บทที่ 55 ตบเท้าสู่ขั้นเจินหยวน
ขั้นที่หนึ่งจวี้หยวนคือพื้นฐาน ขั้นที่สองหนิงหยวนคือจุดเริ่มต้น ขั้นที่สามเจินหยวนถึงจะเป็การย่างเท้าเข้าสู่เส้นทางของผู้ฝึกตนอย่างแท้จริง
ตบเท้าเข้าสู่ขั้นที่สามเจินหยวน เป็ก้าวแรกที่สำคัญยิ่งนักสำหรับผู้ฝึกตน และเป็เงื่อนไขเบื้องต้นของลูกศิษย์สายในแห่งสำนักชิงหยุน
ณ พื้นที่ไร้ลมผ่านแห่งหนึ่ง
ฉินชูดูดซับอณูปราณเข้าร่างกายไม่หยุด หลอมรวมและแปรเปลี่ยนอณูปราณเป็พลังปราณที่จุดตันเถียนอย่างต่อเนื่อง เพื่อเตรียมทะลวงจุดและบรรลุตบะขั้นที่สามเจินหยวน จุดคอขวดก็คือทัณฑ์อุปสรรคที่ผู้ฝึกตนต้องเผชิญตอนเลื่อนตบะไปสู่อีกขั้น
หลังจากเข้าฌานฝึกตนสามวันเต็ม ฉินชูก็พร้อมทะลวงด่านทัณฑ์แล้ว เขาต้องโคจรอณูปราณที่อยู่ในสภาวะธาตุอากาศไปที่จุดตันเถียน จากนั้นก็ทำการควบแน่น บีบอัดและแปรเปลี่ยนเป็พลังปราณในสภาวะกึ่งของเหลวกึ่งธาตุอากาศ ยิ่งพลังปราณควบแน่นเป็ของเหลวเหนียวหนืดมากแค่ไหน พลังปราณก็จะมีความเข้มข้นสูงมากเท่านั้น พลังอานุภาพก็ยิ่งเพิ่มขึ้นตามลำดับ
เขาดื่มโอสถหนิงหยวน ก่อนจะค่อยๆ ดูดซับสารสรรพคุณไปที่จุดตันเถียน ในเวลาเดียวกันก็กำหนดจิตเหนี่ยวนำอณูปราณสู่จุดตันเถียนเร็วขึ้นเรื่อยๆ เพื่อหลอมรวมสารสรรพคุณเข้าด้วยกัน เมื่อบีบอัดกลุ่มก้อนอณูปราณจนควบแน่นถึงระดับหนึ่งแล้ว อณูปราณจะถูกควบแน่นและแปรสภาพเป็พลังปราณในสภาวะของเหลว
เวลาคล้อยผ่านไปเรื่อยๆ ในระหว่างนี้ พวกหลิวเสวี่ยช่วยกันดูลาดเลารอบๆ ให้ฉินชู เพราะในระหว่างที่ฉินชูเตรียมทะลวงทัณฑ์อุปสรรคเพื่อบรรลุตบะ ห้ามมีสิ่งอื่นใดรบกวนเป็อันขาด
ราตรีผันผ่าน ภายใต้การกำหนดจิตบีบอัดควบแน่น พลังปราณของฉินชูเริ่มเกิดการเปลี่ยนแปลง พลังปราณส่วนหนึ่งเปลี่ยนไปอยู่ในสภาวะของเหลว และเมื่อกระทำเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ พลังปราณในสภาวะธาตุอากาศที่จุดตันเถียนของฉินชูก็แปรเปลี่ยนเป็พลังปราณในสภาวะของเหลวอย่างสมบูรณ์
การบรรลุตบะเสร็จสิ้น!
คุณสมบัติและอณูปราณแปลงสภาพ ฉินชูกลายเป็ผู้ฝึกตนขั้นที่สามเจินหยวนอย่างสมบูรณ์ พลังการต่อสู้เลื่อนไปอยู่ในระดับเดียวกันกับลูกศิษย์สายในแห่งสำนักชิงหยุน
หลังจากทำการเสถียรภาพพลังปราณภายในจุดตันเถียนเสร็จสิ้น ฉินชูก็ยืนขึ้นยืดเส้นยืดสาย ความรู้สึกหลังจากบรรลุตบะช่างยอดเยี่ยมเหลือเกิน
“ลูกพี่ ยินดีด้วย!” ไป๋อวี้เข้ามาแสดงความยินดีอย่างดีใจ
“ทำให้ทุกคนลำบากน่าดู ขอบใจมาก ไม่มีอะไรแล้ว พวกเรากลับกันเถอะ” ฉินชูพูดขึ้น ในเมื่อได้ของขวัญแห่งวาสนามาแล้ว ก็ไม่จำเป็ต้องอยู่ต่อ เพราะภายในโบราณสถานชิงหวางแห่งนี้ยังมีอันตรายร้ายแรงแฝงเร้นอยู่ในเงามืด สัตว์อสูรขั้นที่หกที่จำแลงกายเป็มนุษย์ปรากฏตัวขึ้นมาขนาดนั้น จะไม่เรียกว่าอันตรายร้ายแรงได้อย่างไร
ฉินชูพาทุกคนเดินมาถึงทางออก จากนั้นก็เดินออกไปด้านนอกวงแหวนแสง
ทันทีที่เห็นฉินชู หลัวเจินก็โบกมือให้ “อืม มีชีวิตรอดออกมาได้แล้ว เยี่ยมมาก”
เหลยอินเดินเข้ามาเช่นกัน “หลิวเสวี่ย คนอื่นๆ ไปไหน” เมื่อเห็นแค่หลิวเสวี่ยออกมาคนเดียว เหลยอินก็รู้สึกไม่ดีขึ้นมาทันที
“เป็เพราะพวกนั้น พวกยอดเขาหลักเลวทราม พวกเขาฆ่าศิษย์น้องของศิษย์ทิ้ง” หลิวเสวี่ยชี้ไปทางที่พำนักของซูซานเหอ
เมื่อถูกหลิวเสวี่ยชี้ใส่ ซูซานเหอก็เริ่มไม่สบอารมณ์ “ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง พูดจาให้มันดีๆ หน่อย”
“เกิดอะไรขึ้น” หลังจากเหลยอินเหลือบมองไปทางซูซานเหอสักพัก ก็หันมาถามหลิวเสวี่ย
“ซาหานเป็คนของพวกลูกศิษย์จากยอดเขาหลักั้แ่แรก หลังจากเข้าไปด้านในโบราณสถานชิงหวาง ซาหานก็หาข้ออ้างแยกทางกับพวกฉินชู ตัวศิษย์และศิษย์น้องคนอื่นๆ ไม่สามารถทนเห็นเขาเผชิญอันตรายด้วยตัวคนเดียวได้ จึงจำใจต้องแยกทางกับฉินชู พอเริ่มออกเดินทางสำรวจกับซาหานได้สักระยะ ศิษย์ไม่คิดไม่ฝันจริงๆ ว่าซาหานจะล่อพวกเราไปเจอกับพวกลูกศิษย์จากยอดเขาหลัก จากนั้นพวกสารเลวนั้นก็ลงมือทารุณศิษย์น้องทั้งสาม พวกนางถูกข่มขืนแล้วฆ่าทิ้ง ระหว่างทางที่หลบหนี ศิษย์พบเข้ากับพวกฉินชู ศิษย์จึงมีชีวิตรอดออกมาได้” หลิวเสวี่ยจ้องมองซูซานเหอกับจางจี้ด้วยดวงตาอาฆาตแค้น
“นี่เป็เพียงเื่เล่าจากเ้าฝ่ายเดียว เอาไว้พวกหลิ่วหนานออกมา ข้าค่อยตรวจสอบเื่นี้อีกที” ซูซานเหอหน้าถอดสี เพราะการข่มขืนลูกศิษย์ผู้หญิงในสำนักเดียวกันถือว่าเป็โทษร้ายแรง ต้องฆ่าทิ้งสถานเดียว
หลิวเสวี่ยไม่พูดอะไรขึ้นอีก...รอพวกหลิ่วหนานออกมากระนั้นหรือ หึ! พวกแกรอไปเถอะ
หลัวเจินปล่อยให้ฉินชูและคนอื่นๆ พักผ่อนไปก่อน หลังจากนั้นค่อยเดินทางกลับยอดเขาชิงจู๋ ในฐานะคนของสำนักชิงจู๋ ในเมื่อมาด้วยกันก็ต้องกลับด้วยกัน ซึ่งตอนนี้ ยังมีลูกศิษย์แห่งสำนักชิงหยุนอีกหลายคนที่ยังไม่ออกมา โดยเฉพาะลูกศิษย์จากยอดเขาหลักที่ยังไม่ออกมาแม้แต่คนเดียว ดังนั้นจำเป็ต้องอยู่รอ
ผ่านไปครึ่งวัน ในที่สุดซั่งซูอวี๋ก็ออกมา
ซั่งซูอวี๋ในชุดสีฟ้าอ่อนตัวใหม่ แลดูงดงามสดใสจับใจ
“ซั่งซูอวี๋ พวกหลิ่วหนานล่ะ” ซูซานเหอถามขึ้น
“ศิษย์ไม่ได้ร่วมเดินทางสำรวจไปกับพวกเขา ศิษย์ไม่รู้” หลังจากพูดจบ ซั่งซูอวี๋ก็เดินไปยืนนิ่งๆ ที่มุมหนึ่งและไม่พูดอะไรขึ้นอีก
ต่อมาลูกศิษย์จากยอดเขาอื่นๆ ก็ทยอยพากันออกมากลุ่มแล้วกลุ่มเล่า แต่ละกลุ่มมีสมาชิกไม่ครบแทบจะทุกกลุ่ม แต่ละกองกำลังเสียหายค่อนข้างหนัก
ฉินชูไม่ได้สนใจ เขาได้แต่นั่งเข้าฌานเพื่อเสถียรภาพตบะของตัวเอง
ครึ่งเดือนผ่านไป หมอกบริเวณรอบๆ สถานที่แห่งนี้ก็ลงหนักอีกครั้ง เนื่องจากใกล้ถึงเวลาที่โบราณสถานชิงหวางต้องลาจาก มันจึงค่อยๆ จมลงไป ต่อให้มีใครอยากออกมาอีก ตอนนี้ก็ออกมาไม่ได้แล้ว หากแข็งแกร่งมากพอ ก็น่าจะมีชีวิตรอดจนถึงการปรากฏขึ้นมาครั้งต่อไปของโบราณสถานชิงหวาง
“ฉินชู ลูกศิษย์จากยอดเขาหลักไปไหนกันหมด” โบราณสถานชิงหวางหายไป แต่ลูกศิษย์จากยอดเขาหลักคนอื่นๆ ยังไม่ออกมา เื่นี้ทำให้ซูซานเหอกับจางจี้ร้อนใจยิ่งนัก
“มาถามข้าทำไม พอไม่เห็นลูกศิษย์จากยอดเขาหลักของตัวเองออกมา ก็มาถามหาจากข้า ทำเหมือนข้าเป็พี่เลี้ยงเด็ก” ฉินชูยืนขึ้น เหลือบตาพูดกับซูซานเหออย่างไม่มีท่าทางเกรงใจแม้แต่น้อย ตอนนี้คนคนนี้ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับเขาทั้งนั้น
“หลิวเสวี่ยบอกว่าลูกศิษย์จากยอดเขาหลักมีปัญหากับพวกนาง จากนั้นนางก็เจอเ้า แสดงว่าเ้าต้องเจอกับพวกเขา” ซูซานเหอมองหน้าฉินชู เขาพูดถึงเื่พวกพ้องของหลิวเสวี่ยที่ถูกฆ่าทิ้งอย่างเป็ปกติ ใบหน้าไร้ซึ่งแววสลด
“จะเจอหรือไม่เจอ แล้วเกี่ยวอะไรกับเขา ในเมื่อคนหาย ปรมาจารย์ผู้ดูแลยอดเขาหลักอย่างเ้าก็ควรส่งคนเข้าไปหาไม่ใช่หรือ” ไม่รอให้ฉินชูตอบ เหลยอินก็พูดแทรกขึ้นมา ลูกศิษย์จากยอดเขาเชียนหลัวถึงสามคนต้องตายอย่างอนาถเพราะความเลวทรามของลูกศิษย์จากยอดเขาหลัก ตอนนี้นางเืขึ้นหน้าเป็ที่สุด
ขณะที่ซูซานเหอกำลังจะพูดขึ้น อยู่ๆ ก็มีเงาร่างร่างหนึ่งปรากฏขึ้นท่ามกลางหมอกหนา เป็ร่างหญิงสาวในชุดกระโปรงสีม่วงบินโฉบออกมา
หญิงสาวเหาะวนเวียนไปมาบนท้องฟ้าเหนือบริเวณที่พักของสำนักชิงหยุนก่อนหยุดลง หลังจากมองฉินชูสักพัก ร่างของนางก็กะพริบสองครั้งก่อนหายตัวไป
ซูซานเหอ จางจี้ รวมถึงปรมาจารย์ผู้ดูแลยอดเขาคนอื่นๆ ล้วนใจนหน้าถอดสี พลังในการเหาะเหินเดินอากาศเป็ความสามารถของผู้ฝึกตนขั้นที่หก เป็ตบะที่พวกเขาไม่มีวันเอื้อมถึง
ฉินชูกับซั่งซูอวี๋มองตากัน เพราะพวกเขาเคยพบกับหญิงสาวในชุดกระโปรงสีม่วงผู้นี้ นางเป็หญิงสาวที่ฉินชูเข้าไปช่วย โดยการป้อนโอสถรักษาร่างกาย หรือก็คือหญิงสาวอสูรขั้นที่หกที่จำแลงกายเป็มนุษย์ตามที่ซั่งซูอวี๋บอก
การปรากฏขึ้นมาของหญิงสาวผู้นี้ แม้เพียงครู่หนึ่ง ก็สามารถลดทอนความบาดหมางระหว่างเหลยอินกับซูซานเหอลงได้ เนื่องจากรังสีคุกคามของนางทรงพลังยิ่งนัก ดังนั้นทุกคนในสำนักชิงหยุนจำเป็ต้องยุติปัญหาเบาะแว้งลงชั่วคราว
หลังจากหญิงสาวหายตัวจากไปไม่นาน ทันใดนั้นก็มีเสียงดังสั่นะเืบังเกิดขึ้น เงาตำหนักท่ามกลางหมอกหนาพลันเลือนหาย โบราณสถานชิงหวางจมลงสู่ใต้ปฐีอย่างเป็ทางการ ในอีกนัยหนึ่ง ถือเป็การบอกลาเหล่าลูกศิษย์แห่งสำนักชิงหยุนที่ยังไม่ออกมาอย่างเป็ทางการ
หลัวเจินพาพวกฉินชูกลับยอดเขาชิงจู๋ เหลยอินพาหลิวเสวี่ยกลับยอดเขาเชียนหลัว พวกเขาไม่สนใจซูซานเหอกับจางจี้แม้แต่น้อย
“หลิวเสวี่ย เ้าต้องเล่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นให้ข้าฟังอย่างละเอียด” เหลยอินพูดกับหลิวเสวี่ย ครั้งนี้ถือว่ายอดเขาหลักลามปราม เปิดศึกกับยอดเขาเชียนหลัวอย่างเป็ทางการแล้ว นางจะไม่ทนอีกต่อไป
หลิวเสวี่ยเล่าเื่ทั้งหมดที่เกิดขึ้นออกมาอย่างละเอียด รวมถึงสาเหตุที่ทำให้นางหนีออกมาได้ เพราะถ้าหากไม่พูด นางอาจถูกเข้าใจผิดคิดว่าสูญเสียพรหมจรรย์ไปแล้วอีกคน
“เลวทรามยิ่งกว่าเดรัจฉานเสียอีก ตอนนี้พวกยอดเขาหลักกู่ไม่กลับแล้ว” ใบหน้าของเหลยอินฉายแววโทสะ
“ท่านาุโอย่าเพิ่งวู่วามไปเลย ตอนนี้ลูกศิษย์จากยอดเขาหลักก็ตายไปหมดแล้ว” หลิวเสวี่ยพูดขึ้น
“ตายหมด?” เหลยอินหันไปมองฉินชู ก่อนหันกลับมามองหลิวเสวี่ยอีกครั้ง
หลิวเสวี่ยพยักหน้า นางมองออกว่าเหลยอิน้าจะถามอะไร แต่เื่บางเื่ แค่รู้กันเงียบๆ ก็พอ พูดออกมาใช่ว่าจะเป็เื่ดี
