บทที่ 8
ลงน้ำงมปลา
เสียงฟืนในเตาแตกประทุ "เปรี๊ยะๆ" แสงไฟฉาบซีกหน้าหนึ่งของเด็กหนุ่มจนเป็สีแดงเทา แววตาของเขาดูเ็ปและสิ้นหวัง
ซ่งหยวนขมวดคิ้ว เริ่มตระหนักได้ว่าเอ้อหลินกำลังมีปัญหาทางสภาพจิตใจ
ซึ่งตัวเขาเองก็ยังไม่รู้วิธีที่จะปลอบโยนในตอนนี้
ในนิยายแนวสอบจอหงวนเื่นั้น ต่อมาเอ้อหลินก็ยังได้เรียนหนังสือต่อ คาดว่าภายหลังเขาคงจะค่อยๆ คิดตกได้เอง
น้ำข้าวต้มเสร็จแล้ว เขาตักใส่ชาม เดินไปป้อนให้หยาหยากิน
เ้าตัวเล็กกินอิ่มก็เริ่มส่งเสียง "อีย้า อีย้า" พูดภาษาทารกไม่หยุด
เด็กวัยนี้กำลังอยู่ใน่ "ช่างเจรจา" ต่อให้ไม่มีใครคุยด้วย ก็สามารถพึมพำกับตัวเองได้เป็นานสองนาน
พอเห็นซ่งหยวน ดวงตาของเ้าตัวเล็กก็เป็ประกายทันที ร้อง "อ๊ะ อ๊ะ" เรียกซ่งหยวนเสียงดัง
ซ่งหยวนนึกถึงเหตุการณ์ "ฉี่รด" เมื่อคืน ก็ชะงักฝีเท้าทันที รีบเอ่ยตะกุกตะกักว่า "ข้าจะออกไปเดินเล่นหน่อยนะ เผื่อจะหาอะไรมาทำกินได้บ้าง" จากนั้นก็โกยอ้าวหนีไปอย่างรวดเร็ว
หยาหยาใช้นิ้วป้อมๆ ชี้ตามซ่งหยวน ร้อง "แงๆ" ด้วยความโกรธเกรี้ยว
มองตามซ่งหยวนที่เดินลับตาไป เอ้อหยาก็แค่นหัวเราะเยาะ "เลิกร้องได้แล้ว ถึงเ้าจะร้องจนตายเขาก็ไม่สนใจเ้าหรอก"
เ้าตัวเล็กไม่รู้ว่าฟังออกหรือไม่ นางย่นหน้านิดๆ แล้วพ่นฟองน้ำลายใส่เอ้อหยาแทน
จังหวะพอดีกับที่เอ้อหลินหอบผ้าอ้อมเดินเข้ามา ได้ยินคำพูดนั้นเข้าจึงเอ่ยอย่างจนใจ "เ้าอย่าคอยแต่จะตั้งแง่กับพี่ใหญ่เลย ในเมื่อเขาสำนึกผิดกลับตัวกลับใจแล้ว เื่ที่ผ่านมาก็ให้มันผ่านไปเถอะ"
เอ้อหยาเม้มปาก ไม่พูดไม่จา
เอ้อหลินลดเสียงต่ำลง "อีกอย่าง เมื่อวานเ้าทำหัวเขาแตก เขายังไม่ถือสาเ้าเลยไม่ใช่รึ"
ได้ยินเช่นนั้น เอ้อหยาก็กระทืบเท้าด้วยความขัดใจ "แค่น้ำแกงหม้อเดียวก็ซื้อเ้าได้แล้ว ข้าไม่เชื่อหรอกว่าเขาจะกลายเป็คนดี ใครบอกว่าเขาไม่ถือสา เขากำลังวางแผนร้ายอยู่แน่ๆ ไม่เชื่อเ้าก็คอยดูไปเถอะ"
เอ้อหลินถอนหายใจยาว เตือนนางว่า "งั้นเ้าก็อย่าทำอะไรให้มันเกินไปนัก ถ้าทำพี่ใหญ่ไม่พอใจจนเขาขายเ้าทิ้งขึ้นมา ข้าก็ช่วยเ้าไม่ได้นะ"
ซ่งหยวนไม่รู้เลยว่าหลังจากเขาเดินออกมา ฝาแฝดพี่น้องคู่นี้แอบคุยอะไรกันบ้าง
ถ้าเขาได้ยินเข้า คงจะถึงบางอ้อทันทีว่ามิน่าเล่าแม่นางคนนี้ถึงได้กลายเป็นางร้ายผู้ชั่วช้า อายุแค่นี้ก็เ้าแผนการเสียแล้ว
เมื่อวานมีเื่เกิดขึ้นมากมายจนซ่งหยวนลืมที่จะสืบหาตัวการที่ทำเขาหัวแตก ต่อให้รู้ว่าเป็ฝีมือเอ้อหยา เขาก็คงไม่กล้าลงไม้ลงมือกับเด็ก 9 ขวบหรอก อย่างมากก็แค่สั่งสอนไม่กี่คำเท่านั้น
ฤดูใบไม้ผลิเวียนมาถึง สรรพสิ่งฟื้นคืนชีพ ท่ามกลางอากาศอันสดใส ชาวบ้านต่างพากันแบกจอบลงทุ่งเพื่อเพาะปลูก
ซ่งหยวนเดินทอดน่องไปจนถึงริมลำธาร แสงแดดอุ่น ลมพัดเอื่อย ต้นหลิวเขียวขจี ดอกซากุระแดงสะพรั่ง หญ้าขึ้นรกชัฏ นกโบยบิน สูดลมหายใจเข้าลึกๆ แม้แต่อากาศยังอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของดิน
แม้ในยุคโบราณจะมีความไม่สะดวกสบายสารพัด แต่สภาพแวดล้อมที่เป็ธรรมชาติล้วนๆ แบบนี้ถือว่าไร้ที่ติจริงๆ
ซ่งหยวนมองดูน้ำในลำธารที่ใสสะอาด เห็นปลาตัวเล็กๆ ว่ายวนไปมาได้อย่างชัดเจน
เขาขยี้คาง พลางคิดในใจว่า จับปลาไปทำกินหน่อยดีกว่า
ในความทรงจำของเ้าของร่างเดิม ดูเหมือนผู้คนจะไม่ค่อยจับปลากินกัน ส่วนใหญ่ถ้าจับมาได้ก็จะเอาไปเลี้ยงไก่เลี้ยงเป็ด
จะมีก็แต่พวกเด็กๆ ที่ซนหน่อย แอบจับกุ้งปลามาปิ้งกินเล่นริมตลิ่งบ้าง
เื่รสชาติไม่ต้องพูดถึง อย่างน้อยมันก็สนุกดี
ส่วนอาหารที่ทำกินกันในบ้านนั้น แทบจะไม่มีปลาหรือกุ้งโผล่มาให้เห็นเลย
ไม่ใช่ว่าคนไม่กินกัน แต่ปลาพวกนี้กินแล้วไม่อิ่มท้อง ไม่ช่วยประหยัดเสบียง แถมการจะจับพวกมันยังต้องเสียแรงมหาศาล
ที่สำคัญที่สุดคือ ปลาและกุ้งมีกลิ่นคาวจัด หากจะทำให้อร่อยต้องใช้ทั้งน้ำมันและเกลืออย่างหนัก
ชาวบ้านแค่จะผัดผักยังไม่กล้าหยดน้ำมันเกินสองหยด แล้วจะยอมเปลืองน้ำมันเปลืองเกลือเพื่อกินปลาเพียงคำเดียวได้อย่างไร
ซ่งหยวนกวาดสายตามองปลาในน้ำ ส่วนใหญ่เป็ปลาตัวจ้อยขนาดนิ้วมือ
ดีเลย... เอาไปทอดกรอบๆ ต้องหอมมากแน่
จะจี่กระทะก็อร่อย
หรือถ้าไม่ได้จริงๆ ก็ตากแห้งเอามานึ่งใส่ขิงสับกระเทียมสับก็ได้
สรุปคือไม่ว่าจะทำแบบไหนก็อร่อยทั้งนั้น
เพียงไม่กี่วินาที ในหัวของเขาก็ผุดเมนูปลานานาชนิดออกมา
แต่ปัญหาคือ ไม่มีตาข่ายดักปลา แล้วจะช้อนปลาขึ้นมาอย่างไร
ซ่งหยวนจ้องมองปลาเล็กปลาน้อยในน้ำอยู่นาน จะให้ตัดใจก็ทำไม่ได้จริงๆ
ช่างเถอะ... สานลอบดักปลาเองเลยก็แล้วกัน
การสานลอบไม่ใช่เื่ยาก สำคัญที่วัสดุ ซ่งหยวนเห็นต้นอ้อขึ้นอยู่เต็มไปหมดที่ปลายน้ำ
เขาเดินไปดึงต้นอ้อมาจำนวนหนึ่ง หาหินก้อนที่ค่อนข้างสะอาดหน่อย นั่งลงแล้วเริ่มลงมือสานลอบดักปลา
ดวงอาทิตย์ค่อยๆ เคลื่อนขึ้นเหนือศีรษะ แม้จะเป็ฤดูใบไม้ผลิที่อากาศอบอุ่น แต่พอใกล้เที่ยง แสงแดดก็เริ่มแผดเผาจนรู้สึกแสบผิว
ซ่งหยวนขยับตัวหันหลังให้แสงแดด แล้วลงมือสานต่อ
ชาวบ้านที่ทำงานอยู่ในทุ่งใกล้เคียงเริ่มวางจอบลง ถึงเวลานี้ท้องของทุกคนต่างก็ว่างกิ่ว จึงพากันแบกจอบกลับบ้านไปกินข้าว
ขณะเดินผ่านลำธาร มีคนเหลือบไปเห็นเงาร่างคนหนึ่งนั่งอยู่ริมน้ำ
"เอ๊ะ นั่นมันเ้าเด็กตระกูลซ่งไม่ใช่รึ มันมาทำอะไรริมน้ำน่ะ"
อีกคนเอ่ยเย้ยหยัน "สนมันทำไมกัน ไปเถอะๆ"
คนในหมู่บ้านส่วนใหญ่มองข้ามความเป็คนของซ่งต้าซู่ โดยเฉพาะเมื่อรู้ว่าแม้แต่งานศพพ่อแม่ตัวเองเขายังไม่กลับมาจัดการ ชาวบ้านก็ยิ่งเหยียดหยามและไม่อยากข้องเกี่ยวด้วยเข้าไปใหญ่
ยามนี้ซ่งหยวนกำลังจดจ่ออยู่กับการสานลอบ จึงไม่ได้สังเกตว่ามีคนนินทาเขาอยู่ข้างหลัง
่แรกเขายังทำไม่คล่องนัก สานแล้วรื้อ รื้อแล้วสาน จนหญ้าคาขาดไปหลายเส้น แต่ยิ่งทำไปเรื่อยๆ ความเร็วก็ยิ่งเพิ่มขึ้น นิ้วทั้งสิบเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วจนแทบเห็นเป็ภาพซ้อน
ลอบดักปลาค่อยๆ เป็รูปเป็ร่างในมือเขา หลังจากทำตัวเครื่องเสร็จ ซ่งหยวนก็ครุ่นคิดครู่หนึ่ง การทำงา (ช่องให้ปลาเข้า) แบบเดิมดูจะไม่เหมาะ เขาจึงสานเป็แผ่นวงกลมแล้วเสียบกิ่งไม้เล็กๆ เข้าไปข้างในแทน
จากนั้นก็นำแผ่นวงกลมใส่เข้าไปในลอบ ใช้กิ่งไม้ดึงรั้งไว้ให้แน่น กลายเป็กลไกหมุนที่พร้อมใช้งาน
เมื่อทำลอบเสร็จ ซ่งหยวนก็พ่นลมหายใจออกมาพรืดยาว บิดคอไปมา นั่งนานไปหน่อยจนคอแข็งไหล่ตึงไปหมด
เขาสะบัดหัวแล้วทุบไหล่ตัวเองเบาๆ
พอคลายปวดแล้ว ซ่งหยวนก็หิ้วลอบที่เพิ่งสานเสร็จ ถอดรองเท้าและถุงเท้า เดินลงไปในน้ำ
ยามนี้ชาวบ้านที่กินอิ่มพักผ่อนเสร็จแล้วกำลังจะลงทุ่งทำงานต่อ
ชายหนุ่มที่เห็นซ่งหยวนริมน้ำเมื่อครู่ อดไม่ได้ที่จะหันไปมองริมลำธารอีกครั้ง
เขาก็เห็นคนๆ หนึ่งกำลังก้มๆ เงยๆ จับปลาอยู่ในน้ำ
เขาชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะะโเสียงดัง "พวกเ้าดูสิ ซ่งต้าซู่กำลังจับปลาอยู่ล่ะ"
เสียงของเขาดึงดูดความสนใจของทุกคน
บางคนหัวเราะเยาะ "ที่บ้านมันคงไม่มีข้าวจะกินแล้วกระมัง"
อีกคนเอ่ยอย่างไม่อยากเชื่อ "หมู่บ้านเพิ่งจะรวบรวมเสบียงให้พวกเขาไปไม่ใช่รึ ผ่านไปไม่กี่วัน กินหมดแล้วหรือนี่?!"
"ก็ไม่แน่นะ คนอย่างซ่งต้าซู่น่ะ ไม่เคยรู้จักคำว่าประหยัดอยู่แล้ว"
คนอื่นๆ ต่างพากันส่ายหน้าด้วยความเวทนาปนระอา "เฮ้อ สองสามีภรรยาแซ่ซ่งก็ไม่อยู่แล้ว ต้าซู่ก็พึ่งพาไม่ได้ ทิ้งเด็กเล็กๆ ไว้ จะใช้ชีวิตรอดกันได้อย่างไรล่ะเนี่ย"
บ้างก็เอ่ยอย่างไม่แยแส "ต่างคนต่างมีกรรมของตัวเอง สนใจไปทำไม หรือว่าเ้าอยากจะให้พวกเขายืมข้าวอีกล่ะ? อย่างไรข้าก็ไม่ให้ยืมแน่"
กลุ่มคนคุยไปเดินไป ไม่ได้ให้ความสนใจซ่งหยวนที่กำลังงมปลาอยู่ในน้ำอีก
ในยุคที่กินไม่อิ่มเช่นนี้ ความสงสารของพวกเขามีจำกัด การไม่เหยียบย่ำซ้ำเติมก็นับว่าดีมากแล้ว
ซ่งหยวนยืนนิ่งอยู่ในน้ำ พอปลาว่ายเข้ามาใกล้ เขาก็ใช้ลอบช้อนขึ้นมาอย่างรวดเร็ว เพียงพริบตาก็ได้ปลามาเต็มตะกร้าเล็กๆ
ปลาในน้ำนี้ค่อนข้างซื่อ (บื้อ) ช้อนทีไรก็ได้ทุกที พอพลิกแผ่นวงกลมปิดรูไว้ ปลาก็หนีไม่ออกแล้ว
ไม่นานนัก ซ่งหยวนก็ได้ปลามาเต็มตะกร้า เขาหิ้วลอบดักปลาเดินกลับบ้านด้วยรอยยิ้มแฉ่ง
แน่นอนว่าซ่งหยวนไม่รู้เลยว่า ทันทีที่เขาจับปลาเสร็จ ข่าวลือก็แพร่สะพัดไปทั่วหมู่บ้านแล้วว่า บ้านตระกูลซ่งไม่มีอะไรจะกินจนต้องอดโซลงน้ำไปจับปลากินประทังชีวิต
กว่าซ่งหยวนจะได้ยินข่าวลือนี้ ก็เป็่ค่ำของวันนั้นเอง
ป้าหนิวรีบเดินดุ่มๆ เข้ามาในบ้าน พอเข้าประตูมาได้ก็ะโเสียงหลง "เ้าเด็กตระกูลซ่ง! เ้าแอบกินเสบียงของหยาหยาหมดแล้วใช่ไหม!"
ซ่งหยวนร้องลั่นด้วยความขัดข้องใจ "ข้าไม่ได้ทำนะขอรับ!"
"ไม่ได้ทำรึ?" ป้าหนิวไม่เชื่อ "คนเขาลือกันไปทั่วทั้งหมู่บ้านแล้วว่าที่บ้านเ้าไม่มีข้าวเหลือแม้แต่เมล็ดเดียว จนเ้าต้องหิวโซลงไปงมปลากินในลำธารน่ะ!"
