด้วยสีหน้าร้อนใจ นางหัวเราะพลางเอ่ย “ได้ยินแล้วเ้าค่ะ ซาลาเปาวันละห้าร้อยลูก หนึ่งเดือนหนึ่งหมื่นห้าพันลูก”
ผู้เฒ่าหวังชิงเอ่ยถามก่อนหน้าหลิวซื่อ “เช่นนั้นเ้าตกลงหรือไม่?”
หลี่ชิงชิงกลับเอ่ยถามว่า “ราคาล่ะเ้าคะ?”
ผู้เฒ่าหวังตอบอย่างรีบร้อน “ราคาไม่เปลี่ยน ซาลาเปาหนึ่งลูกสามเหรียญทองแดง สองลูกห้าเหรียญทองแดง หนึ่งวันซาลาเปาห้าร้อยลูก เท่ากับหนึ่งพันสองร้อยห้าสิบเหรียญทองแดง!”
“ข้าตกลงเ้าค่ะ” หลี่ชิงชิงพยักหน้าให้ผู้เฒ่าหวัง และหันไปมองหลิวซื่อที่มีสีหน้าตกตะลึง พลางเอ่ย “บ้านพวกเราทำการค้าอาหารอย่างถูกต้อง ไม่ใช่ขายสิ่งต้องห้ามของราชสํานัก ชื่อเสียงของครอบครัวเราจะไม่เสียหายเพราะเื่นี้”
หลิวซื่อถอนหายใจเบาๆ ขมวดคิ้วพลางเอ่ย “มีคนบอกว่าหากบ้านพวกเราขายซาลาเปาให้กับหอเพียวเซียง ชื่อเสียงของบ้านเราจะไม่ดี ลูกค้าดีๆ ในอำเภอก็จะไม่ซื้อซาลาเปาของบ้านพวกเรา”
หลี่ชิงชิงเอ่ยถาม “ผู้ใดกล่าวเ้าคะ?”
หลิวซื่อตอบอย่างกลัดกลุ้มใจ “ชาวบ้านหลายคนที่ตั้งแผงขายของข้างๆ กล่าว”
คนเ่าั้ไม่เพียงพูดเื่เหล่านี้ ยังกล่าวว่า “บ้านพวกเ้าขายซาลาเปาให้หอคณิกา บ้านเ้ามีลูกหลานที่เป็สตรีหรือไม่ หากมีลูกหลานเป็สตรี ต่อไปผู้ใดจะกล้าแต่งงานด้วย?”
“ชื่อเสียงของหอคณิกาย่ำแย่ยิ่ง คนดีๆ ผู้ใดจะกล้าทําการค้ากับหอคณิกากัน?”
“หาเงินยังต้องคำนึงถึงชื่อเสียง ไม่อาจเห็นแก่เงินมากเกินไป”
หลิวซื่อไม่อยากเอ่ยคําเหล่านี้กับหลี่ชิงชิง กลัวว่าจะทําให้หูของหลี่ชิงชิงแปดเปื้อน
“หอเพียวเซียงเลี้ยงคนมากมาย ทุกๆ วันไม่ได้ซื้อเพียงซาลาเปาจากร้านเราเท่านั้น แต่ยังซื้อสิ่งของจำเป็จากร้านอื่นด้วย หรือว่าชื่อเสียงของร้านทุกร้านที่ขายให้หอเพียวเซียงจะเสียหาย?” หลี่ชิงชิงส่ายหน้า “ข้าว่าชาวบ้านเ่าั้ริษยาที่การค้าซาลาเปาของบ้านเราขายดีมากกว่าเ้าค่ะ”
“เ้าดูสิ ข้าก็บอกว่าพวกเขาริษยา!” ผู้เฒ่าหวังหวนนึกถึงสีหน้าของคนเ่าั้ก็ะเิความโกรธออกมา
ผู้ที่ทำการค้าต่างก็จับตาสังเกตกัน แค่มีคนขายได้มากกว่าไม่กี่เหรียญทองแดง ผู้อื่นก็อิจฉาตาร้อนจนทนไม่ไหวแล้ว
หลิวซื่อถามอีกว่า “หากว่าคนในหมู่บ้าน และคนในวงศ์ตระกูลรู้เข้าเล่า?”
หลี่ชิงชิงเอ่ยอย่างอดทนว่า “คนทำการค้าขายอย่างเปิดเผย ผู้ใดให้เงินก็ให้ของแก่คนผู้นั้น นี่มิใช่เื่ปกติหรือเ้าคะ?”
ผู้เฒ่าหวังคิดในใจว่าสมแล้วที่เป็ลูกสะใภ้แท้ๆ ของข้า ก่อนจะเอ่ยเสียงสูง “ชิงชิงกล่าวได้ถูกต้อง บ้านเราไม่ได้ขโมยหรือปล้นผู้ใด เพียงขายซาลาเปาเท่านั้น หอเพียวเซียงมีเงินซื้อซาลาเปา บ้านเราก็ขายซาลาเปาให้หอเพียวเซียง ไม่ได้ทำผิดกฎหมายใด!”
หลี่ชิงชิงเอ่ยเสียงนุ่มนวล “ท่านแม่ คนซื้อซาลาเปาจากบ้านเรามีมากมาย นายอำเภอก็เคยซื้อมิใช่หรือเ้าคะ?”
“อ้อ ใช่! พอเ้าเอ่ยเช่นนี้ ข้าก็คิดได้แล้ว” หลิวซื่อเอ่ยอย่างภาคภูมิใจ “ซาลาเปาของบ้านเราแม้แต่นายอําเภอยังส่งคนมาซื้อไปกิน”
หลี่ชิงชิงเอ่ยกับผู้าุโทั้งสองคนว่า “หอเพียวเซียงสั่งซาลาเปากับบ้านเรา เื่นี้ทำได้ ทว่าต้องเขียนสัญญาซื้อขาย เขียนราคาและเวลาส่งของให้ชัดเจน ไม่เช่นนั้นหากพวกเราทําซาลาเปาส่งไป แล้วเกิดพวกเขาไม่รับจะแย่เอาได้ ข้าว่ากำหนดสักสิบวันเสียก่อนเ้าค่ะ”
ครั้นผู้เฒ่าหวังได้ยินว่าจะหาเงินได้อีกแล้ว ก็หัวเราะอย่างสำราญใจ “ถูกต้อง ข้าก็คิดแบบนี้เช่นกัน”
หลิวซื่อเบ้ปากพร้อมเอ่ยว่า “อะไรคือเ้าก็คิดเช่นนี้ เห็นชัดๆ ว่าเ้าคิดแต่จะหาเงิน ไม่ได้คิดเื่ลงนามสัญญาซื้อขายเลยด้วยซ้ำ”
จางซื่อรู้ว่าที่บ้านจะลงนามขายซาลาเปาระยะยาวกับหอเพียวเซียง ในใจก็เกิดความปีติเป็อย่างยิ่ง ไม่ได้คิดสิ่งใดไร้สาระแม้แต่น้อย ยังเอ่ยกับหลิวซื่อว่า “ในหมู่บ้านของบ้านเดิมข้ามีครอบครัวหนึ่ง ไม่ใช่คนตระกูลจาง แต่เป็คนต่างสกุล ครอบครัวนี้รู้วิธีปลูกต้นส้ม ส้มมีรสหวานและเมล็ดน้อยกว่าบ้านอื่น หอเพียวเซียงเหมาซื้อส้มจากครอบครัวนี้ทุกปี คนอื่นๆ ในหมู่บ้านต่างก็พากันอิจฉาเป็อย่างยิ่ง ยังถามพวกเขาว่าจะปลูกต้นส้มให้ดีได้อย่างไรเ้าค่ะ”
วันรุ่งขึ้นตระกูลหวังก็ลงนามสัญญากับหอเพียวเซียงเป็เวลาสิบวัน ทุกวันต้องส่งซาลาเปาจำนวนห้าร้อยลูก
วันที่สาม หอเพียวเซียงซื้อซาลาเปาจากตระกูลหวัง แม่เล้าให้ทาสชายสองคนผลัดกันยืนะโที่ประตู “นายท่านแวะเข้ามาดื่มน้ำชากินซาลาเปาโดยไม่ต้องจ่ายเงินเสียก่อนขอรับ!”
มีคนใช้ซาลาเปามาบรรยายเปรียบทรวงอกของสตรีในหอคณิกา หอมเย้ายวนอย่างยิ่ง ทุกคนฟังแล้วต่างหัวเราะหยาบโลนออกมา ทำเอาใจของบุรุษหลายคนรู้สึกวาบหวาม ในใจไม่รู้สึกรังเกียจเพราะคดีสังหารคนอีกต่อไป และยังเดินโซเซเข้าไปที่ประตูใหญ่ของหอเพียวเซียง
ไม่ถึงหนึ่งวัน เื่เข้าหอเพียวเซียงมีซาลาเปาให้กินโดยไม่ต้องจ่ายเงินก็แพร่สะพัดออกไป เหล่าแเื่ไม่ใช่ว่าไม่เคยกินซาลาเปา แต่รู้สึกว่าเป็เื่น่าสนใจไม่น้อย จึงพากันทยอยมาที่หอเพียวเซียง
เมื่อแม่เล้าเห็นว่าลูกค้ามาเที่ยวหญิงคณิกาเพิ่มขึ้นแล้ว สามารถทำเงินได้ก้อนโตใบหน้าก็เบิกบานด้วยความปีติ และตกรางวัลให้ทาสชายที่เสนอแินี้ด้วยเศษก้อนเงินหนึ่งก้อน
เื่ที่ตระกูลหวังขายซาลาเปาห้าร้อยลูกให้หอเพียวเซียงทุกวันได้กระจายไปทั่วตลาดของอําเภอแล้ว
จํานวนและราคาของซาลาเปาไม่อาจปิดบังได้ ทําให้คนอื่นๆ ที่ขายอาหารอิจฉาริษยาเป็อย่างยิ่ง แต่พวกเขาไม่สามารถทําซาลาเปาได้ จึงทำได้เพียงดูตระกูลหวังร่ำรวยต่อหน้าต่อตาเท่านั้น!
ครั้นชาวบ้านในอําเภอทราบเื่นี้ก็ไม่ได้นำมาใส่ใจ เป็อย่างที่หลี่ชิงชิงกล่าวเอาไว้ เหล่าพ่อค้าแม่ค้าและร้านรวงที่ขายของให้กับหอเพียวเซียงนั้นมีเยอะมาก หรือว่าพวกชาวบ้านไม่ซื้อสิ่งของจากร้านพวกเขาเหล่านี้?
ซาลาเปาของตระกูลหวังยังแพร่กระจายไปทั่วในรัศมีหลายสิบลี้ด้วยเหตุนี้ บางคนถึงกับขับเกวียนลาจากชานเมืองที่ห่างไกลของเมืองเซียง เพื่อมาซื้อซาลาเปาให้ผู้าุโในบ้านได้กินในวันฉลองวันเกิดโดยเฉพาะ
“ซาลาเปาขนาดใหญ่เท่านี้ของโรงเตี๊ยมในเมืองเซียง หนึ่งลูกราคาตั้งห้าถึงหกเหรียญทองแดง และรสชาติยังอร่อยน้อยกว่าซาลาเปาที่ตระกูลหวังขายยิ่งนัก มารดาเฒ่าของข้าเจริญอาหาร แต่ฟันนางไม่ดี นางฉลองอายุครบรอบหกสิบปี ข้าซื้อซาลาเปายี่สิบลูก เอาไปให้มารดาเฒ่าของข้ากินคนเดียวให้หนำใจ!”
ยังมีนายทหารของกองทัพที่ประจำการอยู่ในเมืองเซียงกลับไปเยี่ยมบ้าน ตั้งใจควบม้ามาซื้อซาลาเปาเพื่อนำไปให้คนในครอบครัวกิน
“บ้านข้าอยู่ไม่ไกลจากกองทัพ ห่างเพียงหนึ่งร้อยลี้ ข้าสามารถกลับบ้านได้ทุกสามเดือนหนึ่งครั้ง ที่บ้านมีบุตรหลายคน ข้าต้องนำอาหารใหม่ๆ กลับไปให้พวกเขากินเสมอ ให้พวกเขากินแล้วมีความสุข จะได้ไม่ลืมข้าผู้นี้ที่เป็บิดาของพวกเขา”
กล่าวโดยสรุปแล้ว ตระกูลหวังขายซาลาเปาระยะยาวให้หอเพียวเซียง มองจากตอนนี้ถือเป็เื่ที่ได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย
วันหนึ่งในปลายสารทฤดู หลี่เอ้อร์หลินที่เรียนทําซาลาเปาสำเร็จแล้ว ได้เดินทางกลับบ้านพร้อมเงินหนึ่งตำลึงที่ยืมหลี่ชิงชิง
อากาศเย็นลงแล้ว ตอนกลางคืนยามเข้านอนต้องคลุมด้วยผ้าห่มบางๆ หากเป็หมู่บ้านเสี่ยวเฉวียนที่อยู่ในูเา จะต้องคลุมด้วยผ้าห่มที่หนากว่านี้ เมื่อตื่นขึ้นมาในตอนเช้าพื้นดินก็ล้วนจับตัวเป็น้ำค้างแข็งอันหนาวเย็นะเืแล้ว
เขาคิดว่าจะเดินทางเก้าสิบลี้เลียบตามถนนสายหลักมุ่งสู่ทิศของหมู่บ้านเสี่ยวเฉวียนไปจนถึงอําเภอเฟิงหยาง หาชาวบ้านและเช่าบ้านราคาถูกสองห้องในหมู่บ้านใกล้เคียงอําเภอเฟิงหยาง จากนั้นก็ทําซาลาเปาที่นั่น แล้วออกไปขายซาลาเปาที่อําเภอเฟิงหยางทุกวัน รอหาจนหาเงินได้จำนวนหนึ่งค่อยกลับไปรับภรรยาและลูกที่หมู่บ้านเสี่ยวเฉวียน
ในขณะที่หลี่เอ้อร์หลินก้าวเท้าก้าวใหญ่ไปข้างหน้า ในหัววาดฝันถึงชีวิตที่สดใสในอนาคต เกวียนลาสีเทาทั้งเก่าและชํารุดคันหนึ่งก็ขับเข้าไปในหมู่บ้านตระกูลหวัง
คนขับเกวียนลาเป็ชายชราหนวดขาว และที่นั่งอยู่บนเกวียนเป็ชายหนุ่มหน้าตาธรรมดาผู้หนึ่ง สวมชุดสีเทาใบหน้าขาวซีดและไร้แขนซ้าย ส่วนคนที่วิ่งเหยาะๆ ตามอยู่ด้านหลังเกวียนลาเป็ชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ เรียวคิ้วเข้ม ดวงตาโต สวมเสื้อสีฟ้าและกางเกงสีดํา
