โหมวชิงเฟิงไปแล้ว จากไปพร้อมกับจิติญญาแห่งการต่อสู้และความเกลียดชัง
ฉินอวี่ก็ไม่รู้ว่าถูกหรือผิด แต่จากมุมมองของเขา โหมวชิงเฟิงควรจะลุกขึ้นต่อสู้ แทนที่จะอยู่เฉยรอความตาย แม้ว่าผลของการต่อสู้และไม่สู้จะไม่ต่างกัน แต่อย่างน้อยที่สุดก็ได้พยายามแล้ว อย่างน้อยที่สุดมันก็คือภาพความทรงจำอันงดงามก่อนจะเสียชีวิต ถึงตายก็ตายอย่างมีความหมาย
เมื่อเทียบกับความสงบนิ่งของฉินอวี่ในตอนนี้ จู๋ฮวงกำลังโกรธจัดจนพูดอะไรไม่ออก หากเป็ไปได้ หากเขาสามารถฟื้นคืนพลังขึ้นมาได้สักระดับหนึ่ง เขาจะรีบะโออกมา และตบหูเด็กบ้าที่ยิ่งผยองคนนี้อย่างรุนแรงสักหน
ยุยงให้ผู้ไถ่โทษต่อต้าน์? ไม่เกรงกลัวทำลายผลกรรมหรือ? เมื่อผลกรรมถูกทำลาย นั่นก็หมายความว่าจิติญญาจะต้องสูญสลาย!
แต่ถึงอย่างไร จู๋ฮวงก็รู้ว่าพูดมากไปก็เปล่าประโยชน์อยู่ดี แทนที่จะพูดอะไรไปมากกว่านี้ สู้เอาเวลามาหาหนทางออกไปจากร่างของเด็กนี่ ก่อนจะมีการลงทัณฑ์จาก์เสียดีกว่า จู๋ฮวงตัดสินใจแน่วแน่แล้วว่า หากยังไม่สามารถออกจากร่างของเด็กคนนี้ได้ก่อนจะมีการลงทัณฑ์จาก์ เขาก็คงต้องตายไปพร้อมกับเด็กคนนี้ แต่หากตัวเองต้องตายจริงๆ ก็ต้องขอด่าก่อนตายสักครั้ง
หลังจากสงบสติอารมณ์กันได้ ฉินอวี่ก็เดินเข้าไปในห้อง ปิดประตู แล้วเริ่มเข้าสู่การบำเพ็ญทันที!
“จู๋ฮวง รีบสอนข้าเื่ยอดผนึกฟ้าดินทั้งสองเถอะ!” หลังจากฉินอวี่นั่งลงขัดสมาธิ เขาก็มองไปยังมือข้างขวาและพูดขึ้นมา
แม้ว่าในใจจะเต็มไปด้วยความก่นด่า แต่จู๋ฮวงก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา และเริ่มสอนวิชายอดผนึกฟ้าดินทั้งสองให้กับฉินอวี่ เพราะถึงอย่างไร เขาก็ยังต้องอาศัยฉินอวี่เพื่อดูดซับพลังจากแผ่นผนึกอื่นๆ
ขณะที่กำลังบอกฉินอวี่เื่การควบคุมผนึกฝ่ามือ และอธิบายให้ฉินอวี่เข้าใจเื่ยอดผนึกฟ้าดินทั้งสองหนทาง
แผ่นผนึกฟ้าดินทั้งร้อยแปดเป็สิ่งที่จู๋ฮวงสร้างขึ้น แม้ว่าเขาจะเป็จู๋ฮวงในวัยเด็ก แต่เขาก็เก็บภาพความทรงจำในแต่ละ่ของจู๋ฮวงอยู่ไม่น้อย ดังนั้น เขาจึงมีความเข้าใจเื่ของยอดผนึกฟ้าดินได้ดีเกินใครๆ
ดูเหมือนว่าเมื่อแน่ใจว่าฉินอวี่จะต้องตายภายในหนึ่งปีนี้อย่างไม่ต้องสงสัย จู๋ฮวงเองก็ไม่ได้้าทำอะไรมาก หากจะพูดให้ชัดเจนเป็พิเศษ ก็เกรงว่าฉินอวี่น่าจะไม่เข้าใจ แต่ภายใต้การแนะนำของจู๋ฮวง ฉินอวี่ก็สามารถเรียนรู้สาระสำคัญของยอดผนึกฟ้าดินได้อย่างง่ายดาย
เพียงแต่ ฉินอวี่ในตอนนี้ยังคงใช้พลังยอดผนึกฟ้าดินได้เพียงเล็กน้อย หาก้าใช้พลังทั้งหมดที่มี จำเป็ต้องควบคุมพลังสูงสุดของฟ้าดิน และพลังของข้อบังคับ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ยังไกลเกินกว่าฉินอวี่ในตอนนี้จะกระทำได้
“รู้หรือไม่อะไรคือยอดผนึกฟ้าดิน? มันคือการรวมกันของพลังระดับสูงสุดของฟ้าดิน ในตอนแรกนั้น ข้าก็สังเกตดวงดาวมานานแสนนาน และถ่ายเทพลังสูงสุดของฟ้าดินผสานกับพลังของกฎว่านเซี่ยงเข้าสู่ผนึกฝ่ามือ เ้าเด็กน้อย อย่าได้คิดว่าผนึกฝ่ามือของยอดผนึกฟ้าดินเป็ของกระจอกเชียวนะ ด้านในของมันมีพลังว่านเซี่ยงอยู่ด้วย”
“เ้ารู้หรือไม่ ในรอยผนึกแต่ละชนิดข้ารวมอะไรเข้าไปในนั้น? หนึ่งในนั้นคือพลังวิถี์!”
“จำไว้ ในดวงดาวทุกดวงจะมีความลึกลับของมันเอง หากสามารถเข้าใจมันได้ ก็จะสามารถควบคุมพลังวิถี์บางชนิดได้ ในตอนแรก ข้าได้ััพลังวิถี์ทั้งร้อยแปดมาจากดวงดาว และสร้างมันขึ้นมาเป็ผนึกร้อยแปด!”
“ภายในผนึกแต่ละชนิด นอกจากจะใส่พลังวิถี์แล้ว ยังมียอดผนึกฟ้าดิน ในตอนแรก ตอน่ประมาณยุคหงหวง ข้ารวบรวมพลังสูงสุดของฟ้าดินไว้ได้หกชนิด และข้าก็นำเอาพลังสูงสุดทั้งหกชนิดบรรจุไว้ในผนึกฝ่ามือ และนี่... ยังไม่ใช่แค่นั้น ข้ายังนำเอาพลังข้อบังคับทั้งหมดใส่ไว้ภายในด้วยเช่นกัน พลังสูงสุดสามชนิด จึงกลายมาเป็ยอดผนึกฟ้าดิน ซึ่งมันทำให้ข้าแผลงฤทธิ์ในหงหวงได้! เมื่อผนึกทั้งร้อยแปดถูกเรียกออกมาพร้อมกัน จึงสร้างความสั่นะเืได้ทั้งฟ้าดินได้!” จู๋ฮวงกล่าวอย่างภูมิใจ
เมื่อเห็นว่าฉินอวี่นิ่งเงียบไป จู๋ฮวงจึงพูดอย่างแข็งกร้าวมากขึ้น “และเป็เพราะผนึกฝ่ามือทุกชนิดรวมพลังว่านเซี่ยงเอาไว้ ดังนั้น ในขณะที่ยอดระฆังฟ้าดินแตกออก ก็จะมีพลังสูงสุดของฟ้าดิน พลังข้อบังคับ และพลังของวิถี์ออกมาจากภายใน เพียงแต่ ด้วยระดับการฝึกฝนของเ้าในตอนนี้ยังไม่เพียงพอที่จะเรียกพลังทั้งหมดนั่นออกมาใช้งาน” และจู๋ฮวงยังพูดขึ้นในใจต่อไป “ทั้งชีวิตนี้เ้าก็ไม่มีวันเรียกมันออกมาใช้งานได้หรอก ก่อนที่เ้าจะรับโทษทัณฑ์จาก์ ข้าคงพาผนึกฝ่ามือออกไปจากตัวเ้าก่อนแล้ว...”
ฉินอวี่มองดูฝ่ามือด้วยความประหลาดใจ นึกไม่ถึงเลยว่าผนึกฝ่ามือนี้คือผนึกฝ่ามือของจู๋ฮวงใน่เวลาที่อยู่ในจุดสูงสุด และพลังที่แฝงอยู่ในนั้น... เมื่อนึกดูแล้วล้วนแต่น่ากลัวทั้งสิ้น
“เอ๊ะ?” ฉินอวี่สะดุ้งขึ้นในใจ ก่อนหน้านี้ฉินอวี่คิดว่าจู๋ฮวงออกมาจากแผ่นผนึกและเข้าสู่ร่างกายของเขา แต่เมื่อฟังจากคำพูดของจู๋ฮวงจะเห็นได้ว่า เขาเข้ามาในร่างกายของตนเองในตอนสิ่งที่เรียกว่ายอดระฆังฟ้าดินทรุดทลายและแตกออก เพียงแต่เขายังอยู่ในสภาวะที่หมดสติมาโดยตลอด และเมื่อตนเองไปัักับแผ่นผนึก เขาจึงดูดซับพลังจากแผ่นผนึกจนฟื้นขึ้นมา
ฉินอวี่ละความคิดทั้งหมดเอาไว้ และพูดขึ้น “ข้าจะสามารถนำเพลิงมรณะและอสุนี์รวมไว้ในผนึกฝ่ามือบ้างได้หรือไม่?”
“จะว่าได้ก็ทำได้ แต่ด้วยพละกำลังของเ้าในตอนนี้ ไม่ว่าจะอย่างไร เ้าก็ไม่สามารถจะเรียกใช้งานพลังจำนวนมากของยอดผนึกฟ้าดินได้! เ้าลองศึกษายอดผนึกฟ้าดินทั้งสองรูปแบบดูเสียก่อน หากมีอะไรไม่เข้าใจก็มาถามข้า” จู๋ฮวงรู้สึกผิดขึ้นเล็กน้อย อันที่จริง หากไม่ใช่เพราะเขาได้ดูดซับพลังของแผ่นผนึกเข้าไป ฉินอวี่ก็คงจะได้รับพลังอันแข็งแกร่งจากแผ่นผนึกไปแล้ว ถึงตอนนั้น ก็คงเรียกใช้งานพลังอันแข็งแกร่งของยอดผนึกฟ้าดินได้ไม่น้อยเลย
แน่นอนว่าจู๋ฮวงไม่อาจจะบอกฉินอวี่ได้ว่า หากเขาปล่อยพลังของผนึกฝ่ามือออกไปในตอนที่เขามีระดับพลังสูงสุด พลังของยอดผนึกฟ้าดินก็จะเหนือกว่าจินตนาการได้เลยทีเดียว
“เ้าเด็กน้อยเอ๋ย ผนึกฝ่ามือในตอนที่ข้าอยู่ในระดับสูงสุดจะธรรมดาได้หรือ? ฮึ ผนึกฝ่ามือนี้ข้าเอาไว้ที่เ้าชั่วคราว อีกหนึ่งปีข้างหน้า ก่อนที่เ้าจะได้รับโทษจาก์ ข้าจะมาเอาคืน ใน่เวลาอย่างตอนนี้ ฝ่ามือระดับสูงสุดหนึ่งฝ่ามือก็สร้างความไร้เทียมทานได้!” จู๋ฮวงพูดในใจ เขารู้สึกได้เลยว่าปัจจุบันแตกต่างไปจากอดีตยิ่งนัก ในยุคสมัยที่ไร้ผู้ฝึกตนขั้นเซียน ผู้ฝึกตนขั้นเขตแดนเต๋ากลายเป็วีรบุรุษ รอยผนึกฝ่ามือในระดับพลังสูงสุดของเขาคงเป็ยอดแห่งวีรบุรุษที่ทรงพลัง!
“ข้าจะไปครุ่นคิดดูสักพัก เพียงแต่ ข้าอยากจะเตือนอะไรเ้าสักหน่อย เ้าควรเข้าใจสถานการณ์ของข้าในตอนนี้ด้วย มีคนจำนวนมากที่้าจะสังหารข้า เมื่อถึงเวลาเข้าไปยังหอคอยเทียนกัง ข้าคงจะกลายเป็เป้าหมายของทุกคนแน่นอน และอาจตายได้ทุกเมื่อ ดังนั้น ตอนนี้เ้าควรจะช่วยข้าคิดว่า หากถึงเวลานั้นที่ถูกพวกเขาล้อมไว้ จะหนีออกไปได้อย่างไร” ฉินอวี่พูดออกไปทันที ราวกำลังพูดเื่ที่ไม่เกี่ยวอะไรกับเขา
ไม่ต้องสงสัยเลย ฉินอวี่กำลังโยนสถานการณ์ทั้งหมดที่ต้องเผชิญให้เป็หน้าที่ของจู๋ฮวง จู๋ฮวงเหมือนจะเป็คนธรรมดาที่ดูเรียบง่าย พูดจาขวานผ่าซาก แต่เขาไม่ใช่คนจิตใจดีอะไรขนาดนั้น ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเก็บความลับอะไรเอาไว้บ้าง แต่เื่ความลับของจู๋ฮวง ฉินอวี่ไม่้ารู้เท่าใดนัก แต่ด้านทักษะวิชายุทธ์ และวิชาลับของจู๋ฮวงคือสิ่งที่เขาสนใจเป็ที่สุด
และจู๋ฮวงผู้นี้คงคิดว่าตนเองน่าจะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน ในตอนนี้ เมื่อความระแวดระวังและความอ่อนแอของเขาอยู่ในจุดต่ำสุด ฉินอวี่จึงไม่ยอมพลาดโอกาสเช่นนี้แน่นอน
เมื่อได้ยินคำพูดของฉินอวี่ จู๋ฮวงก็ตกตะลึงอย่างมาก... เื่สถานการณ์ของฉินอวี่ อันที่จริงเขารู้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่เขาก็คิดว่าฉินอวี่มีความมั่นใจ มีไพ่ไม้ตาย และไม่เกรงกลัวต่อศัตรูเหล่านี้... แต่ในตอนนี้... เ้าเด็กคนนี้กลับโยนภาระทุกอย่างมาให้เขา
ในใจของจู๋ฮวงเต็มไปด้วยความโกรธ เขาอยากจะพูดออกไปยิ่งนักว่าความเป็ความตายของเ้าไม่ได้เกี่ยวอะไรกับข้าเลย? แต่... เขาก็รู้ดีว่า คำพูดเช่นนี้ไม่สามารถจะพูดออกไปได้ ยิ่งไปกว่านั้น... ก่อนที่จะได้รับพลังแผ่นผนึกที่มากเพียงพอ... หากเด็กคนนี้ตายไปเสียก่อน ตนเองก็ต้องตายไปด้วยอย่างไม่ต้องสงสัย!
จู๋ฮวงโกรธจนตัวสั่น ทำไมเขาจะไม่รู้ว่าฉินอวี่ก็รู้เื่นี้เช่นกัน ดังนั้นเขาจึงโยนปัญหาเหล่านี้มาให้ตนเอง? และตัวเขาเองก็ไม่มีสิทธิ์จะปฏิเสธ... ไม่เช่นนั้น... ก็คงต้องตายไปพร้อมกัน
จู๋ฮวงสูดลมหายใจเข้าลึกๆ และระงับความรู้สึกอยากปะทะกับฉินอวี่อย่างเอาเป็เอาตายลง ก่อนจะบ่นขึ้นในใจ “ช่างมันเถอะ มัวแต่ทะเลาะกับคนใกล้ตายคนหนึ่งมันจะได้อะไร? ปล่อยให้เขาเย่อหยิ่งไปสักปี รอให้ข้าออกจากร่างกายของเขาเสียก่อน ต่อให้์ลงโทษเขาไม่ได้ ข้าเองจะฉีกเขาออก... เฮ้อ... แล้วจะทำอย่างไรให้เขามีพละกำลังที่มากขึ้นได้ในระยะเวลาอันสั้นล่ะ? เขามีทั้งอสุนี์และเพลิงมรณะ ช่างเถอะ ดูจะเอาเปรียบเขาไปหน่อย... เอาเป็ว่าสอนวิชายุทธ์ของตาเฒ่านั่นให้เขาดีกว่า”
