นางวางมันลงบนเตียงแล้วกล่าวว่า “นี่คือรายการอาหารที่ข้าเตรียมไว้ในยามว่าง คืนนี้พวกเ้าก็ปรึกษากันก่อน จะให้ดีที่สุดก็แบ่งกลุ่มตามความชอบของแต่ละคน หากทำเช่นนี้จะช่วยให้พัฒนาฝีมือได้ง่ายขึ้น กองทัพใหญ่อาจจะเคลื่อนทัพเร็วๆ นี้ พวกเรามีเวลาไม่มากนัก ทุกคนต้องรีบเรียนรู้ฝีมือกันให้ดี”
“รับทราบเ้าค่ะ แม่นาง”
ทุกคนดูรายการอาหารเ่าั้แล้วแทบจะยิ้มออกมาจนหน้าบาน พวกนางเกือบจะไม่รอส่งติงเหว่ยถึงที่ประตูแล้วรีบมารวมตัวเพื่อปรึกษากันแล้ว
เหล่าทหารหญิงที่รออยู่ข้างนอกกระโจมพากันแห่เข้ามา ต่างก็อยากรู้ว่าจะมีงานดีๆ อะไรบ้างในอนาคต กระโจมเล็กๆ เช่นนี้ไหนเลยจะจุคนได้มากขนาดนั้น ทำให้ในกระโจมแน่นจนแทบจะะเิออกมา
ท้ายที่สุดพี่หลิวจึงะโเสียงดังห้ามเหล่าพี่น้องไว้ แล้วรีบดึงหัวหน้ากลุ่มเล็กๆ หลายคนมาแบ่งกลุ่มง่ายๆ ตามความชอบของพวกนาง จากนั้นก็พาพี่น้องในกลุ่มตนเองกลับไปที่กระโจมของตนเพื่อกระจายข่าว
โดยธรรมชาติแล้วสตรีมักมีความละเอียดอ่อน เกือบทุกคนล้วนมีฝีมือด้านการทำอาหาร และใน่เวลานี้หลายคนก็มักจะไปช่วยงานที่ครัว แล้วจะไม่ชำนาญได้อย่างไร
จะต่างก็เพียงแต่ละคนไม่เหมือนกัน ความชอบก็แตกต่างกันไป
เหล่าสตรีที่อายุน้อยหน่อยชอบความแปลกใหม่ สนใจปิงผิ่น [1] และเตี่ยนซิน เหล่าสตรีที่อายุมากหน่อยคิดถึงการผัดผัก หม้อไฟและปิ้งย่าง ฝีมือจะหาได้ยากสักหน่อย ส่วนคนที่ชอบเตี่ยนซินก็แย่งกันไปเข้ากลุ่มเตี่ยนซินอย่างร่าเริง
ด้วยเหตุนี้จึงคึกคักกันไปกว่าครึ่งวันแล้ว วันรุ่งขึ้นในตอนเช้าตรู่ก็ได้วางแผนแบ่งกลุ่มย่อยสิบกลุ่มเป็กลุ่มย่อยห้ากลุ่ม ทุกคนต่างก็ตื่นเต้นจนนอนไม่หลับ แต่ละคนล้วนมีรอยคล้ำใต้ตาเล็กน้อย แต่ใจก็จดจ่อรอติงเหว่ยมาถึง พวกนางอยากจะฝึกฝีมือให้สำเร็จโดยเร็ว
ติงเหว่ยตื่นแต่เช้าเพื่อป้อนข้าวลูก กว่าจะมาถึงก็สายไปเสียหน่อย เมื่อเห็นสภาพของทุกคนนางก็รู้สึกตลก แต่พูดออกไปด้วยคำชมเชยว่า “พวกพี่ๆ ตั้งใจกันขนาดนี้ ร้านของเราจะต้องเจริญรุ่งเรืองแน่นอน ถึงเวลานั้นนอกจากค่าแรงแล้ว จะมีซองแดงให้พวกพี่ๆ ด้วยนะ”
ทุกคนได้ยินก็ยิ่งดีใจจนอดใจรอไม่ไหวและพูดเร่งออกมาว่า “แม่นาง พวกเราแบ่งกลุ่มกันเรียบร้อยแล้ว พวกเรารีบมาเริ่มกันเลยเถอะ!”
ติงเหว่ยโบกมือแล้วยิ้ม “ไม่ต้องรีบ การเปิดร้านไม่ใช่แค่การทำอาหารอย่างเดียว ไม่ต้องพูดถึงเื่อื่น แค่เตาและวัตถุดิบก็มีข้อที่ต้องระมัดระวังแล้ว เช่น ร้านปิงผิ่นยังไงก็ควรต้องเรียนรู้วิธีทำน้ำแข็งก่อนใช่หรือไม่?”
หลังจากนางพูดจบ เหล่าหญิงสาวที่เลือกเปิดร้านน้ำแข็งก็หน้าเสียทันที “แย่แล้ว ฤดูหนาวยังพอมีน้ำแข็งอยู่ทุกที่ แต่ฤดูร้อนจะทำยังไง ต้องซื้อปิงเจี้ยว [2] มาสำรองน้ำแข็งหรือ?”
กลุ่มอื่นๆ ก็พลอยใตามไปด้วย แต่ในใจก็รู้สึกโล่งเล็กน้อยที่ไม่ได้เลือกสิ่งแปลกใหม่
ติงเหว่ยกลับยิ้มแล้วเรียกอวิ๋นหยาเข้ามา หญิงสาวตัวน้อยคนนี้ไม่รู้เหตุใดถึงมีรอยคล้ำใต้ตายิ่งกว่าคนอื่นๆ เห็นได้ชัดว่านางเองก็ไม่ได้นอนทั้งคืน
พอเห็นนายหญิงเรียก ก็รีบเดินเข้ามาทักทายทุกคนอย่างร่าเริง
“เมื่อวานข้าสอนวิธีทำน้ำแข็งให้อวิ๋นหยาไปแล้ว เดี๋ยวกลุ่มของพวกเ้าก็ไปเรียนจากนางอีกที วิธีทำน้ำแข็งในฤดูร้อนแม้จะไม่ยากอะไร แต่ก็เป็ของแปลกใหม่ เมื่อพวกเ้าเรียนรู้แล้วต้องเก็บเป็ความลับ ห้ามบอกคนอื่นง่ายๆ ไม่อย่างนั้นถ้าทุกคนรู้วิธีทำน้ำแข็ง ร้านน้ำแข็งของเราก็จะไม่มีลูกค้าแล้ว”
ติงเหว่ยกำชับง่ายๆ สองสามประโยค แล้วส่งสัญญาณให้อวิ๋นหยาพาคนไปที่กระโจมอีกแห่งเพื่อลองทำกันดู
ทุกคนไม่เคยได้ยินมาก่อนว่าสามารถผลิตน้ำแข็งได้เองจึงรู้สึกทึ่ง แต่ก็ยิ่งสงสัยว่าสิ่งที่ตนเองเลือกจะมีอะไรน่าประหลาดใจอีกหรือไม่
ติงเหว่ยก็ไม่ได้ปล่อยให้พวกนางสงสัยนานนัก จากนั้นหยิบกระดาษอีกไม่กี่แผ่นออกมา แบ่งเป็รูปของหม้อไฟทองเหลือง อีกแผ่นเป็เตาถ่านที่เพิ่มตะแกรงเหล็กเข้าไป และยังมีเตาอบ กระทะสำหรับผัด และรูปของเครื่องครัวต่างๆ
อวิ๋นอิ่งแจกกระดาษรูปให้พวกนางตามกลุ่มที่เลือก ทุกคนรู้จักหม้อไฟทองเหลือง แต่ไม่คุ้นเคยกับสิ่งอื่นๆ เลย
ติงเหว่ยจึงบอกว่า “สิ่งเหล่านี้คือเครื่องครัวหรือเตาที่พวกเ้าจะต้องใช้ในอนาคต หม้อเหล่านี้ข้าให้คนไปสั่งทำในเมืองแล้ว น่าจะส่งมาถึงภายในวันนี้ ส่วนเตาให้คนจากครัวใหญ่เข้ามาช่วยสร้างและรีบเผาให้เสร็จ แล้วพวกเ้าจะต้องท่องจำวิธีทำเครื่องปรุงรสต่างๆ น้ำจิ้มและสูตรอาหาร ความลำบากที่สุดคือของหวาน แค่การควบคุมความร้อนในเตาอบก็ต้องใช้เวลาหลายวันกว่าจะจับทางได้ พอพวกเ้าเรียนจบ ร้านในเมืองก็เตรียมพร้อมเสร็จพอดี แล้วตอนนั้นก็ขึ้นอยู่กับพวกเ้าแล้ว”
“รับทราบเ้าค่ะ แม่นางโปรดวางใจ ต่อให้พวกเราต้องไม่กินไม่นอนก็จะเรียนทักษะให้สำเร็จให้ได้”
เหล่าหญิงสาวในกองทัพต่างพากันรับคำอย่างกระตือรือร้น พวกนางล้วนผ่าน่เวลาที่ยากลำบากใน่ามาแล้ว ไม่เคยกลัวความลำบากเลย ยิ่งฝีมือที่ต้องใช้ความพยายามมากเท่าไร ก็ยิ่งล้ำลึกมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งจะทำให้พวกนางมีฐานที่มั่นคงในการดำรงชีวิตในอนาคต
ด้วยความคิดเช่นนี้ทุกคนยิ่งมีขวัญกำลังใจมากขึ้นไปอีก
ตลอดทั้ง่เช้าทุกคนในกระโจมพลาธิการต่างมองเหล่าทหารหญิงที่เหมือนมดตัวเล็กๆ ที่วิ่งเข้าออกอย่างขยันขันแข็ง
บางครั้งไปที่คลังอาหารเพื่อรับวัตถุดิบ บางครั้งไปที่ประตูค่ายเพื่อรับเครื่องครัว บางครั้งถึงกับขนย้ายอิฐเข้าไปกระโจม
ภายในกระโจมหลังหนึ่งไม่รู้ว่ากำลังคิดค้นอะไรกันอยู่ บ่อยครั้งจึงมีเสียงร้องด้วยความใดังออกมา
เหล่าทหารที่อยากรู้อยากเห็นต่างสงสัย แต่เมื่อพวกเขาเข้าไปถามเหล่าทหารหญิงที่คุ้นเคยกัน พวกนางกลับยิ้มอย่างมีความสุขและแฝงไปด้วยความลึกลับ แต่ก็…ไม่พูดอะไร!
เมื่อพระอาทิตย์ลอยขึ้นถึงกลางท้องฟ้า กลิ่นหอมเริ่มลอยออกมาจากกระโจมของเหล่าหญิงสาว ทุกคนเพิ่งจะเข้าใจว่าที่แท้พวกสตรีเหล่านี้กำลังเรียนทำอาหารนั่นเอง บางคนเริ่มเบะปากคิดว่าสตรีก็มักจะสนใจแต่เื่เล็กๆ อย่างการทำอาหารเท่านั้น จำเป็ต้องเก็บเป็ความลับด้วยหรือ
แต่เมื่อพระอาทิตย์เริ่มคล้อยต่ำ กลิ่นหอมที่ลอยออกมาจากกระโจมกลับยิ่งเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ และแม้ในตอนกลางคืนก็ยังมีแสงไฟสลัวๆ ลอดออกมา ทำให้ทุกคนเริ่มนั่งไม่ติด
โดยเฉพาะพวกทหารที่ไปลาดตระเวน เมื่อกลับมาที่กระโจมก็เล่าถึงเื่ที่ถูกพี่สาวเ่าั้เรียกให้ไปช่วย “ชิม” อาหารอร่อยๆ หลายอย่างด้วยความตื่นเต้น ทุกคนก็อดใจรอไม่ไหวที่จะให้ถึงตาตนเองไปลาดตระเวนบ้าง
เป็อย่างนี้ติดต่อกันสามสี่วัน กลิ่นหอมก็แทบจะอบอวลไปทั่วทั้งค่ายทหาร ั้แ่แม่ทัพจนถึงทหารธรรมดาต่างก็น้ำลายสอ วันหนึ่ง เมื่อกงจื้อิเรียกประชุมเหล่าแม่ทัพเพื่อปรึกษาการเคลื่อนทัพต่อ ก็พบว่าไม่ทันจะพูดอะไรก็ได้ยินเสียงท้องร้องดังมาจากข้างๆ เมื่อหันไปมองก็เห็นว่าอวี้ฉือหุ่ยกำลังปิดท้องด้วยความอับอายและโมโห
กงจื้อิขมวดคิ้วทำให้อวี้ฉือหุ่ยรีบแก้ตัวว่า “ท่านแม่ทัพ มันไม่ใช่ความผิดของข้าน้อยที่ท้องร้อง มันเป็เพราะกองทหารหญิงทำอาหารหอมจนกลิ่นหอมตลบอบอวลไปหมด ท้องของข้าน้อยอดทนไม่ไหวจนต้องก่อฏขึ้นมา”
แม่ทัพที่อยู่ข้างๆ ที่ปกติมักจะทำงานได้ดี ก็พูดเสริมอย่างขบขันว่า “ใช่แล้วท่านแม่ทัพ ทุกคนก็รู้ว่าแม่นางติงได้เตรียมเส้นทางอาชีพให้พวกสตรีเหล่านี้ เราต่างก็ยินดีกับพวกนาง แต่ฝ่ายพลาธิการก็วุ่นวายมาตั้งหลายวันแล้ว ไม่ทราบว่าพวกเราจะได้ลองชิมฝีมือดูบ้างได้หรือไม่”
กงจื้อิฟังแล้วก็อดขำไม่ได้ แต่เมื่อนึกถึงขนมแปลกใหม่ที่ปรากฏบนโต๊ะหลังจากที่เขาทำงานทุกคืน เขาก็อดจะกระแอมด้วยความรู้สึกอายไม่ได้ ในฐานะผู้บังคับบัญชาคนหนึ่ง เขาควรจะร่วมทุกข์ร่วมสุขกับผู้ใต้บังคับบัญชา แต่ตอนนี้เขาแทบจะกินจนเบื่อแล้ว ในขณะที่ลูกน้องกลับยังไม่ได้ลิ้มลองเลยสักครั้ง เขาคงจะพูดไม่ออกจริงๆ
คิดดังนี้แล้วเขาก็เรียกหาลุงอวิ๋นที่อยู่มุมกระโจมและสั่งว่า “ลุงอวิ๋น ไปดูที่กระโจมฝ่ายพลาธิการและเอาของกินกลับมาสักหน่อย”
“ขอรับ นายน้อย” ลุงอวิ๋นตอบอย่างยิ้มแย้ม จากนั้นก็พาองครักษ์สองคนไปยังกระโจมฝ่ายพลาธิการ
ตอนนั้นติงเหว่ยกำลังยุ่งอยู่ในกระโจมที่สร้างเตาอบเอาไว้ นางเพิ่งจะหยิบขนมตั้นเกา [3] ชิ้นเล็กๆ ออกมาจากเตาอบ ถาดเหล็กที่มีแม่พิมพ์ลายดอกไม้เรียงรายด้วยขนมตั้นเกาชิ้นเล็กๆ ถือโอกาสตอนที่ยังร้อนๆ หยิบขนมชิ้นหนึ่งมาบิออกดูก็พบว่าผิวนอกกรอบหอม ส่วนข้างในนุ่มฟูเป็สีเหลืองทองและมีรสชาติอร่อยจริงๆ
นางอดไม่ได้ที่จะเอ่ยชมว่า “ใช้ได้เลย ต่อไปให้ควบคุมความร้อนแบบนี้แหละ!”
หญิงสาวในกลุ่มทำเตี่ยนซินอดไม่ได้ที่จะร้องเฮด้วยความดีใจ โดยเฉพาะสตรีสองคนที่รับหน้าที่เผาไฟ พวกนางเกือบจะร้องไห้ออกมาด้วยความดีใจ เพราะตลอดสองสามวันที่ผ่านมา พวกนางแทบจะนอนกอดกับเตาอบ และทุกครั้งที่เผาขนมไหม้ พวกนางก็รู้สึกเสียใจจนแทบอยากจะพุ่งชนกำแพง แต่ในที่สุดครั้งนี้ก็สำเร็จจนได้ จะไม่ให้ดีใจได้อย่างไร?
ติงเหว่ยแบ่งขนมให้แต่ละคนด้วยตนเอง ส่วนอันเกอเอ๋อร์กับฉู่ชีซีที่ตามติดนางอยู่ข้างหลังมาตลอดหลายวันมานี้ สองคนนี้ชอบกินเป็ที่สุด พวกเขาทั้งสองคนก็กำลังกินขนมชิ้นหนึ่งในมือกันอย่างเอร็ดอร่อยและเพลิดเพลินอยู่ก่อนแล้ว โดยที่นางไม่ต้องเอ่ยปากเลย
ในขณะที่ทุกคนกำลังสนุกสนานกันอยู่ ลุงอวิ๋นก็เปิดม่านเข้ามา พร้อมกับพูดอย่างยิ้มแย้มว่า “พวกเ้ากำลังแอบกินของอร่อยๆ อะไรกันอยู่หรือ? แบ่งไว้ให้ข้าลองชิมสักคำด้วยสิ”
เหล่าทหารหญิงรีบวางเตี่ยนซินในมือลงและรีบทำความเคารพทันที แต่ติงเหว่ยที่คุ้นเคยกับท่านผู้าุโอยู่แล้วจึงรู้นิสัยของเขาดี นางยิ้มแล้วพูดว่า “ลุงอวิ๋น ท่านมาทำอะไรที่นี่อย่างนั้นหรือ? ถ้าท่านอยากลองชิมของใหม่ๆ ส่งคนมาบอกก็พอเดี๋ยวข้าจะเอาไปส่งให้ท่านเอง”
เ้าเด็กอ้วนที่ปากเต็มไปด้วยขนมเค้กก็กางมือน้อยๆ ออกและวิ่งเข้าไปกอดขาของลุงอวิ๋นทันที
ท่านผู้าุโดีใจจนยิ้มตาหยีและยื่นมืออุ้มเขาขึ้นมา ท่านผู้าุโจุมพิตเขาอย่างเอ็นดูหลายครั้ง แล้วก็พูดอย่างยิ้มแย้มว่า “ข้าแค่ได้กอดคุณชายน้อยทุกวัน ก็รู้สึกหอมหวานยิ่งกว่าได้กินขนมที่ดีที่สุดในโลกเสียอีก”
อันเกอเอ๋อร์ที่ดูเหมือนจะรับรู้ถึงความรักของท่านผู้าุโ ก็พยายามยัดขนมในมือของเขาไปในปากของท่านผู้าุโ ลุงอวิ๋นก็มีความสุขยิ่งขึ้นไปโดยปริยาย ไม่รังเกียจเลยว่าขนมชิ้นนั้นจะถูกบีบจนเละเทะ เขาอ้าปากกัดอย่างเอร็ดอร่อย และพยักหน้าหลังจากกัดไปคำหนึ่ง “ขอบคุณคุณชายน้อย”
ติงเหว่ยยื่นมือไปจิ้มหน้าผากลูกชายของนางเบาๆ พลางพูดด้วยความโมโหและขำขันว่า “เ้าลูกคนนี้ ไม่รู้ว่าไปเรียนมาจากใคร เก่งที่สุดเื่เอาใจคนอื่น”
ต่อให้การที่แม่สั่งสอนลูกจะถือว่าเป็เื่ปกติ แต่ลุงอวิ๋นก็ยังอดไม่ได้ที่จะปกป้อง เขารีบถอยไปสองสามก้าว และพูดด้วยความเป็ห่วงว่า “คุณชายน้อยมีแววฉลาดเฉลียวั้แ่เด็ก อย่าทำให้เขาใกลัวเลย”
ติงเหว่ยรู้สึกจนใจจึงได้แต่ถามว่า “ลุงอวิ๋น ท่านพาองครักษ์มาด้วย มีเื่อะไรหรือเปล่า?”
“ไอ๊หยา พอเห็นคุณชายน้อยข้าก็ลืมเื่สำคัญไปเลย” ลุงอวิ๋นตบหน้าผากตนเองด้วยความหงุดหงิด แล้วรีบพูดว่า “ท่านแม่ทัพทั้งหลายกำลังประชุมกันอยู่ แต่ได้กลิ่นหอมมาจากที่นี่ ก็เลยสั่งให้ข้ามาเอาของกินไปให้พวกเขารองท้องกันสักหน่อย”
เมื่อได้ยินว่าท่านแม่ทัพทั้งหลายถึงกับเอ่ยปากว่าอยากชิมเตี่ยนซินที่พวกนางทำ กลุ่มทหารหญิงก็ดีใจกันยกใหญ่ ไม่รอให้ติงเหว่ยสั่งก็รีบเก็บเค้กที่เพิ่งอบออกมาใหม่ๆ ไปเสียเกือบหมด แล้วยังเอาคุกกี้ที่อบเมื่อวานใส่ไปจำนวนหนึ่งด้วย
ติงเหว่ยคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็ให้คนไปที่กระโจมของกลุ่มที่ทำปิงผิ่นข้างๆ เพื่อเอาปิงเกา [4] มาใส่ถ้วยเล็กๆ ก่อนจะกำชับองครักษ์ทั้งสองให้ส่งไปที่กระโจมของท่านแม่ทัพ ส่วนลุงอวิ๋นเมื่อเห็นเ้าเด็กอ้วนแล้วก็ไม่สามารถขยับตัวไปไหนได้อีก แม้จะยุ่งมากแค่ไหนก็ต้องอยู่เล่นกับคุณชายน้อยครึ่งชั่วยามก่อน
ฉู่ชีซีไม่รู้ว่านึกอะไรขึ้นมาได้ นางมองขนมเค้กที่เหลืออยู่ไม่กี่ชิ้น แล้วพูดด้วยหน้าแดงๆ ว่า “พี่ติง ท่านพ่อของข้าก็ไม่เคยกินเตี่ยนซินชนิดนี้ ที่เหลือไม่กี่ชิ้นนี้ขอให้ข้าเถอะนะ!”
-------------------—-------------------—-------------------
[1] ปิงผิ่น 冰品 หมายถึง ขนมหวานชนิดต่างๆ ที่ทำจากน้ำแข็ง
[2] ปิงเจี้ยว 冰窖 หมายถึง ห้องใต้ดินที่ทำจากหินเอาไว้เก็บน้ำแข็งจากฤดูหนาว เป็วิธีการเก็บน้ำแข็งเมื่อหลายพันปีก่อนของชนชั้นสูง โดยจะเอาน้ำแข็งมาใส่ไว้ในห้องใต้ดินและเอาแกลบโรยไว้เพื่อเก็บน้ำแข็งไว้ใช้ในฤดูร้อน
[3] ตั้นเกา 蛋糕 หมายถึง เค้ก
[4] ปิงเกา 冰糕 หมายถึง ไอศกรีม
