บทที่ 137 จะเป็ใครก็เื่ของเ้า
“เ้ารู้หรือไม่ว่าข้าคือใคร?” ถูกฉินชูไล่ให้ลงอยู่ตลอด มู่เซวียนที่สวมผ้าโปร่งปิดหน้าไว้จึงเกิดอารมณ์โมโหเล็กน้อย ไม่เคยมีใครไม่เกรงใจนางเช่นนี้มาก่อน ต่อให้เป็ศัตรูก็ตาม
“เ้าจะเป็ใครก็เื่ของเ้า!” ฉินชูกล่าวตอบ ความจริงก็เป็เช่นนั้น เขาคร้านจะสนใจว่ามู่เซวียนเป็ผู้ใด เขาเพียงแค่ผ่านแคว้นหนานหลี เขาไม่อยากมีปัญหาและไม่อยากข้องเกี่ยวกับเื่อะไรทั้งสิ้น
ดวงตาทั้งคู่ของมู่เซวียนฉายประกายเย็นเยียบ ก่อนจะจางหายไป นางรู้ว่าโมโหไปก็แก้ปัญหาอะไรไม่ได้
ฉินชูนั่งสมาธิฝึกฝนอยู่ตลอด ไม่ได้สนใจมู่เซวียนอีก ที่ช่วยเหลือนางไว้เพราะเขาคิดว่ามู่เซวียนล่าสังหารคนเลวที่กระทำความชั่ว ก็คู่ควรกับการช่วยเหลือเท่านั้นเอง
เกวียนเคลื่อนที่ไปข้างหน้า เมื่อถึงยามราตรี ฉินชูก็บังคับเกวียนสัตว์อสูรออกจากทางสายใหญ่ เข้าไปในเขตูเา หาสถานที่ที่ไม่มีลม ก่อนจะออกล่าสัตว์และก่อกองไฟย่างอาหาร จากนั้นจึงชงน้ำชาหนึ่งกา
“ที่นี่คือสันเขาวายุทมิฬ เป็สถานที่ที่กลุ่มคนชั่วใช้หลบซ่อนและทำกิจกรรมต่างๆ ทางที่ดีเ้าดับไฟเสียดีกว่า” มู่เซวียนมองฉินชูพร้อมกล่าว
มู่เซวียนพึ่งกล่าวจบ ก็ปรากฏคนชุดดำสี่คนในทันที ทุกคนล้วนสะพายอาวุธมาด้วย
ฉินชูเงยหน้าขึ้นมองครู่หนึ่ง พบว่าคนชุดดำสามคนมีพลังตบะขั้นสี่หลิงหยวน หนึ่งในนั้นเป็ขั้นหลิงหยวนระดับหก อีกสองคนเป็ขั้นหลิงหยวนระดับสี่ ส่วนอีกคนหนึ่งเป็ขั้นสามเจินหยวน
“เหยื่อชั้นดีสองคน สตรีผู้นั้นพลังตบะสูงกว่าเล็กน้อย หากเป็สภาวะปกติ พวกเราย่อมไม่ใช่คู่ต่อสู้ของนาง ยังดีที่อยู่ในสภาวะาเ็สาหัส” ผู้ฝึกตนขั้นหลิงหยวนระดับหกที่เป็หัวหน้ามองมู่เซวียนก่อนกล่าว ส่วนฉินชู เขาไม่ได้สนใจเลย คนอ่อนหัดขั้นเจินหยวนระดับเก้า เขาเพียงโบกมือทีเดียวก็สังหารได้แล้ว
“ไสหัวไป!” หลังจากฉินชูมองพวกเขาแวบหนึ่งจึงกล่าว ไม่ใช่ผู้ฝึกตนขั้นห้า เขาไม่เกรงกลัวแม้แต่น้อย
“เ้าอยากตายหรือ? เช่นนั้นข้าสงเคราะห์เ้าเอง!” คนชุดดำขั้นหลิงหยวนระดับสี่คนหนึ่งชักกระบี่แล้วพุ่งเข้าหาฉินชู
ฉินชูลุกขึ้นยืน พลันยื่นมือขวาไปด้านหลัง ชักกระบี่เทพบูรพาออกจากฝัก ตวัดทีหนึ่งเพื่อปัดป้องการโจมตีจากศัตรู จากนั้นจึงแทงตรง แล้วกระบี่เทพบูรพาก็แทงเข้าลำคอของอีกฝ่ายลึกกว่าครึ่งฉื่อ
“คิดจะเอาชีวิตข้า เช่นนั้นก็ตายก่อนเถอะ!” ฉินชูกระชากกระบี่เทพบูรพาในมือทีหนึ่ง ตัดคอของอีกฝ่ายจนขาด จากนั้นตวัดข้อมืออีกครั้ง ใช้เคล็ดวิชากระบี่พันคลื่น พุ่งเข้าโจมตีคนชุดดำขั้นหลิงหยวนระดับหกที่เป็หัวหน้า
เมื่อเห็นฉินชูสังหารพวกพ้องของตัวเองไปหนึ่งคน คนชุดดำที่เป็หัวหน้าถึงกับผงะ ในเวลานี้การโจมตีของฉินชูก็มาถึงแล้ว เป็การโจมตีที่มีปราณกระบี่สามสายทับซ้อนกัน มันกำลังพุ่งมาที่หน้าอกของเขาด้วยความเร็วสูง
คนชุดดำที่เป็หัวหน้ากวัดแกว่งกระบี่ ฟันไปทางปราณกระบี่ของฉินชู ฉินชูพลันใช้กระบวนท่าก้าวไร้เงา ไหวตัวทีหนึ่งมายังด้านขวาของชายชุดดำที่เป็หัวหน้า ที่ทำเช่นนี้เพราะด้านซ้ายของคนชุดดำมีพวกของมันอยู่
เมื่อมาถึงด้านขวาของคนชุดดำ ฉินชูกวัดแกว่งกระบี่เทพบูรพา แทงไปที่ลำคอ
คนชุดดำที่เป็หัวหน้าหันมาฟันกระบี่ใส่กระบี่เทพบูรพาของฉินชู
เมื่อเห็นอีกฝ่ายโจมตีโต้ตอบ ฉินชูจึงหมุนควงกระบี่เทพบูรพาทีหนึ่ง ใช้สันกระบี่ต้านกระบี่ยาวไว้ กระบี่ยาวปะทะกัน กระบี่เทพบูรพาของฉินชูถูกกระแทกจนเคลื่อนห่างออกไปกึ่งฉื่อ แต่ร่างกายของฉินชูเคลื่อนที่ไปพร้อมกับกระบี่ เนื่องจากมีร่างกายแข็งแกร่ง ร่างกายและกระบี่ยังคงอยู่ในท่วงท่าเดิม กระบวนท่ากระบี่ยังไม่เปลี่ยนไป ปลายแหลมของกระบี่ยังคงแทงไปทางลำคอของคนชุดดำ ส่วนคนชุดดำที่ตกอยู่ในสถานการณ์เป็รองคิดจะหลบหลีกก็สายไปเสียแล้ว กระบี่เทพบูรพาของฉินชูพุ่งแทงเข้าใส่ลำคอของเขาอย่างรวดเร็ว
หลังจากทำร้ายศัตรูจนเจ็บหนักในกระบวนท่าเดียว ฉินชูจึงกระชากกระบี่เทพบูรพาในมือขวา ตัดศีรษะของคนชุดดำที่เป็หัวหน้าลอยขึ้นทันที
จากนั้นฉินชูจึงพุ่งเข้าโจมตีคนชุดดำขั้นหลิงหยวนระดับสี่อีกคนหนึ่ง
เมื่อตกเป็เป้าหมายของฉินชู คนชุดดำขั้นหลิงหยวนระดับสี่ที่เหลืออีกหนึ่งคนเห็นว่าฉินชูมีพลังแข็งกร้าว แววตาจึงเต็มไปด้วยความหวาดผวา กระทุ้งเท้าทีหนึ่งก่อนเริ่มถอยร่น
แต่ฉินชูที่มีใจคิดสังหารแล้ว ไหนเลยจะปล่อยให้หนีไป? หลังจากไล่ตามคนผู้นี้ทัน ฉินชูจึงใช้กระบี่เทพบูรพาในมือฟันท่ากระบี่พันคลื่นออกไป เพียงชั่วพริบตา ก็สังหารสำเร็จ
ส่วนคนชุดดำขั้นสามเจินหยวนที่เหลือเป็คนสุดท้าย หลังจากวิ่งออกห่างเพียงเล็กน้อย ก็ถูกมู่เซวียนไล่ตามไปสังหาร
ฉินชูไม่ได้มองมู่เซวียน เพียงยึดของจากทั้งสามคนที่ตัวเองปลิดชีพ อีกฝ่ายจะสังหารเขา เขาสังหารกลับ ไม่มีความรู้สึกผิดแม้แต่น้อย
ฉินชูใช้กระบี่ที่ยึดได้จากอีกฝ่ายเริ่มขุดหลุม คนตายแล้ว ก็ต้องฝังกลบเพื่อให้ไปสู่สุคติ แม้จะเป็ศัตรูก็ตาม
“ทำอะไรของเ้า? อีกฝ่ายมาฆ่าพวกเรา เ้ายังจะฝังอีกหรือ เดี๋ยวสัตว์ป่าก็จัดการเก็บซากศพเอง นี่คือยุทธภพ กลิ่นคาวเืเหม็นยิ่งนัก พวกเราไปกันเถอะ!” มู่เซวียนกล่าว
ฉินชูมองมู่เซวียนครู่หนึ่ง ก่อนกลับขึ้นไปบนเกวียน หลังจากรอมู่เซวียนขึ้นมาแล้ว จึงขับเกวียนออกจากสมรภูมิต่อสู้
มู่เซวียนที่อยู่ภายในเกวียนมองฉินชูด้วยสายตาครุ่นคิด เนื่องจากพลังตบะของฉินชูไม่ใช่ขั้นสามเจินหยวน แต่เป็ขั้นสี่หลิงหยวน ทั้งยังมีพลังต่อสู้แข็งกร้าว อีกฝ่ายเป็ผู้ฝึกตนขั้นหลิงหยวนที่มีพลังตบะสูงกว่าฉินชูถึงสามคน แต่กลับสู้ไม่ไหว เพียงชั่วครู่ก็ถูกสังหาร
“เ้าเป็ใครกันแน่?” มู่เซวียนเอ่ยถามอีกครั้งอย่างอดไม่ได้ เผื่อว่าผู้ฝึกตนที่มีพลังตบะขั้นสี่ที่ยังอ่อนเยาว์เยี่ยงฉินชู นางน่าจะเคยได้ยินชื่อมาบ้าง
“หากเ้าดีขึ้นแล้ว ก็ลงไปเสีย!” ฉินชูหันกลับมามองมู่เซวียนแวบหนึ่ง
เมื่อได้ฟังวาจาซ้ำนี้อีกของฉินชู มู่เซวียนแทบจะหายใจติดขัด ช่างน่าโมโหเกินไปแล้ว
“เ้าพูดเป็แค่ประโยคเดียวหรืออย่างไร ไม่รู้จักมารยาทหรือ?” หลังจากมู่เซวียนปรับสภาวะอารมณ์ครู่หนึ่ง จึงเอ่ยถาม
“ข้าไม่ชอบเื่ยุ่งยาก และเ้าคือเื่ยุ่งยาก ถ้าเ้าฟื้นฟูร่างกายเสร็จแล้ว มาจากที่ไหนก็กลับไปที่นั่นเสีย” ฉินชูกล่าวจบจึงลงจากเกวียน เนื่องจากค่อนข้างดึกแล้ว เขาไม่อยากเดินทางในยามราตรี
มู่เซวียนไม่รู้จะกล่าวอะไรแล้ว นางเป็ถึงศิษย์ของเ้าตำหนักจันทราเงิน มีตำแหน่งฐานะสูงส่งในตำหนัก ขนาดออกจากตำหนักจันทราเงิน ผู้อื่นยังต้องให้เกียรตินาง แล้วไยฉินชูกลับว่ากล่าวนางราวกับเป็เื่ปกติอย่างไรอย่างนั้น
หลังจากก่อกองไฟชงน้ำชาหนึ่งกา และให้อาหารพยัคฆ์ดำเสร็จ ฉินชูจึงลองตรวจดูของที่ยึดมาได้ แล้วจึงกลับขึ้นไปบนเกวียนอีกครั้ง
เมื่อถึงหน้าตัวเกวียนสัตว์อสูร แล้วไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่ง ฉินชูก็กลับลงมา จากนั้นจึงนำฟูกอันหนึ่งออกมานั่งฝึกฝน
มู่เซวียนรู้ว่า ฉินชู้าให้นางพักผ่อนในเกวียน เพียงแต่ไม่ได้เอ่ยออกมาเท่านั้น นางไม่รู้ว่าคนแปลกประหลาดผู้นี้โผล่มาจากที่ใด ท่าทางดูเ็า แต่กลับยึดมั่นในหลักการเป็อย่างมาก เนื่องจากร่างกายนางได้รับาเ็ ทั้งข้างนอกยังลมแรง นางจึงอยู่ภายในเกวียน
ลมแรงมาก นอกจากเสียงลม ยังมีเสียงท่อนไม้บนกองไฟที่เผาไหม้…
มู่เซวียนที่อยู่ภายในเกวียนคิดถึงการต่อสู้เมื่อครู่นี้อยู่ตลอด นางดูไม่ออกว่าฉินชูใช้วิชาอะไร
เมื่อฟ้าสาง ฉินชูจึงลุกขึ้น เก็บฟูกแล้วกลับขึ้นไปบนเกวียน และเริ่มออกเดินทาง
“เ้าทึ่ม ส่งข้าไปยังหมู่บ้านแห่งหนึ่งที่อยู่บริเวณรอบนอกตำหนักจันทราเงินได้หรือไม่? ข้าพร้อมจ่ายค่าตอบแทนเป็โอสถ หรือหินิญญาก็ได้” มู่เซวียนกล่าว
“ไม่ได้! ข้าไม่มีเวลาว่าง” ฉินชูปฏิเสธทันควัน
“เหตุใดเ้าถึงเป็คนเช่นนี้?” มู่เซวียนรู้สึกไม่พอใจแล้ว
“ข้าถือว่าดีมากแล้ว หากข้ามีใจคิดไม่ซื่อ ส่งเ้าไปให้ราชวงศ์ดาราเหมันต์ เชื่อว่าพวกเขาจะมอบโอสถและหินิญญาให้จำนวนมากยิ่งกว่าเ้าเสียอีก” ฉินชูหันกลับไปมองมู่เซวียนแวบหนึ่ง
สีหน้าของมู่เซวียนเปลี่ยนไป นางคิดว่าตัวเองประมาทเกินไป
