บทที่ 76 เผชิญหน้ากันในที่เกิดเหตุ
“พูดจาเหลวไหล! เขาหนิงชุยเฟิงของเราคือดินแดนศักดิ์สิทธิ์ในการปรุงโอสถที่ยิ่งใหญ่ จะกลายมาเป็พ่อค้าที่มีแต่กลิ่นเงินติดตัวได้อย่างไร?” เซินหยวนชิงโมโหจัด นายน้อยตระกูลลู่ผู้นี้พูดจายียวนยิ่งนัก ถึงแม้เขาหนิงชุยเฟิงจะลงทุนในการค้าขายมากไปเสียหน่อย แต่นั่นมันก็จำเป็ต้องทำเพื่อรักษาเสถียรภาพของสำนักไว้ แต่ตอนนี้กลับถูกลู่อวี่กล่าวหาเช่นนี้ เช่นนั้นเขาหนิงชุยเฟิงผู้ยิ่งใหญ่ก็ต้องกลายมาเป็คนที่มีสถานะต่ำต้อยที่สู้แม้แต่ชาวนาหรือช่างฝีมือก็ยังไม่ได้เช่นนั้นหรือ?
“เช่นนั้นครั้งนี้เ้ามาด้วยเหตุใด? หรือว่าเพราะเคล็ดวิชาลับที่เพาะเลี้ยงหญ้าเช้าเย็นอนุญาตให้เขาหนิงชุยเฟิงของเ้ามีได้เท่านั้น แต่ผู้อื่นมีไม่ได้? ตรรกะใดกันเล่า?”
ผู้เฒ่าใหญ่ตระกูลเมิ่ง เมิ่งเสินทงทำเสียงเยาะเย้ย และพูดขึ้นอย่างช้าๆ ว่า “นายน้อยลู่จะทำตัวไร้เหตุผลเช่นนี้ไม่ถูกต้อง ครั้งนี้เขาหนิงชุยเฟิงไม่ได้มาเพราะเื่อื่น แต่มาเพื่อปัญหาที่เคล็ดวิชาลับของเขาหนิงชุยเฟิงรั่วไหล หวังว่านายน้อยลู่จะเข้าใจ คิดดูว่าหาก ยอดวิชาเปลวไฟศักดิ์สิทธิ์แผดเผานภา ของตระกูลลู่รั่วไหลออกไปนอกตระกูล ก็คงจะร้อนใจเช่นเดียวกับสหายเซินแน่นอน”
“ดังนั้นที่พวกเรามาที่นี่ ก็เพื่อมายืนยันว่าเคล็ดวิชาลับของตระกูลลู่มาจากเขาหนิงชุยเฟิงหรือไม่ หากไม่ใช่ ก็ถือว่าเป็การเข้าใจผิดกัน แต่หากใช่ ตระกูลลู่ที่เป็หนึ่งในเจ็ดตระกูลใหญ่แห่งเทียนตู ย่อมต้องให้คำอธิบายแก่เขาหนิงชุยเฟิง ยิ่งไปกว่านั้นตระกูลลู่ก็ได้รับประโยชน์มากมายจากเื่นี้ จึงจำเป็ต้องให้ค่าชดเชยที่เหมาะสมแก่เขาหนิงชุยเฟิง นี่คือศีลธรรมที่พึงมี ไม่ทราบว่าสิ่งที่ข้าพูดมา ผู้บังคับใช้กฎทั้งสองท่านจากตำหนักมหาเทพคิดเห็นประการใด!” จงไท่เหยียนจากวังเทพอัคคีกล่าวอย่างเป็ธรรม
“เื่นี้สังเกตง่ายนัก แม้ว่าเขาหนิงชุยเฟิงจะสืบทอดต่อกันมาไม่นานนัก แต่ก็มีเคล็ดวิชาลับเฉพาะหลายประการที่ไม่มีอยู่ในเทียนตูนี้ หากจู่ๆ มาบอกว่ามีคนเคล็ดวิชาลับที่ว่าอยู่จริง ย่อมทำให้คนเกิดข้อสงสัยต่อแหล่งที่มาของเคล็ดวิชาลับนั้น ข้าเพียงประเมินสิ่งถูกและผิดตามลักษณะของเื่ราว ส่วนรายละเอียดก็ต้องดูที่เคล็ดวิชาลับเพาะเลี้ยงหญ้าของตระกูลลู่ก่อนถึงจะตัดสินได้!” สวี่จิ้งในอาภรณ์สีดำ พูดด้วยเสียงเรียบเฉยโดยที่ไม่เงยหน้าขึ้นมอง เขามาครั้งนี้ในฐานะหัวหน้าตำหนักมหาเทพ
ผู้บังคับใช้กฎอีกท่านที่อยู่ข้างเขาหัวเราะเยาะออกมาเบาๆ ก่อนพูดขึ้น “ต่อให้ไม่มีหลักฐานจริง แต่เื่นี้ก็สังเกตได้อย่างง่ายดาย เว้นเสียแต่ว่าตระกูลลู่จะบอกที่มาของเคล็ดวิชาลับนี้ หรือเปิดเผยเนื้อหาของเคล็ดวิชาลับของตระกูลลู่ได้ มิเช่นนั้น ข้าก็คิดหาวิธีอื่นที่จะมาพิสูจน์ให้ไม่ได้จริงๆ ว่าเคล็ดวิชาลับของตระกูลลู่ ไม่ได้ขโมยมาจากเขาหนิงชุยเฟิง!”
เวลานี้ จู่ๆ ลู่อวี่ก็พูดขึ้นมา “หาก้าพิสูจน์ว่า เคล็ดวิชาลับเพาะปลูกของตระกูลลู่เราไม่ได้นำมาจากเขาหนิงชุยเฟิงนั้นง่ายดายนัก และไม่ต้องเปิดเผยที่มาและเนื้อหาของเคล็ดวิชาลับนี้ด้วย!”
เมื่อเขาพูดเช่นนี้ ทุกคนที่อยู่ตรงนั้นถึงกับหันกลับมามองทันที สำหรับลู่อวี่ คนในตระกูลลู่ย่อมเชื่อมั่นในตัวเขาอยู่แล้ว เขาหนิงชุยเฟิงและพรรคพวกเองก็ไม่กล้าที่จะประเมินลู่อวี่ต่ำด้วยเช่นกัน เพราะอย่างไรเสีย คนปรุงโอสถขั้นห้าผู้นี้ที่อายุไม่ถึงยี่สิบปี ย่อมต้องผ่านช่องทางการพิสูจน์ตัวตนด้วยวิธีการต่างๆ มาแล้วจริงๆ
เซินหยวนชิงเย้ยหยันด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “นายน้อยลู่มีวิธีใดบ้าง ลองพูดให้ข้าฟังสักข้อ!”
ลู่อวี่ไม่แม้แต่จะมองเซินหยวนชิงด้วยซ้ำ มองเพียงผู้บังคับใช้กฎสองท่านของตำหนักมหาเทพที่นั่งอยู่ตรงหน้าเขา แล้วพูดช้าๆ ว่า “หลักฐานทั้งหมดที่เขาหนิงชุยเฟิงมีในตอนนี้คือ ทั่วทั้งเทียนตูนอกจากเขาหนิงชุยเฟิงแล้ว ไม่มีใครรู้เคล็ดวิชาลับที่ใช้เพาะเลี้ยงหญ้าเช้าเย็นนี้ ดังนั้นเมื่อมีคนอีกคนสามารถเพาะเลี้ยงหญ้าเช้าเย็นขึ้นมาได้ จึงมั่นใจว่าผู้อื่นขโมยมันไปจากพวกเขา แต่หากตระกูลลู่ของเรามีเคล็ดวิชาลับที่เพาะเลี้ยงหญ้าเช้าเย็นอื่นอยู่ และเป็สิ่งที่เขาหนิงชุยเฟิงไม่มีทางที่จะมีได้? หากเป็เช่นนี้ จะพอแสดงให้เห็นได้หรือไม่ว่า ตระกูลลู่ของเราได้รับถ่ายทอดมาจากที่อื่น และเื่ที่ว่าขโมยเคล็ดวิชาลับของเขาหนิงชุยเฟิงมา นั่นเป็เพียงการคาดเดาฝ่ายเดียวของเขาหนิงชุยเฟิง หรืออาจเป็การวางแผนใส่ร้ายเท่านั้น? “
สวี่จิ้งและหวังจือเหอต่างก็พากันเงียบไปครู่หนึ่งเมื่อได้ยินเช่นนี้ หลังจากนั้นก็พากันพยักหน้า ซึ่งเห็นได้ชัดว่า แม้แต่พวกเขาเองก็ยังมีความสงสัยอยู่ไม่น้อย เคล็ดวิชาลับของตระกูลลู่ต้องขโมยมาจากเขาหนิงชุยเฟิงแน่ๆ แต่หากตระกูลลู่ยังมีเคล็ดวิชาลับอื่นอยู่อีก และเป็เคล็ดวิชาลับที่แม้แต่เขาหนิงชุยเฟิงยังไม่มี ดังนั้นจะมาพูดอีกไม่ได้ว่าเคล็ดวิชาลับทั้งหมดที่ตระกูลลู่ใช้อยู่นั้นเป็ของเขาหนิงชุยเฟิง เพราะหากเป็เช่นนี้มันก็เพียงพอแล้วที่จะพิสูจน์ได้ว่าตระกูลลู่ได้รับการถ่ายทอดความรู้ทางด้านนี้มาจากที่อื่น เพราะเคล็ดวิชาลับไม่ใช่เื่ง่ายนัก ต่อให้มีภูมิหลังยิ่งใหญ่และเป็เ้าเหนือหัวที่มีอำนาจควบคุมโลกใบเล็กๆ เช่นตำหนักมหาเทพ ก็มีเคล็ดวิชาที่เชี่ยวชาญเพียงสามถึงห้าอย่างเท่านั้น อีกทั้งยังไม่ใช่อย่างเดียวกันอีกด้วย ดังนั้นในเวลานี้ ไม่ว่าพวกเขาจะยืนอยู่ฝั่งเขาหนิงชุยเฟิงหรือไม่ก็ตาม แต่เพื่อชื่อเสียงของตำหนักมหาเทพ พวกเขาต่างก็ไม่กล้าฝืนใจปฏิเสธ
หวังจือเหอทำได้เพียงยิ้มบาง และกล่าวขึ้น “ดูเหมือนว่าตระกูลลู่จะได้รับการถ่ายทอดวิชาที่สุดยอดอะไรมาจริงๆ เช่นไรตระกูลลู่ก็ต้องพิสูจน์ตัวเอง ขอบคุณแต่จะเอาอะไรที่ไม่เข้าพวกเ่าั้มาแสดงให้ดูไม่ได้ ต่อให้เคล็ดวิชาลับจะหายาก ทว่าเคล็ดวิชาลับระดับต่ำบางอย่างก็ใช่ว่าจะไม่มีวิธีหามาไม่ได้ เพียงแต่ภูมิหลังที่มีมานับพันปีของตระกูลลู่ ก็ไม่นับเป็เื่แปลกอะไร ที่จะมีเคล็ดวิชาเก็บสะสมไว้สักหนึ่งหรือสองประการ!”
“ฮ่าฮ่า ขอบคุณสหายหวังที่เตือน ไม่มีทางอยู่แล้วที่ตระกูลลู่จะเอาของไม่ดีมาปนกับของดีเช่นนี้ ในทางกลับกัน ตำหนักมหาเทพเป็เสาหลักที่ดูแลเทียนตูของเรามาโดยตลอด ยุติธรรมและเข้มงวดในการจัดการเื่ราวเสมอมา นี่คือเหตุผลว่าเหตุใดตลอดหลายปีที่ผ่านมา เทียนตูของเราถึงมีความขัดแย้งกันเพียงน้อยนิด จึงหวังว่าตำหนักมหาเทพ จะยังคงมีความเป็กลางในครั้งนี้ และสานต่อศักดิ์ศรีของตำหนักมหาเทพต่อไป!” ลู่หงเซิ่งก็กล่าวขึ้นมาในเวลานี้เช่นเดียวกัน
คำพูดนั้นนุ่มนวลแต่ก็เต็มไปด้วยความเข้มขึง แม้ว่าจะมีความหมายแอบแฝงอยู่ ทว่าสำหรับนักพรตผู้บังคับใช้กฎสองท่านของตำหนักมหาเทพที่บำเพ็ญเพียรมาหลายร้อยปีแล้ว ได้ยินเพียงเท่านี้ก็รับรู้ความนัยชัดเจนและเข้าใจได้ในทันที
เมื่อลู่อวี่เห็นว่าผู้บังคับใช้กฎสองท่านจากตำหนักมหาเทพพยักหน้าเห็นด้วยแล้ว ก็ตัดสินใจทันที
สำหรับลู่อวี่ เคล็ดวิชาลับนั้นไม่ได้หายากอะไร เพราะในชาติก่อน มียอดฝีมือและกองกำลังอำนาจมากมายได้นำเคล็ดวิชาลับต่างๆ มาแลกเปลี่ยนกับยาอายุวัฒนะของเขา แน่นอนว่าเคล็ดวิชาลับเหล่านี้ส่วนใหญ่ก็เป็เคล็ดวิชาลับที่ช่วยเขาในการปรุงยาอายุวัฒนะด้วย แม้ว่าจะมีเคล็ดวิชาลับบางอย่างที่เขาไม่ได้ใช้ เขาก็พยายามอย่างดีที่สุดเพื่อรวบรวมเก็บมันไว้ เพราะสิ่งของพวกนี้เจอง่ายดายแต่ได้มาครองยากนัก
แต่ในเมื่อเวลานี้ จำเป็ต้องเปิดเผยเคล็ดวิชาลับหลายวิชาเพื่อพิสูจน์ว่าตระกูลลู่ได้รับการถ่ายทอดเคล็ดวิชาลับมาจากที่อื่น ดังนั้นคงจะนำเคล็ดวิชาขั้นธรรมดาและเคล็ดวิชาชั้นต่ำออกมาไม่ได้ เช่นนั้นคงไม่สามารถปรามผู้บังคับใช้กฎทั้งสองของตำหนักมหาเทพได้ และคงไม่สามารถทำให้เขาหนิงชุยเฟิงตายใจได้เช่นกัน
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ ลู่อวี่ก็ตัดสินใจอย่างแน่วแน่ เงยหน้าขึ้นและมองไปนอกห้องโถง จากนั้นก็ยื่นมือออกไปไขว่คว้ากลางอากาศ พืชไม้ดอกระย้าหลากหลายชนิดท่ามกลางแปลงปลูกดอกไม้นอกห้องโถงก็ถูกดึงออกมาด้วยแรงมหาศาลหนึ่งแรงให้ลอยเข้ามาอยู่ในมือของลู่อวี่
ทุกคนในห้องโถงต่างพากันทำหน้ามึนงง เพราะไม่รู้ว่าลู่อวี่เคลื่อนไหวเช่นนี้หมายถึงอะไร เซินหยวนชิงเห็นแล้วก็อดที่จะพูดจาเยาะเย้ยไม่ได้ “นี่นายน้อยตระกูลลู่คิดจะทำอะไร? คิดจะพิสูจน์ว่าตระกูลลู่ของเ้าไม่ได้ขโมยเคล็ดวิชาลับของเขาหนิงชุยเฟิงมันต้องใช้พืชไม้ดอกระย้าวิเศษถึงจะทำได้ แต่กลับนำหญ้าธรรมดาสองสามต้นนี้มาแทน ต่อให้เ้าสามารถเพาะเลี้ยงพวกมันให้กลายเป็ต้นไม้ใหญ่สูงตระหง่านมันก็ไม่มีความหมายใดๆ อีกทั้งยังพิสูจน์อะไรไม่ได้ด้วย! หรือว่านายน้อยลู่้าอุ่นร่างกาย ก่อนจะลงมือพิสูจน์อย่างเป็ทางการเช่นนั้นหรือ?”
ในเวลานี้เมิ่งเทียนอวิ๋นที่อยู่ด้านหลังผู้เฒ่าใหญ่ตระกูลเมิ่ง เมิ่งเสินทง กระซิบกระซาบกับผู้เฒ่าใหญ่ตระกูลเมิ่งด้วยน้ำเสียงแ่เบา “ท่านปู่ใหญ่ นายน้อยตระกูลลู่ต้องคิดเล่นลูกไม้อยู่แน่ๆ นำหญ้าไร้ค่าไม่กี่ต้นมาเหมือนจะหลอกให้เื่มันผ่านๆ ไปอย่างนั้นหรือ?”
“อย่าพูดจาไร้สาระ นายน้อยลู่จะมีความคิดที่ไร้เดียงสาเช่นนี้ได้อย่างไร น่าจะมีประโยชน์อื่นอยู่ เพราะอย่างไรที่นี่ยามนี้มียอดฝีมืออยู่มาก ใช่ว่าเขาจะหลอกลวงใครได้!”
แม้ว่าการสนทนาระหว่างคนทั้งสองจะแ่เบา แต่ทุกคนในห้องโถงมีพลังยุทธ์หลากหลายขั้น นอกเสียจากว่าไม่คิดจะฟัง ไม่เช่นนั้นมีหรือจะไม่ได้ยิน?
แต่ทุกคนไม่ได้สนใจ ต่างก็พุ่งความสนใจไปที่ลู่อวี่ ดังนั้นแม้ว่าจะได้ยิน แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจมากนัก
ลู่อวี่เองก็ไม่ได้อธิบายอะไรมาก เพียงพูดออกมาประโยคหนึ่ง “ตอนนี้คือเคล็ดวิชาที่หนึ่ง เป็เคล็ดวิชาเพาะปลูกพืชอย่างหนึ่ง เชื่อว่าเมื่อทุกท่านเห็นแล้วก็จะตัดสินใจกันได้เอง!”
เมื่อพูดจบ จากนั้นก็หยิบกระถางดินเผาที่มีดินอยู่เต็มที่เตรียมไว้ล่วงหน้าออกมา จากนั้นก็ปลูกพืชไม้ดอกระย้าธรรมดาสองสามต้นในมือลงไปในนั้น
เวลานี้ทุกคนต่างก็เพ่งมองการกระทำของลู่อวี่อย่างใกล้ชิด เพราะทุกคนรู้ดีว่า ลำดับต่อไปต้องเป็่เวลาที่สำคัญแน่นอน โดยเฉพาะสิ่งที่พวกเขาสงสัยใครรู้คือ ลู่อวี่จะทำอย่างไรกับพืชไม้ดอกระย้าที่แสนจะธรรมดาสองสามต้นนี้!
ถึงอย่างไรเซินหยวนชิง ก็เป็ศิษย์เอกของเขาหนิงชุยเฟิง เวลานี้เขาทำได้เพียงเดาอยู่ว่าลู่อวี่จะทำอะไรต่อไป หากเป็ไปตามที่เขาคิด ต่อไปคงจะรดน้ำให้หญ้าวิเศษที่เพิ่งปลูก น้ำนั้นคงไม่ใช่น้ำธรรมดาแน่ ต้องเป็น้ำวิเศษที่อุดมไปด้วยพลังิญญา แต่ดูจากท่าทางนายน้อยตระกูลลู่ เหมือนกับเขาไม่ได้คิดจะรดน้ำแม้แต่น้อย
แต่เวลานี้กลับเห็นลู่อวี่ยกมือขวาขึ้นและทำท่าดรรชนีแปลกๆ ด้วยมือเดียว เพียงไม่กี่ลมหายใจ ก็เห็นพลังลมปราณสีเขียวควบแน่นออกมาจากนิ้วมือที่ประสานของลู่อวี่ออกมา จนกระทั่งพลังลมปราณสีเขียวนั้นมีมากขึ้นเรื่อยๆ และขยายออกจนครอบคลุมมือขวาทั้งหมด ลู่อวี่ถึงชี้นิ้วไปทางพืชไม้ดอกระย้าสองสามต้นในกระถางดินนั้น
เขาทำโดยที่ไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมา ทุกคนเห็นเพียงลมปราณสีเขียวที่ม้วนตัวแล้วแทรกซึมเข้าไปอย่างรวดเร็วเท่านั้น
“นี่คือเคล็ดวิชาธาตุไม้วิเศษอย่างนั้นหรือ?” ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ตัดสินชี้ขาดกันทันที
แต่สิ่งที่พวกเขาคิดไม่ถึงก็คือหลังจากที่ลมปราณใสพวกนี้แทรกซึมเข้าไปในพืชไม้ดอกระย้าเ่าั้แล้ว มันเพียงทำให้พืชไม้ดอกระย้าที่เป็สีเขียวอยู่แล้วพวกนี้เขียวใสขึ้นและมีชีวิตชีวาขึ้นเท่านั้น ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงอะไรมากนัก
เซินหยวนชิงทำเสียงเยาะเย้ย ในขณะที่กำลังจะเอ่ยพูดประโยคประชดประชันอยู่นั้น จู่ๆ ดวงตาก็เบิกกว้างอ้าปากค้าง ด้วยสีหน้าที่เหลือเชื่อ
จากที่เห็นเพียงพืชไม้ดอกระย้าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเมื่อครู่นี้ พืชไม้ดอกระย้าก็เริ่มหดตัวลงด้วยความเร็วที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่าในเวลานี้ เพียงไม่กี่ลมหายใจ พืชไม้ดอกระย้าต้นเล็กๆ สองสามต้นที่เดิมทีสูงประมาณหนึ่งนิ้วก็หดตัวกลับลงไปในดิน
ทุกคนใกันไม่น้อย นี่มันเกิดอะไรขึ้น? แม้แต่ผู้เฒ่าใหญ่ของตระกูลเมิ่งและจงไท่เหยียนจากวังเทพอัคคีต่างก็ตาโตเพ่งมองไปที่กระถางดินเผาที่ดูธรรมดาไม่สะดุดตานั้นอย่างไม่ละสายตาทันที ทำเหมือนกระถางดินเผากลายเป็กระถางมหาสมบัติในตำนานขึ้นมาทันทีอย่างนั้น
ยังไม่จบเพียงเท่านั้น แม้ว่าในเวลานี้ลู่อวี่จะถ่ายทอดพลังปราณสีเขียวทั้งหมดในมือเข้าไปในพืชไม้ดอกระย้าสองสามต้นนั้นแล้ว แต่หลังจากพืชไม้ดอกระย้าทั้งหมดหดกลับลงไปในดิน เขาก็รีบหยิบขวดหยกขาวเล็กอีกขวดหนึ่งออกจากวงแหวนลับของตัวเองทันที จากนั้นก็ดึงจุกไม้ออก และหยดของเหลวสีเขียวลงบนพืชไม้ดอกระย้าแต่ละจุดทีละหยด
ในเวลาเดียวกันเพียงไม่กี่ลมหายใจ พืชไม้ดอกระย้าสองสามหลุมนั้นก็งอกออกมาอีกครั้ง เวลานี้แม้แต่ผู้ที่มีระดับพลังยุทธ์ต่ำ หรือผู้ที่มีความรู้น้อยที่สุดก็ยังสังเกตเห็นความแตกต่าง
แม้จะเห็นว่าพืชไม้ดอกระย้าสองสามต้นนี้จะไม่เปลี่ยนแปลงขนาดไปเลยเมื่อเทียบกับของเดิม กระทั่งสีก็เปลี่ยนไปไม่มาก พันธุ์พืชก็ไม่เปลี่ยนไปเช่นเดียวกัน แต่ไม่ว่าจะมองดูอย่างไรก็ให้ความรู้สึกที่ต่างกัน จนกระทั่งพุ่งเป้าความสนใจไปที่พืชไม้ดอกระย้า แต่ละคนถึงกับอุทานด้วยความใและััได้ว่า พืชไม้ดอกระย้าที่สุดแสนจะธรรมดาจนไม่รู้จะธรรมดาอย่างไรแล้วสองสามต้นนี้ได้กลายเป็หญ้าวิเศษไปเสียแล้ว
