ทันใดนั้นหรงจ้านก็รู้สึกหงุดหงิดในหัวใจ หาใช่เพราะโมโหเฉียวเยว่ แต่โมโหตัวเอง ถึงแม้ว่าจะมีคนบอกว่าเขาเป็พวกจิตวิปริต แต่เขาเองก็ไม่เคยสนใจ ผู้อื่นก็พูดกันไปเรื่อยเปื่อยไหนเลยจะมีความสำคัญ แต่ความรู้สึกที่เกิดขึ้นเพียงชั่วพริบตาเมื่อครู่นี้ ทำให้หรงจ้านรู้สึกว่าตนเองคงจะวิปริตไปแล้วจริงๆ
ผู้อื่นเพิ่งจะอายุสิบสอง แต่เมื่อครู่ในหัวของเขากลับคิดเหลวไหลพรรค์นั้น
นางยังเด็กอยู่เลย...
หรงจ้านนั่งลงข้างเตียง แท้จริงแล้วถึงนางจะอายุยังน้อย แต่ก็สามารถคุยเื่หมั้นหมายได้แล้ว ไม่รู้ว่า... ไม่รู้ว่าครอบครัวของพวกเขาวางแผนจะให้นางแต่งกับผู้ใด?
แต่พอนึกถึงว่านางเป็คุณหนูจวนซู่เฉิงโหว ทั้งยังเป็บุตรสาวภรรยาเอกของเรือนสาม ย่อมไม่ต้องกังวลเื่แต่งงาน
แม้หรงจ้านมักจะพูดเสมอว่าเฉียวเยว่จะแต่งไม่ออก แต่ความเป็จริงเขาย่อมรู้ดีกว่าผู้ใด
นางนับว่าเป็สตรีที่ตระกูลใดๆ ต่างหมายปอง ใครๆ ต่างก็เฝ้ารอที่จะมาสู่ขอแม่นางน้อยน่ารักกลับจวนกันทั้งนั้น
นึกมาถึงตรงนี้ หรงจ้านก็รู้สึกปวดฟันขึ้นมา
กลิ่นเปรี้ยวแผ่กำจาย
ไม่รู้ว่าครอบครัวของพวกเขาจะเลือกผู้ใด
หรงจ้านหันไปมองเฉียวเยว่ หากนางแต่งเนื้อแต่งตัวให้ประณีตอีกสักนิดก็จะยิ่งพิลาสเฉิดฉัน กล่าวได้ว่าเป็โฉมสะคราญล่มเมือง
แต่หากไม่ผัดแป้งแต่งหน้าก็จะดูงามพิสุทธิ์ดุจหยกสลัก เป็ดังสมบัติล้ำค่าชวนให้คนอยากวางเอาไว้กลางดวงใจ
หากรัชทายาทไม่เลือกซูอิ้งเยว่ไว้แล้ว ก็คงจะแต่งกับนางกระมัง? ศิษย์พี่ศิษย์น้อง เหมือนเช่นบิดามารดาของนาง คิดว่ารัชทายาทก็คงปฏิบัติต่อนางอย่างดี ตอนนี้ก็เป็อยู่มิใช่หรือ? แม้จะหมั้นหมายกับซูอิ้งเยว่ แต่ก็ยังดีต่อนางมาก
เอ๋อหวงหนี่ว์อิง [1] ก็ใช่ว่าจะเป็ไปไม่ได้
ทว่า... เมื่อพินิจดูให้ดี ก็เหมือนจะเป็ไปไม่ได้ เฉียวเยว่หาใช่สตรีประเภทที่จะ่ชิงบุรุษของพี่สาวตนเอง ถึงแม้ว่ารัชทายาทจะชอบนาง แต่นางก็จะไม่ยินยอม สกุลซูยิ่งไม่มีทางเห็นด้วย จุดนี้เขามีความมั่นใจเต็มเปี่ยม
ไม่ว่าท่านโหวผู้เฒ่ากับฮูหยินท่านโหว หรือบิดามารดาของนางล้วนเป็คนยึดมั่นในคุณธรรม พวกเขาไม่มีทางทำเช่นนั้น
นึกถึงจุดนี้ หรงจ้านค่อยสบายใจขึ้น
รัชทายาท ตัดทิ้ง!
นอกจากรัชทายาท คนที่นางสนิทสนมมากที่สุดก็คือิ่จื้อรุ่ย เมื่อเอ่ยถึงิ่จื้อรุ่ย หรงจ้านก็เม้มปาก เขาไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีนัก แต่ก็ไม่แน่ว่าสกุลซูจะไม่ยินยอม ถึงอย่างไรก็มีเคยมีการหมั้นหมายที่ไม่สำเร็จค้างเติ่งอยู่ หากงานแต่งของคนรุ่นก่อนไม่สำเร็จขอเปลี่ยนมาเป็ิ่จื้อรุ่ยกับเฉียวเยว่ ดูเหมือนว่าการกระทำเช่นนี้กลับไม่น่าแปลกใจ ทั้งยังสามารถถ่ายทอดออกมาเป็ถ้อยคำที่สวยหรู ความเป็ไปได้จึงมีอยู่
นึกมาถึงตรงนี้ หรงจ้านก็เริ่มไม่พอใจ เม้มริมฝีปากแน่น
ทั้งสองฝ่ายล้วนมีชาติตระกูลดี นับว่าเป็คู่ที่เหมาะสมกันอยู่กระมัง?
จื้อรุ่ยเป็หลานของกูไหน่ไน [2] นับว่าเป็ญาติห่างๆ ของตนเอง
บิดาของพวกเขาเป็ลูกพี่ลูกน้องกัน ดังนั้นชาติตระกูลย่อมสมน้ำสมเนื้อกับจวนซู่เฉิงโหว ไม่ด้อยกว่า
แต่ทว่า... เขามักรู้สึกว่าิ่จื้อรุ่ยไม่คู่ควรกับเฉียวเยว่ สาวน้อยที่เฉลียวฉลาดสดใสร่าเริงจะเหมาะสมกับบุรุษห้าวหาญที่พูดน้อยเยี่ยงนั้นได้อย่างไร
ไม่ได้ เป็ิ่จื้อรุ่ยไปไม่ได้ ภายหน้าเขาต้องเจริญรอยตามบิดาเดินทางไปปกป้องชายแดนเป็แน่ บุรุษสกุลิ่แต่ละรุ่นล้วนเป็เช่นนี้ เฉียวเยว่เป็บุปผาที่เปราะบาง เพียงถูกฝนเล็กน้อยนางก็เป็ไข้แล้ว จะทนกับการใช้ชีวิตที่ชายแดนได้อย่างไร ไม่มีทางอย่างเด็ดขาด
หากเกิดอะไรขึ้นกับนางที่ชายแดน หรือเสียชีวิตก่อนวัยอันควร หรงจ้านไม่แน่ใจว่าตนเองจะสามารถเอาชีวิติ่จื้อรุ่ยได้หรือไม่ เพราะสกุลิ่เหลือเขาเป็ทายาทเพียงคนเดียว ตนเองไม่อาจทำอะไรที่เกินไป
หากเฉียวเยว่ไม่ไปจากเมืองหลวง สามีภรรยาต้องแยกกัน เขายิ่งไม่กล้าจินตนาการว่าเฉียวเยว่ที่แสนดีเยี่ยงนั้นจะกลายเป็เหมือนหญิงออกเรือนธรรมดาทั่วไปที่สิ้นไร้ซึ่งความสุขแม้แต่เพียงส่วนเสี้ยวหรือไม่ แท้จริงแล้วทุกคนต่างก็รู้อยู่เต็มอก สามีภรรยาที่แยกจากกันยาวนานเพียงนั้น บุรุษไหนเลยจะควบคุมตนเองได้ อย่าว่าแต่การรับคนในท้องถิ่นมาเป็อนุภรรยา ต่อให้เป็นางบำเรอในกองทัพ... หรงจ้านก็ไม่อยากจะคิดต่อแล้ว แต่ถึงไม่คิดก็มิได้หมายความว่าจะเป็ไปไม่ได้
เขาไม่อาจบอกได้ว่าิ่จื้อรุ่ยจะครองตัวบริสุทธิ์หรือไม่ แต่หรงจ้านจะไม่ยอมให้แม่นางน้อยของเขาได้รับความไม่เป็ธรรมแม้แต่นิดเดียว ถูกต้อง แม่นางน้อยของเขา ที่เขาเฝ้ามองมานาน
หากแม่นางน้อยที่ตนเองปกป้องคุ้มครองถูกคนรังแก หรงจ้านก็คงจะส่งครอบครัวของอีกฝ่ายให้ลงหลุมไปพร้อมกัน
เขาบีบปลายนิ้ว รู้สึกถึงรสชาติขมปร่าในลำคอ
ิ่จื้อรุ่ย ตัดทิ้ง!
ในเมืองหลวงยังมีคุณชายสกุลดีคนอื่นๆ อีกกระมัง?
หรงจ้านคิดมาคิดไป ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไร ดูเหมือนว่าท้องฟ้าเริ่มจะมีแสงสว่างรางๆ แล้ว เขามองออกไปที่หน้าต่าง ทันใดนั้นก็ได้ข้อสรุปว่ายังไม่มีผู้ใดเหมาะสมสักคน
แม้เฉียวเยว่จะเป็แม่นางน้อยที่ซุกซนและไม่ค่อยรักความสะอาดนัก แต่นาง... เฉลียวฉลาด น่ารัก และมีความสามารถไม่มีผู้ใดเทียบนางได้ แม้ว่าบางครั้งจะมีนิสัยเสียอยู่บ้าง แต่ก็ยังน่าเอ็นดูอยู่ดี
เขาไม่อยากจะคิดว่าเ้าหนุ่มบัดซบที่ไหนจะมาล่อลวงยอดดวงใจของเขาไป
ชั่วพริบตานั้น หรงจ้านพลันเข้าใจความรู้สึกของคนเป็บิดา บัดนี้เขากังวลมากว่าจะมีคนมาสู่ขอนาง ยิ่งกลัวว่าสกุลซูจะตกปากรับคำให้เฉียวเยว่แต่งออกไป เช่นนั้นจะทำอย่างไรดีเล่า?
"พี่จ้าน ข้าอยากกินน่องไก่ เป็ดย่าง อ้อ ยังมีอีก ข้ายังอยากกินกุ้งกระจกด้วย ข้า..."
นางพลิกตัวกลับมาแล้วก็หลับต่อ ทว่าปากกลับยังพึมพำไม่จบสิ้น
หรงจ้าน "..."
เขายื่นมือมาแตะหน้าผากของนางเบาๆ อืม ดูเหมือนว่าไข้จะลดแล้ว หลังจากนั้นก็ลูบเรือนผมของนาง เนื่องจากมีเหงื่อออก ผมของนางจึงเปียกชื้นเล็กน้อย หรงจ้านขยับผ้าห่มให้นาง แต่เท้าน้อยๆ ที่ไม่เชื่อฟังของนางกลับโผล่ออกมาภายนอก
ฝ่าเท้าของนางไม่นับว่าเล็ก แต่กลับมีความอิ่มเต็มดูคล้ายกับก้อนเงินหยวนเป่าน้อยๆ ที่ขาวนุ่มนิ่ม ดูน่ารักเป็พิเศษ
แม้คนจะหลับอยู่ แต่เท้าน้อยๆ ของนางกลับไม่อยู่สุข เดี๋ยวก็ขยับ เดี๋ยวก็ขยับ
หรงจ้านไม่นำพาต่อเื่ต้องห้ามระหว่างชายหญิง เขาจับเท้าน้อยๆ ของนาง หลังจากมองดูแล้วก็ยิ้มน้อยๆ ก่อนจะยัดเข้าไปใต้ผ้าห่ม
เฉียวเยว่พึมพำ "คนน่ารำคาญ"
เฮอะ เวลานี้ยังด่าคนได้ หรงจ้านรู้สึกจนปัญญาอย่างยิ่ง
เขามองนางอย่างพินิจ เป็สาวน้อยที่แสนจะบอบบาง ยิ่งโตเป็สาวก็ยิ่งชอบออดอ้อนฉอเลาะ ไม่เหมือนสตรีรุ่นราวคราวเดียวกันแม้แต่น้อย
หรงจ้านล้วงผ้าเช็ดหน้าออกมาซับเหงื่อที่หน้าผากให้นาง แต่ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกเหมือนมีขนนกเล็กๆ ไล้ผ่านหัวใจอย่างรวดเร็ว จนรู้สึกคันยุบยิบ
เขากัดริมฝีปากล่างเล็กน้อย ก่อนเลื่อนใบหน้าเข้าไปข้างพวงแก้มของนาง
ไหนๆ เขาก็เป็คนจิตวิปริต จะแอบจุมพิตใบหน้าของนางได้หรือไม่?
ใบหน้ารูปไข่ของนางทั้งเนียนและนุ่ม ราวกับผลไม้แสนอร่อยน่าลิ้มลอง
หรงจ้านกำมือแน่น ค่อยๆ ก้มลงไป ขณะที่เกือบจะชิดดวงหน้าน้อยอยู่รอมร่อ เขาก็เกิดลังเลขึ้นมา ทำเช่นนี้... ทำเช่นนี้นางจะโกรธหรือไม่?
บางทีนางอาจจะเสียใจ หากนางไม่สนใจเขาแล้วจะทำอย่างไร?
ถึงแม้จะเป็คนวิปริต แต่ก็ควรเป็คนวิปริตที่มีศักดิ์ศรีสักหน่อยกระมัง?
การกระทำเช่นนี้ต่ำช้าเกินไปหรือไม่?
เขา...
จิตสำนึกของหรงจ้านต่อสู้กันอย่างหนัก เขา หรงจ้าน จะแอบขโมยจุมพิตสาวน้อยดีหรือไม่
จุมพิต ไม่จุมพิต จุมพิต ไม่จุมพิต...
"เพียะ!"
เสียงดังชัดเจน หรงจ้านพลันตกตะลึง นี่เขาถูกคนฟาดหรือ?
หรงจ้านหรี่ตาน้อยๆ มองเฉียวเยว่อย่างงุนงง นางยังคงหลับอยู่ เพียงแต่ดูเหมือนกำลังละเมอ
นางเหวี่ยงแขน พลิกตัวอีกครั้ง ปากก็งึมงำไม่จบไม่สิ้น "โจ๊กบ๊วย โจ๊กไก่ โจ๊กปลา..."
หรงจ้านถึงกับผงะ ขอบังอาจถามแม่นางน้อยผู้นี้ ยามเ้าหลับช่วยฝันอะไรที่ยิ่งใหญ่กว่านี้ได้หรือไม่ หรืออย่างน้อยก็ให้ดูมีศักดิ์ศรีกว่านี้หน่อย มิใช่ละเมอถึงแต่ของกินทั้งคืน เ้าแมวน้อยจะกละ!
หรงจ้านลุกขึ้น ยามนี้เขาโยนเื่ขโมยจุมพิตออกจากสมองไปหมดแล้ว เขานิ่งไปชั่วขณะ ก่อนที่จะตบผ้าห่มของนาง ปลอบสาวน้อยที่นอนละเมอจนสงบ หลังจากนั้นก็หมุนตัวออกจากห้องไป
ถึงแม้เมื่อคืนจะล้มป่วย แต่ตื่นเช้าขึ้นมาเฉียวเยว่ก็รู้สึกว่าตนเองดีขึ้นมากแล้ว
นางนั่งที่ขอบเตียง ผมยาวสยายลงมาปรกบ่า แม้แต่ชุดนอนก็คลายออกเล็กน้อยเผยให้เห็นหัวไหล่ แต่สีหน้าดูสดชื่นขึ้น
อิ้งเยว่เดินเข้ามาอย่างรีบร้อน เห็นสาวใช้ทั้งสองนอนหลับคว่ำหน้ากับโต๊ะ ก็เคาะโต๊ะเบาๆ ก่อนจะเดินเข้าไปในห้องนอนชั้นใน แต่พอเข้ามาถึงก็เห็นเฉียวเยว่ดูดีขึ้นแล้ว
นางรีบเดินเข้ามา "เป็อย่างไรบ้าง ให้ข้าดูหน่อย"
อิ้งเยว่เอื้อมมือมาแตะหน้าผากของนาง หลังจากนั้นก็พรูลมหายใจออกอย่างโล่งอก "ไม่เป็อะไรก็ดีแล้ว"
เฉียวเยว่ยิ้มเผล่จนเห็นฟันขาวสะอาด "ข้าไม่เป็ไรอยู่แล้ว กินทั้งยาดื่มทั้งน้ำขิง จะมีปัญหาได้อย่างไร กลับเป็ท่านเสียอีก ไฉนหน้าซีดนักเล่า"
เอ่ยถึงเื่นี้ อิ้งเยว่ก็รู้สึกละอายใจเล็กน้อย "ข้านี่ไม่ไหวเลย เมื่อคืนว่าจะไม่นอน กะว่าจะแวะเข้ามาดูอาการเ้าสักสองสามรอบ หากอาการไม่ดีจะได้รีบส่งคนลงเขาไปเชิญท่านหมอ แต่ผลปรากฏว่าไม่รู้ว่าหลับไปั้แ่ตอนไหน เหลือเกินจริงๆ"
เฉียวเยว่หัวเราะคิกคัก นางกอดแขนของอิ้งเยว่ "พี่สาวอย่าโทษตนเองเช่นนี้เลย ท่านดูสิ ข้าหายดีแล้วมิใช่หรือ ข้าก็มักเป็เช่นนี้ ได้หลับสักตื่น อะไรก็ดีขึ้นเอง"
อิ้งเยว่พยักหน้า "เห็นเ้าสดใสขึ้น ข้าก็เบาใจ"
เฉียวเยว่หัวเราะพูดอย่างคนมองโลกในแง่ดี "ข้าคงจะเหนื่อยเกินไปจากการเดินทางวันก่อน เมื่อวานก็เปียกฝนอีก ร่างกายเลยรับไม่ไหว ปรกติก็ออกกำลังกายน้อย มิเช่นนั้นก็คงไม่เป็เช่นนี้ แต่ตอนนี้ข้าดีขึ้นแล้ว เมื่อคืนก็หลับสบายมาก... เอ๊ะ!"
เฉียวเยว่หยุดคำพูดของตนเอง พลันนึกถึงปัญหาข้อหนึ่งที่ใหญ่มาก
เมื่อคืน... เมื่อคืนหรงจ้านมาหรือเปล่า?
นางคงไม่ป่วยจนเลอะเลือน หรือว่าฝัน? แต่นางคงไม่ประสาทหลอนกระมัง?
"เมื่อคืน...?"
"มีอะไรหรือ?" อิ้งเยว่งุนงง
เฉียวเยว่นึกถึงเื่ที่ตนเองดื่มน้ำเมื่อคืน แล้วก็มองไปที่โต๊ะด้านข้างทันที ถ้วยเปล่าใบหนึ่งยังวางอยู่ แสดงว่านางมิได้ฝัน
เฉียวเยว่สงบอารมณ์ก่อนเอ่ยว่า "เมื่อวานหลับสบายมาก วันนี้รู้สึกอยากกินหมูทั้งตัว"
อิ้งเยว่ขำพรืดออกมา "เ้ารู้แต่เื่กิน ยังจะกินหมูทั้งตัวอีกด้วย เ้าช่วยกินอะไรที่จืดหน่อยดีกว่า คนเพิ่งหายไข้ กินของมันเช่นนั้นเหมาะสมเสียที่ไหนกัน"
เสี่ยวชุ่ยวิ่งเข้ามารายงานอย่างรีบร้อน "คุณหนู ท่านอ๋องอวี้มาเ้าค่ะ"
นางหยุดเว้นจังหวะ แล้วพูดอีกว่า "เขาหิ้วตะกร้าใบใหญ่มาด้วย บอกว่าทำขนมมาให้คุณหนูเ้าค่ะ"
เฉียวเยว่เงยหน้าทันควัน "จิ๊ๆ ผู้ให้กำเนิดข้าคือบิดามารดา แต่ผู้รู้ใจข้าคือท่านอ๋องอวี้"
...
[1] เอ๋อหวง กับหนี่ว์อิง เป็ชื่อพระธิดาของกษัตริย์เหยาตี้ พระองค์ทรงยกพระธิดาทั้งสองให้กับอวี๋ซุ่นซึ่งขึ้นชื่อเื่ความกตัญญูกตเวที และต่อมาอวี๋ซุ่นก็ได้เป็กษัตริย์พระองค์ต่อไปมีนามว่า ซุ่นตี้ ดังนั้นสำนวน เอ๋อหวงหนี่ว์อิง จึงใช้ในความหมายว่าพี่สาวน้องสาวที่ร่วมปรนนิบัติสามีคนเดียวกัน
[2] กูไหน่ไน ใช้เป็คำเรียกญาติสตรีที่ออกเรือนแล้ว
