โรซี่ในร่างของเยว่ชิงเดินกะเผลกเข้ามาในห้องครัวสภาพเก่าคร่ำคร่า กลิ่นขี้เถ้าและคราบเขม่าดำติดอยู่ตามผนังอิฐ เธอหยุดยืนนิ่งอยู่หน้าเตาฟืนโบราณด้วยความรู้สึกมึนงงอย่างถึงที่สุด สำหรับนักวิทยาศาสตร์ที่คุ้นเคยกับเตาไฟฟ้าความร้อนสูงและเครื่องมือที่ควบคุมด้วยระบบดิจิทัล สิ่งที่อยู่ตรงหน้าเธอตอนนี้ไม่ต่างจากโบราณวัตถุในพิพิธภัณฑ์
ฟืน...การเผาไหม้แบบสันดาปที่ไม่สมบูรณ์...ฉันต้องเริ่มจากตรงไหน?
เธอก้มมองกองไม้แห้งและกระบอกไม้ไผ่สำหรับเป่าลมด้วยสายตาว่างเปล่า มือที่เคยหยิบจับหลอดแก้วมูลค่าหลักล้านกลับต้องมาจับท่อนฟืนที่เต็มไปด้วยมอด
“แม่จ๋า... ให้หนูช่วยไหมคะ?” เสียงเล็กๆ ของเป่าเป้ยดังขึ้นที่ประตูห้องครัว เด็กน้อยมองแม่ของเธอด้วยความแปลกใจ ปกติแล้วเยว่ชิงจะก้มหน้าก้มตาทำงานอย่างรวดเร็วด้วยความกลัว แต่วันนี้แม่กลับยืนจ้องเตาไฟเหมือนคนไม่เคยเห็นมันมาก่อน
“เป่าเป้ย... คือ... แม่แค่...” โรซี่พูดไม่ออก เธอไม่รู้แม้กระทั่งวิธีจุดไฟด้วยซ้ำ
สุดท้ายเธอก็ยอมแพ้ต่อความล้าสมัยนี้ เธอจูงมือเด็กน้อยเดินกลับเข้าไปในห้องนอนเล็กๆ ของตนเอง ทิ้งความวุ่นวายในครัวไว้เื้ั เธอ้าเวลาประมวลผลข้อมูลที่ไหลบ่าเข้ามาในหัว
“แม่จ๋า แม่ไม่หุงข้าวเหรอคะ? เดี๋ยวคุณย่าจะดุอีก” เป่าเป้ยถามพลางปีนขึ้นไปนั่งบนเตียงไม้แข็งๆ ดวงตากลมโตจ้องมองใบหน้าของแม่ที่ดูสงบนิ่งอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน
“แม่ขอพักสักครู่หนึ่งนะเป่าเป้ย หัวของแม่... มันยังไม่ค่อยเข้าที่น่ะ” โรซี่ตอบพลางลูบศีรษะเด็กน้อยเบาๆ ััที่อ่อนโยนนั้นทำให้เป่าเป้ยชะงักไป เพราะปกติเยว่ชิงมักจะกังวลและลนลานจนไม่มีเวลามาลูบหัวลูกเช่นนี้
ในขณะที่สองแม่ลูกนั่งอยู่ท่ามกลางความเงียบ ประตูห้องก็ถูกผลักเข้ามาเบาๆ หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งท่าทางใจดีเดินเข้ามาพร้อมกับถาดน้ำชาร้อนๆ เธอคือ แม่บ้านหลิว คนเก่าแก่ที่อยู่รับใช้คนในตระกูลหลิวมานาน
“สะใภ้รอง... เป็อย่างไรบ้างคะ? เจ็บตรงไหนมากไหม?” แม่บ้านหลิวเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงห่วงใย เธอรีบวางถาดน้ำชาและเดินเข้ามาดูรอยแผลที่หน้าผากของเยว่ชิง
“คุณคือ...” โรซี่พยายามค้นหาความทรงจำ
“โธ่... นี่คงกระทบกระเทือนมากจริงๆ ฉันป้าหลิวไงคะ” แม่บ้านหลิวถอนหายใจยาว “คุณหนูอย่าไปถือสาคุณนายใหญ่เลยนะคะ รายนั้นก็ปากร้ายแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไร แกไม่เคยลืมเื่ที่ครอบครัวคุณหนูด้อยกว่าตระกูลหลิวเลย ทั้งที่นายท่านผู้เฒ่ากำชับนักหนาว่าต้องดูแลคุณหนูให้ดี”
โรซี่ขมวดคิ้ว “นายท่านผู้เฒ่า? พ่อของหลิวเหว่ยเหรอคะ?”
“ใช่ค่ะ นายท่านผู้เฒ่ากับคุณพ่อของคุณหนูเป็เพื่อนตายกันในสนามรบ” ป้าหลิวเริ่มเล่าพลางส่งถ้วยน้ำชาให้ “สมัยที่พวกท่านยังหนุ่ม มีครั้งหนึ่งที่คุณพ่อของคุณหนูยอมเอาตัวเข้ารับะุแทนนายท่านผู้เฒ่าจนเกือบเสียชีวิต ทั้งคู่จึงทำสัญญากันไว้ว่าถ้ามีลูก จะให้แต่งงานกันเพื่อเป็การเชื่อมสัมพันธ์และตอบแทนบุญคุณ”
โรซี่พยักหน้าช้าๆ อา... พล็อตน้ำเน่าเื่พันธสัญญาในสนามรบนี่เอง
“แต่คุณนายใหญ่ไม่เห็นด้วยมาตลอด แกอยากให้คุณหลิวเหว่ยแต่งงานกับลูกสาวบ้านนายพลคนอื่นที่มีอำนาจเกื้อกูลกันได้มากกว่า พอเห็นคุณหนูที่ดูหัวอ่อนและ... เอ่อ... ไม่ค่อยทันคน คุณนายใหญ่จึงยิ่งได้ใจ กดขี่ข่มเหงคุณหนูทุกวิถีทาง” ป้าหลิวลดเสียงลง “แม้แต่คุณหลิวเหว่ยเอง... เขาก็ดูเหมือนจะเ็ากับคุณหนูเหลือเกิน”
“เขาเกลียดฉันเหรอคะ?” โรซี่ถามตรงๆ จนป้าหลิวสะดุ้ง
“ไม่ใช่เกลียดหรอกค่ะ... แต่อาจจะเป็ความไม่เข้าใจมากกว่า” ป้าหลิวตอบอย่างอ้อมค้อม “คุณหลิวเหว่ยเป็คนบ้างาน เขาเป็ทหารที่เคร่งครัดและฉลาดหลักแหลม เขาอาจจะมองว่าคุณหนูดู... เรียบง่ายเกินไปสำหรับเขา เขาไม่เคยเห็นความดีในใจที่คุณหนูมีเลย”
โรซี่แค่นยิ้มบางๆ ในใจคิดว่า ‘เรียบง่าย’ ของป้าหลิว คงหมายถึง ‘ซื่อบื้อ’ ในสายตาของหลิวเหว่ยสินะ
“อาภัพจริงๆ นะคะคุณหนู พ่อแม่ก็เสียไปหมดแล้ว ญาติพี่น้องก็ไม่มีที่ไหนให้พึ่งพา ต้องมาทนมือทนเท้าคุณนายใหญ่ที่นี่ ถ้าไม่ใช่เพราะเป่าเป้ย ป้าก็ไม่รู้ว่าคุณหนูจะทนมาได้นานขนาดนี้ได้ยังไง” ป้าหลิวเช็ดหางตาเบาๆ
โรซี่มองไปที่เป่าเป้ยที่เริ่มสัปหงกอยู่ข้างๆ ความรู้สึกสงสารเริ่มก่อตัวขึ้นในใจของนักวิทยาศาสตร์ผู้เ็า เธอได้รับรู้ความจริงแล้วว่า ‘เยว่ชิง’ คือเบี้ยล่างในบ้านหลังนี้ เป็เพียงผู้หญิงที่ถูกตราหน้าว่าโง่เขลาและไร้ค่าเพียงเพราะเธอไม่ได้มีอำนาจหรือความสามารถที่คนยุคนี้้า
แต่พวกคุณประเมินฉันต่ำไปแล้ว...
“ขอบคุณนะคะป้าหลิวที่เล่าให้ฟัง” โรซี่พูดด้วยน้ำเสียงที่มั่นคงขึ้น “จากนี้ไป ป้าไม่ต้องกังวลนะคะ ฉันจะไม่ยอมให้ใครมาดูถูกว่าฉันไร้ค่าอีก”
ป้าหลิวเงยหน้ามองเยว่ชิงด้วยความประหลาดใจ แววตาที่เคยหม่นแสงและเต็มไปด้วยความหวาดกลัว คู่นั้นหายไปแล้ว เหลือเพียงดวงตาที่คมกล้าและทรงพลัง ราวกับเป็คนละคน
“คุณหนู... ดูเปลี่ยนไปนะคะ” ป้าหลิวพึมพำ
“คนเราตายแล้วเกิดใหม่ได้ในวันเดียวค่ะป้าหลิว” โรซี่ตอบเป็นัย “ในเมื่อฉันยังหายใจอยู่ ฉันจะพิสูจน์ให้หลิวเหว่ยและแม่ของเขาเห็นเองว่า ‘สะใภ้ไร้สกุล’ คนนี้... มีสมองที่พวกเขานึกไม่ถึงเลยล่ะ”
ในเย็นวันนั้นเอง เสียงรถจี๊ปทหารที่แล่นเข้ามาจอดหน้าบ้านหลังใหญ่ทำให้บรรยากาศที่ตึงเครียดอยู่แล้วกลับยิ่งกดดันมากขึ้น อันฉีรีบวิ่งออกไปรับลูกชายด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ในขณะที่โรซี่ยืนอยู่หลังม่านหน้าต่างห้องนอน มองดูชายหนุ่มในชุดเครื่องแบบทหารสีเขียวเข้มที่ก้าวลงจากรถ ท่าทางองอาจและใบหน้าที่เ็าดุจน้ำแข็งของเขาคือ นายพลหลิวเหว่ย
ได้เวลาเริ่มบททดสอบแรกแล้วสินะ โรซี่คิดในใจพลางกระชับมือเป่าเป้ยแน่นขึ้น
