ราวกับโลกทั้งใบหยุดวน สิ่งที่มีอยู่รอบด้านหายวับไป เห่ารานเพียงมองเห็นหลินน่าที่สีหน้าหวาดหวั่นพรั่นกลัว จ้องมองตนเองราวกับมองภูตผีปีศาจตนหนึ่ง แม้แต่สองมือยังสั่นเทา วิ่งปราดเข้ามาพยุงร่างที่ร่อแร่ของสวี่เฉินขึ้นมา ปากกลับะโด้วยความร้อนรน ทว่าเห่ารานกลับไม่ได้ยินว่านางะโเรียกอันใด
เมื่อเห็นภาพทั้งหมดนี้มาตรว่าตอนนี้เ็ปจนแทบจะสลบเหมือดแต่ยังไม่รู้สึกแล้ว ที่ทรมานอย่างสาหัสเกิดขึ้นที่ภายใน หัวใจที่เต้นช้าลงปานจะฉีกขาด มิทราบผ่านไปนานเท่าใดทว่าเมื่อรู้สึกตัวก็ไม่เห็นร่างของสวี่เฉินแล้ว เพียงมองเห็นหลินน่าที่สองมือแดงฉานและอาภรณ์ที่สวยงามแปดเปื้อนคราบโลหิตเป็ย่อม
หลินน่าก้มมองปลายเท้าของนาง ไม่กล้าเงยหน้ามองตนเอง สองมือที่แปดเปื้อนโลหิตกำแน่นกับอาภรณ์ เนื้อตัวยังสั่นระริกราวกับปักษาหวาดเกาทัณฑ์ นางใช่หวาดกลัวหรือเกลียดชังข้าแล้วหรือไม่
ที่ทำไปล้วนทำเพื่อนางหรือว่าข้าทำไม่ถูกต้อง? มิใช่ว่านางเกลียดชังคู่หมั้นของตนเองหรอกหรือ แต่ว่าข้าเพิ่งจะพบเห็นนางครั้งแรกไฉนตัดสินว่านางไม่ชอบคู่หมั้นของตนเอง นี่ที่แท้เป็ข้าเองที่ผิดทำนองคลองธรรมใช่หรือไม่ เป็ข้าก้าวก่ายในชีวิตผู้อื่น ความคิดมากมายแล่นจู่โจมสมองและิญญาของเห่ารานจนเขาแทบแตกสลายเป็เสี่ยงๆ
ยามนั้นหลินน่าพลันอ้าปากจะกล่าวคำใดคำหนึ่งออกมา ทว่าเสียงพลั่กพลันดังขึ้นเห่ารานล้มหน้าทิ่มพื้นหมดสติไปแล้ว หลินน่ายามตื่นตระหนกมิทราบควรทำอย่างไรดี เพียงยืนมองแผ่นหลังที่เต็มไปด้วยาแและโลหิต คนผู้นี้ยังรับาเ็สาหัสยิ่งกว่าศิษย์พี่ทว่า....
ยามนั้นกลางอากาศพลันบังเกิดแสงเจิดจ้าเป็เส้นขีดออกมา ลอยอยู่เหนือร่างของเห่าราน กลิ่นอายที่ทรงพลังทว่าไม่กดดันผู้คนแผ่ซ่านออกจากเส้นขีดนี้
ลูกศิษย์ที่อยู่ใกล้ที่สุดมองเห็นจึงะโพลางชี้นิ้วว่า
“ดูนั่น ที่กลางอากาศไฉนมีเส้นขีดบิดเบี้ยวปรากฏขึ้น”
หลินน่าเงยหน้ามอง เห็นเส้นขีดบิดเบี้ยวกอปรกันเป็ตัวอักษรตัวหนึ่งที่เบื้องหน้าของตนเอง จากนั้นร่างของเห่ารานพลันลอยขึ้น คล้ายกับมีสายลมโอบกอดร่างของเขาจากนั้นลอยออกไปจากลานต่อสู้ ออกไปจากหออาวุธ หายลับไปจากสายตาของทุกคนสร้างความตะลึงงันแก่ผู้ที่พบเห็นอยู่บ้าง
“เส้นขีดนั้นรวมกันเป็ตัวอักษรว่าลอย”
“ข้ารู้แล้วนั้นคือมรรคาอักษรยันต์เร้น เป็ผู้ใดวาดยันต์ออกมา”
“ข้าได้ยินมาว่าผู้ใช้ยันต์ที่สามารถขีดอากาศเป็ยันต์ใช้ต่างกระดาษ ต้องเป็ผู้ฝึกตนระดับจิตไร้ขอบหรือเทพปรากฏขึ้นไปเท่านั้น หรือว่า...” เสียงกลืนน้ำลายดังออกมา คนกล่าววาจาคล้ายรู้สึกตื่นเต้นจนน้ำลายเหนียวข้นไม่กล้ากล่าวสิ่งที่คาดเดาในใจออกมา
ที่ตำแหน่งที่นั่งประธาน โบ๋เวินและลี่ซวนผุดลุกขึ้นคารวะจรดพื้นไปทางทิศเดียวกัน เหล่าลูกศิษย์ทั้งสามพลันรู้สึกตัวลุกขึ้นมองตามทิศทางที่โบ๋เวินและลี่ซวนคารวะไปทว่ามองไม่เห็นผู้ใด ยิ่งไม่เห็นเงาของอาจารย์ตนเองดังนั้นะโว่า “อาจารย์” กันโดยพร้อมเพรียง
น้ำเสียงเรียบเฉยทว่ากังวานราวกับธารน้ำตกของไท้หยูดังออกมาว่า
“ประลองกันต่อเถอะ อย่าได้สนใจข้า”
โบ๋เวินและลี่ซวนสีหน้าตะลึงลานจ้องมองใบหน้ากันและกัน ทั้งสองสามารถเห็นความสงสัยและแตกตื่นในดวงตาของอีกฝ่าย พลันกล่าวออกมาพร้อมกันว่า
“เขาสามารถใช้ยันต์ได้?” ก่อนหน้านี้ไม่เคยเห็นมาก่อน แต่ว่าท่านประมุขมิใช่เป็ผู้ฝึกยุทธ์และผู้ฝึกอาวุธหรอกหรือ สำหรับลี่ซวนยิ่งแตกตื่นมากกว่าโบ๋เวิน จะอย่างไรเห็นไท้หยูมาั้แ่เขายังเยาว์ไหนเลยไม่ทราบว่าไท้หยูสามารถใช้วิชาใดได้บ้าง
ลูกศิษย์ทั้งหลายต่างหลั่งเหงื่อเย็นออกมาผ่านไปเนิ่นนานค่อยมีคนกล่าววาจาว่า
“เป็ท่านประมุข เป็ท่านประมุขจริงๆ”
“ช่างน่าสะพรึงยิ่งนัก เมื่อครู่เพียงแค่เสียงก็กดดันจนหายใจไม่ออก ไม่สามารถคาดเดาได้เลยว่าหากท่านประมุขปลดปล่อยพลังออกมาจะกดทับพวกเราจนตายเลยหรือไม่”
“พวกเ้าเชื่อข้าหรือยัง วันนั้นข้าพร่ำบอกกับพวกเ้ากลับหัวเราะเยาะข้า ข้าบอกแล้วว่าเห็นประมุขสำนักพันปีเรียกสายฟ้ามากมายถล่มยอดเขาเมฆาของพวกเรา หึ อินเหิงเ้าไฉนเงียบงันไม่กล้ากล่าวสิ่งใดแล้ว หรือว่าถูกขู่ขวัญจนดีฝ่อหมดแล้ว”
จื่อหยวนที่นั่งอยู่พอเห็นกลางอากาศบังเกิดอักษรขีดออกมาเกิดความสนใจขึ้นมา มาตรว่าอาจารย์ถ่ายทอดวิชาฝีมือให้ทว่ายังไม่เคยเห็นอาจารย์แสดงให้ดูมาก่อน ยามนั้นพลันอยากออกจากหออาวุธรุดไปพบอาจารย์ จึงเอ่ยขึ้นมาว่า
“ศิษย์พี่ พวกเราตามอาจารย์ไป ดูอาการาแของพี่ใหญ่ด้วย ข้าเป็ห่วงพี่ใหญ่ยิ่ง”
ฮุ่ยเซี่ยนส่ายหน้ากล่าวว่า
“ยังไปไม่ได้”
จื่อหยวนเอียงศีรษะด้วยความสงสัยถามว่า
“ไฉนไปไม่ได้? หรือท่านไม่เป็ห่วงพี่ใหญ่ ดูท่าพี่ใหญ่นอกจากเจ็บช้ำจากรักแรกแล้วยังต้องเสียใจที่ศิษย์พี่สองศิษย์พี่สามไม่ห่วงใยกังวลตนเอง เฮ้อนับว่าพี่ใหญ่มีชะตากรรมน่าสงสารที่สุด”
ซวี่ฉีที่อยู่ด้านข้างได้ยินคำกล่าวนี้ถึงกับโทสะพลุ่งพล่าน ลุกขึ้นค้อนใส่จื่อหยวนหมัดหนึ่งแค่นเสียงกล่าวว่า
“เพ้ย เ้าจะรู้อันใด รู้จักแต่กล่าววาจาไร้สาระ เ้ามิได้ยินหรือ อาจารย์บอกว่าอะไร ท่านผู้เฒ่าบอกว่าประลองต่ออย่าได้สนใจ เ้ามิเข้าใจความหมายที่อาจารย์กล่าวหรือ อ่านตำราวันละเล่มไฉนสมองไม่ชาญฉลาดขึ้นบ้าง ทั้งวันคืนกลับคิดถึงแต่สุรา พอเห็นอาจารย์ก็จะทวงถามสุรา หรือคิดว่าข้าไม่ทราบว่าใจจริงเ้าคิดสิ่งใด”
ยิ่งกล่าวก็ยิ่งเดือดดาลรู้สึกในร่างร้อนรุ่มราวกับสุมไฟกองใหญ่เอาไว้ หนึ่งเพราะสะสมโทสะจากการเห็นศิษย์พี่ใหญ่ของตนเองถูกกระทำ ยามนี้ศิษย์น้องเล็กยิ่งกล่าววาจาไม่เข้าหูพานยิ่งอยากระบายโทสะออกมาต้องตวาดว่า
“มารดามันเถอะ ล้วนเข้ามาให้หมด ผู้ใดอยากประลองกับข้า ดาหน้ากันเข้ามาให้หมด มารดาจะทุบให้กลายเป็สุนัขตัวหนึ่ง แม้แต่บรรพบุรุษของเ้าก็จำเ้าไม่ได้”
ดรุณีน้อยที่ดูอ่อนแอน่ารักนางหนึ่งกล่าววาจาหยาบคายดุร้ายช่างเป็ภาพที่ไม่น่าพิสมัย ซวี่ฉีะโปราดเดียวก็พุ่งจากที่นั่งลงไปยังลานประลอง กวาดตามองตำแหน่งที่นั่งซึ่งจัดไว้ให้ผู้ที่ได้รับสิบอันดับของศิษย์สายนอก นั่งด้วยคนแปดคน เป็บุรุษหกสตรีสอง จากนั้นกวาดมองไปด้านข้างเห็นแม่นางหลินน่ายืนมองรองเท้าตนเองด้วยท่าทางซึมเซา
พอเห็นใบหน้านี้ยิ่งนึกถึงเมื่อครู่สตรีนางนี้ช่างรานน้ำใจต่อศิษย์พี่ใหญ่ยิ่งนัก พี่ใหญ่ทำทั้งหมดนี้ก็เพราะนาง ทว่านางกระทั่งคำพูดเดียวก็ไม่กล่าวด้วย พี่ใหญ่สลบเหมือดไปนางกลับไม่พยุงอันใด ยามนั้นสาวเท้าปราดเข้าหาตวาดด้วยโทสะว่า
“แม่นางหลินน่า เราท่านมาประลองกัน ท่านเป็สตรีที่ไม่ได้เื่พี่ใหญ่เราดีต่อท่านเช่นนี้ ไมตรีอันน้อยนิดของแม่นางกลับไม่แสดงออกมา ท่านตามมา พวกเราต่อสู้กันยกหนึ่ง ไม่ต่อยตีไม่เลิกรา”
จะอย่างไรซวี่ฉียังเด็กดรุณีอายุไม่มากความคิดความอ่านย่อมไม่ลึกซึ้งยิ่งตอนนี้มีแต่โทสะพลุ่งพล่านยิ่งไม่คิดอ่านอันใดเพียงคิดจะต่อยตีระบายอารมณ์ ยามนั้นฮุ่ยเซี่ยนเดินลงจากชั้นที่นั่ง ท่าทางราวกับสตรีสูงศักดิ์ในพระราชวังหลวง สองมือยังจับกระโปรงยกขึ้นเพื่อให้เดินสะดวกไม่ให้ชายกระโปรงลากกับพื้น เดินเข้าไปหยุดอยู่ด้านข้างซวี่ฉีกล่าวว่า
“ศิษย์น้องสาม อย่าได้สร้างความลำบากใจแก่แม่นางหลินน่าแล้ว”
หลินน่ายามนี้รู้สึกเ็ปอย่างยิ่ง ไม่ว่าเื่ใดล้วนเกิดขึ้นเพราะตนเอง หากว่า หากว่าตนเองมีกำลังสักเล็กน้อย...
ซวี่ฉีขมวดคิ้วไม่ชอบที่ฮุ่ยเซี่ยนเรียกตนเองว่าศิษย์น้องสามต่อธารกำนัล แต่เห็นว่ายามนี้อยู่ต่อหน้าคนนอกมากมายดังนั้นไม่คิดจะทะเลาะทุ่มเถียงกับนางให้เป็ที่วิพากษ์วิจารณ์ของผู้อื่น ทว่ายิ่งเป็เช่นนี้ก็ยิ่งเดือดดาล ใบหน้าแดงก่ำรู้สึกเืลมขัดข้องทรวงอกอึดอัดแทบะเิ ยามนั้นพลันก้าวเท้าไปยังที่นั่งของผู้ที่ได้รับอันดับทั้งสิบ ชี้หน้าทุกคนตวาดว่า
“พวกเ้ามีผู้ใดจะประลอง ลุกขึ้นมาให้มารดา” ทว่ายิ่งนางเป็เช่นนี้ก็ยิ่งข่มขวัญทุกคนไม่ว่าผู้ใดก็ไม่กล้าประลองกับนางด้วย ทุกคนล้วนเห็นฝีมือของซวี่ฉีแล้วยามนั้นยังต่อยเห่ารานกระเด็นข้ามศีรษะคนหลายคน เห่ารานที่ถูกต่อยกระเด็นนั้นยังเป็ผู้ที่สู้กับสวี่เฉินชนะ
ในบรรดาพวกเขาทั้งหมดนับสวี่เฉินมีฝีมือมากที่สุด ผู้ฝึกตนที่มีระดับขั้นสูงที่สุดในกลุ่มยังแพ้พ่าย ผู้ที่ชนะสวี่เฉินกลับถูกนางต่อยจนลอยละลิ่ว เช่นนี้แล้วยังมีผู้ใดกล้าต่อยตีกับนางด้วย แต่แรกทุกคนยังคิดว่าทางที่ดีเลือกศิษย์น้องเล็กที่ดูไม่ได้ความผู้นั้นเป็คู่ประลอง หาไม่ก็เลือกสตรีที่ดูชดช้อยงามสง่าผู้นี้ ทว่ายามนี้ยังมีผู้ใดกล้ากล่าววาจา ซวี่ฉีเดือดดาลถึงที่สุดยังจะมีผู้ใดกล้า หากประลองกับนางยามนี้จะไม่ถูกหมัดอำมหิตต่อยจนกลายเป็ก้อนเืแหลกเละหรือ
ลูกศิษย์ทั้งแปดที่กระหยิ่มยิ้มย่องเมื่อครู่ยามนี้แม้แต่ลมหายใจยังไม่กล้าระบายออกมา ก้มหน้ามองพื้นไม่กล้าสบตากับดรุณีน้อยที่ดุร้ายนางนี้ ในใจยังภาวนาให้ผู้าุโทั้งสองรีบเอ่ยปากยุติการประลองนี้โดยด่วน หลายคนนอกจากทั้งแปดนี้แล้วยังมีความคิดที่ว่ารีบออกไปจากที่นี่ หาไม่ถูกนางเห็นแล้วไม่พอใจคงถูกทุบตีจนบิดามารดาจำแนกไม่ออกเป็แน่
ซวี่ฉีเห็นไม่มีผู้ใดลุกขึ้นมาประลองกับตนเองได้แต่ระบายอารมณ์กับสิ่งของ พลางเดินไปเตะเก้าอี้ที่วางไว้แตกกระจัดกระจาย เศษเก้าอี้ยังปลิวใส่คนที่นั่งอยู่ด้านหลังกรีดเป็าแโลหิตหลายสาย กระทืบเท้าจนพื้นลานต่อสู้เกิดรอยแตกระแหงค่อยสะบัดหน้าออกจากหออาวุธ จากนั้นฮุ่ยเซี่ยนและจื่อหยวนเดินตามออกไป
ผ่านไปเนิ่นนานจนกระทั่งคนทั้งสามเดินออกไปแล้วทุกคนค่อยกล้าระบายลมหายใจออกมา หลายคนยังลอบปาดเหงื่อบนหน้าผาก กล่าววาจาสับสนวุ่นวายใบหน้าทุกคนยังประดับความแตกตื่นพรั่นพรึง หากบอกว่าความกดดันของท่านประมุขสร้างความเคารพยำเกรงขึ้นในใจของลูกศิษย์ เช่นนั้นซวี่ฉีในตอนนี้สร้างความหวาดกลัวสุดขีดขึ้นในใจของลูกศิษย์ทุกคน
หลังจากนั้นชื่อซวี่ฉีและศิษย์คนที่สามของท่านประมุขจึงกลายเป็คำต้องห้าม ไม่ว่าผู้ใดหรืออยู่ที่ใดล้วนไม่กล้าเรียกหาหรือกล่าวออกมาโดยตรง ดังนั้นทุกคนเรียกนางว่าหมัดอำมหิตแทน