เมื่อพวกเขาเดินไปเพียงไม่กี่ก้าวก็พบกับป้ายชื่อป้ายหนึ่ง
ทว่าป้ายนั้นกลับตกอยู่บนพื้น
มันเต็มไปด้วยตะไคร่สีเขียวครึ้ม
มีเพียงมุมของป้ายที่โผล่ออกมาให้เห็น
นอกนั้นก็ล้วนแต่ถูกใบไม้ที่ร่วงลงมาทับถมบดบังไปหมดสิ้น
เฉินโย่วก้มลง ค่อยๆ ดึงป้ายนั้นออกมา
ป้ายนั้นมีสนิมเกรอะกรัง
ทว่าบนป้ายกลับมีคำว่า ‘หลงยวน’ สองคำที่ดูแล้วคร่ำคร่านัก
ใต้เท้าเฉินเห็นแล้วก็ประหลาดใจ เขานึกว่าชื่อหลงยวนนี้เป็แค่เื่ล้อเล่น ด้วยคนในสำนักเชินล้วนแต่รู้จักูเาลูกนี้ ทว่าความจริงแล้วูเาลูกนี้ควรจะมีชื่อว่าูเางูเหลือมจึงจะเหมาะสมกว่า ไม่คาดคิดเลยว่าจะมีป้ายชื่อที่เขียนว่า ‘หลงยวน’ จริง ๆ
เด็กชายร่างอวบอ้วนก็ร่วมสำรวจไปกับวีรบุรุษชุดขาวของตน
เมื่อเห็นว่าพี่โย่วพบเจอสมบัติล้ำค่าชิ้นหนึ่งก็ตื่นเต้นนัก ร่างท้วมจึงได้ช่วยแบกป้ายนั้นขึ้นมา
ทว่าเขาช่างไร้ประโยชน์นัก ร่างกายมีเพียงเนื้อที่มาก แต่กลับไม่มีแรงเท่าใด จึงยกเท่าไรก็ยกไม่ขึ้น
จำต้องให้เสี่ยวอู่เป็คนมาช่วยยกเช่นที่ผ่านมา
พวกเขาไม่ได้รีบร้อนจะขึ้นูเา
จึงได้ช่วยกันขุดหลุมขนาดใหญ่ขึ้นมาเพื่อปักป้ายนั้นลงไป
แล้วจึงได้ช่วยกันทำความสะอาดตะไคร่ที่เกาะอยู่
ป้ายทองแดงสนิมเขรอะมีคำว่า ‘หลงยวน’ เขียนไว้สองพยางค์ เมื่อตั้งอยู่ท่ามกลางสายหมอกในจุดที่แสงตะวันส่องลงมาเช่นนี้ ก็ทำให้มันดูโอ่อ่าแฝงไปด้วยมนต์ขลัง
ท่านราชครูยืนลูบๆ คลำๆ แผ่นป้ายอยู่นานสองนาน
ไม่รู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่
แม่นางหลัวก็ยืนพิจารณาแผ่นป้ายนั้น ก่อนที่ชายกระโปรงยาวระพื้นของนางจะสะบัดผ่านแผ่นป้ายทองแดงไป พร้อมฝีเท้าที่ก้าวย่างจากไป
ยิ่งเดินไป เส้นทางก็ยิ่งอันตราย
ทั้งสองข้างทางส่งเสียงสวบสาบมาเป็ครั้งคราว
ราวกับว่ามีงูฝูงใหญ่กำลังเลื้อยอยู่ทั้งสองข้างทางอย่างไรอย่างนั้น
ใต้เท้าเฉินเพียงเผลอไผลไปครู่เดียว ก็เกือบจะได้ตกลงไปในรังงูข้างทางเสียแล้ว
เขายังคิดว่าเฉินโย่วและคนอื่นๆ ได้เตรียมหญ้าไล่งูมาแล้ว งูจึงเพียงมาออกันอยู่สองข้างทาง ไม่เข้ามาใกล้พวกเขา
ความจริงแล้วเฉินโย่วก็เตรียมหญ้าไล่งูมาจริงๆ ทว่าหญ้านี้กลับไม่ได้มีประสิทธิภาพถึงเพียงนั้น
เอาไว้ใช้ป้องกันงูสองสามตัวก็ยังพอได้อยู่ ทว่าหากเป็งูฝูงใหญ่เช่นนี้ กลิ่นของหญ้าไม่ทันไรก็ถูกกลิ่นสาบงูกลบหมดแล้ว
กระทั่งเสี่ยวอวี้ที่เป็ศัตรูตามธรรมชาติของงูก็ยังบินขึ้นสูง ไม่ยอมร่อนลงต่ำ เพียงแต่บินวนไปมาอยู่บนท้องฟ้า
เพียงแต่เฉินโย่วมีชะตาไม่เหมือนคนอื่นๆ ทุกคนจึงได้วางใจและเชื่อถือนาง
อีกทั้งท่านราชครูยังไม่ได้คัดค้าน ย่อมหมายความว่าไม่มีปัญหาอะไร
แต่บ่าวรับใช้ของเด็กชาย ขันทีชราท่านลุงฉือที่นึกใขึ้นมา
ตอนแรกเขายังคิดว่านายน้อยของตนได้ร่วมขบวนมากับครอบครัวคหบดีครอบครัวหนึ่งที่มาจากทุ่งหญ้าห่างไกลจริงๆ
ทว่าต่อมาจึงได้รู้ว่าท่านอาจารย์ของคนเหล่านี้แท้จริงแล้วคือราชครูของแคว้นเชิน จึงเกิดความรู้สึกว่าคนกลุ่มนี้ไม่ธรรมดา
เขาไม่เชื่อเื่ที่ท่านราชครูมีแผนที่ขุมทรัพย์เก็บไว้กับตัว เขาเคยได้ยินฝ่าากล่าวถึงเื่นี้ กล่าวว่าแผนที่ถูกเก็บไว้ในวังหลวง ทว่าบรรพบุรุษได้กำชับไว้ว่าหากไม่สิ้นแคว้นหรือเกิดภัยพิบัติใหญ่ อย่างไรก็ห้ามเปิดแผนที่นี้เด็ดขาด
ดังนั้นเื่นี้แน่นอนว่าจะต้องเป็เพียงตำนานเท่านั้น
แต่กลุ่มคนตรงหน้าเขาที่กำลังเดินขึ้นูเางูเหลือมอย่างไม่หวาดหวั่น ไหนจะเ้านายตัวน้อยของเขาที่เอาแต่ตามติดเรียกวีรบุรุษชุดขาวคนนั้นว่าพี่โย่ว ทั้งยังนับเป็หัวหน้าของตน
เมื่อเห็นท่านราชครูมองเฉินโย่วแตกต่างจากคนอื่น
เขาเงยหน้ามองเฉินโย่วที่กำลังเดินนำขบวนอยู่ นายน้อยของเขาก็มือเท้าทึ่มทื่อเหลือเกินที่คิดจะตามติดเฉินโย่วอยู่ไม่ห่าง
เพียงแค่เผลอไผลก็แทบจะลื่นล้มไปต่อหน้าต่อตาเขา
ทว่าเฉินโย่วก็ยื่นมือออกมาดึงไว้ทัน
นายน้อยของเขาก็เพียงแต่ยิ้มอย่างโง่งม
กลับเป็เขาที่ใจหายใจคว่ำอยู่ด้านหลัง
แคว้นซีของเขาแม้จะไม่มีราชครู ทว่ามีท่านมิ่งซือผู้เก่งกาจ ชะตาชีวิตขององค์ชายน้อยก็ได้ท่านมิ่งซือมาทำนายให้ ท่านมิ่งซือกล่าวว่า องค์ชายยามยังทรงพระเยาว์จะต้องจากไปแดนไกลจึงจะประสบความสำเร็จ บนเส้นทางจะได้ผู้มีศักดิ์คอยค้ำจุน จะต้องประสบเคราะห์กรรมมากมายจวบจนวันที่เข้าได้ขึ้นครองราชย์เป็ฮ่องเต้
นี่คือคำอธิบายพระชนม์ชีพขององค์ชายน้อย
เื่ฮองเฮาจึงกำชับให้เขาเป็คนจัดการเื่นี้ นั่นคือปกปิดตัวตน จนทำให้ผลลัพธ์ของเื่ราวออกมาเป็เช่นนี้
ดังนั้นฮองเฮาจึงได้มีพระดำริให้หาเด็กอีกคนมาเป็ตัวแทนในวัง แล้วจึงให้เขาพาองค์ชายน้อยออกไปหาประสบการณ์
เช่นนี้คำทำนายกับชีวิตจริงจะได้สอดคล้องกันสักหน่อย
ทั้งเคราะห์ร้ายขององค์ชายน้อยจะได้เปลี่ยนเป็ดี
พวกเขาเดินไปก็สูงขึ้นเรื่อยๆ ทุกคนล้วนแต่คุ้นชิน ด้วยเพราะบรรยากาศที่นี่เป็ดังที่เฉินโย่วว่าไว้ ให้ความรู้สึกคล้ายคลึงกับหมู่บ้านไป๋กู่นัก
คาดว่าเพราะอาศัยอยู่ในหมู่บ้านไป๋กู่มานาน จึงได้คุ้นชินกับบรรยากาศเช่นนี้เสียแล้ว
ทว่าท่านราชครูกลับมีความคิดอีกอย่าง
กลิ่นอายความตายราวกับว่าถูกกักเก็บไว้บนูเาลูกนี้ ดังนั้นูเาที่ฮวงจุ้ยดีขนาดนี้จึงได้เต็มไปด้วยงูเงี้ยวเขี้ยวขอ
ช่างน่าแปลกนัก เขาในฐานะราชครู แมู้เาหลงยวนจะอยู่ใกล้เมืองหลวงถึงเพียงนี้ ทว่าครานี้หากเขาไม่ได้ขึ้นมาบนูเาลูกนี้ด้วยตนเอง ก็คงหลงลืมที่นี่ไปโดยสิ้นเชิง
เหมือนกับว่าูเาลูกนี้ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า ทว่าทุกคนกลับมองไม่เห็น ได้แต่เดินอ้อมมันไป
ทุกคนพากันเดินต่อ ยามนี้น่าจะมาถึงกึ่งกลางูเาแล้ว พื้นที่ราบบริเวณนี้มีศาลาตั้งอยู่หลังหนึ่ง
ตรงข้ามศาลามีน้ำตกสูง เสียงน้ำไหลกระทบกับโขดหินดังอึกทึกมาเป็ระยะ
บัดนี้ใกล้จะเที่ยงแล้ว ม่านหมอกหนาจึงได้ค่อยๆ สลายไป จึงได้เห็นว่าบรรยากาศบนูเาลูกนี้ช่างงดงามราวกับแดนเซียนก็ไม่ปาน ตาน้ำพุบนูเาเมื่อไหลลงมาที่นี่ก็กลายเป็หมอก ยามแสงตะวันส่องลงมา ผืนหมอกก็เปล่งประกายแสงหลากสีสันออกมาราวกับแถบผ้าต่วนเจ็ดสีที่กำลังปลิวไสว
ภาพตรงหน้าช่างงดงามตระการตา
ใต้เท้าเฉินไม่เคยคาดคิดว่าบรรยากาศบนูเางูเหลือมจะงดงามถึงเพียงนี้
ราวกับเส้นผมบังูเาจริงๆ
ทุกคนจึงพากันนั่งพักผ่อน มองน้ำตกที่ยังส่งเสียงอึกทึกตรงข้ามตน ฟังเสียงนกร้อง อาบแสงแดด จิตใจก็พลันรู้สึกปลอดโปร่ง ความสุขบังเกิดขึ้นในใจ
เฉินโย่วที่เกาะริมศาลาอยู่ มองไปยังูเาลูกตรงข้าม นึกสงสัยจนต้องเอ่ยปากถามขึ้น “ูเาลูกตรงข้ามมีสิ่งใดหรือ ช่างงามนัก ข้าเห็นมันส่องแสงระยิบระยับด้วย”
อาลู่เมื่อได้ยินแล้วก็รีบกล่าวขึ้นทันที “พวกเราเพิ่งจะมาถึง ยังไม่รู้จักพื้นที่นี้ดี อย่าได้วิ่งเล่นตามอำเภอใจ รอให้เราคุ้นชินแล้ว พี่ชายจะพาเ้าไปดูว่าฝั่งตรงข้ามมีอะไร”
เฉินโย่วพยักหน้าตกลงอย่างว่าง่าย
นางชอบเก็บของสวยงามที่เป็ประกาย เมื่อก่อนยามอยู่บนูเาไป๋กู่นางก็เที่ยวเล่นจนทั่วแล้ว ถ้ำทุกถ้ำนางล้วนไปเยือนมาหมดแล้ว
ทว่าในเมื่อพี่ชายบอกว่าจะช่วยนางหา นางจึงได้ตกลงอย่างว่าง่าย ถึงอย่างไรก็ยังมีเวลาอีกมาก
เมื่อได้พักกันไปพอสมควรแล้ว พวกเขาก็ออกเดินทางขึ้นเขาต่อ
เส้นทางขึ้นเขาทั้งสองข้างไม่ได้มีงูมากเหมือนในตอนแรก ยิ่งเดินไปก็ยิ่งเงียบเชียบ
ความรู้สึกนี้เหมือนยามที่บนูเามีสัตว์ร้าย พวกงูเล็กๆ ก็จะพากันเลื้อยหนีไป ไม่กล้าเลื้อยเพ่นพ่านไปที่ใด
ราวกับมีความอึดอัดแผ่ขยายปกคลุมขบวน
กระทั่งมีบางคนในขบวนที่เผลอเหยียบกิ่งไม้จนมีเสียง “แกร๊ก” ดังขึ้น ก็ยังสามารถทำให้คนทั้งขบวนรู้สึกตึงเครียดขึ้นมาจนขนลุกขนชันไปหมด
ท่านราชครูรู้สึกว่าการเดินทางครั้งนี้ไม่ได้มีอันตรายร้ายแรงอะไร เขาในฐานะอาจารย์ ไม่อาจทำตัวใจฝ่อได้ จึงได้เริ่มเล่าเื่ให้ทุกคนฟัง
“นานมาแล้วมีงูขาวตัวหนึ่งได้ถูกชายเลี้ยงวัวช่วยชีวิตเอาไว้ ห้าปีผ่านไป งูขาวตัวนั้นก็ได้แปลงกายเป็โฉมงามคนหนึ่ง แล้วจึงเดินทางมาทดแทนบุญคุณ ชายเลี้ยงวัวยามนั้นได้กลายเป็ท่านหมอหนุ่ม เมื่อได้พบงูขาวที่ได้กลายร่างมาเป็สตรีก็ตกหลุมรักทันทีั้แ่แรกเห็น ต่อมาพวกเขาทั้งสองจึงได้แต่งงานกัน” นิทานเื่นี้ท่านราชครูได้ยินมาจากจ้งเยียนศิษย์ของตน ส่วนศิษย์ของเขาก็ได้ยินมาจากองค์หญิงอีกที
ท่านราชครูจริงๆ แล้วก็นึกเย้ยหยันเื่การตอบแทนพระคุณนี้ เื่มนุษย์กลับชาติมาเกิด สัตว์ร้ายบำเพ็ญตนจนกลายมาเป็มนุษย์ รู้สึกว่ามันน่าจะมีความหมายโดยนัย
ยามนี้เขาจึงได้เล่าเื่นี้ขึ้นมา
แน่นอนว่าเมื่อท่านราชครูเล่าเื่นี้ขึ้นมาแล้ว คนในขบวนก็พากันวิจารณ์เื่นี้ขึ้นมาอย่างออกรสออกชาติ
“ท่านอาจารย์ งูขาวตัวนั้นกลายมาเป็คนได้จริงๆ หรือ แล้วงูขาวตัวนั้นยาวเพียงใดกัน แล้วอ้วนเท่าใด แล้วขาวแค่ไหนเล่า” เฉินโย่วนึกสงสัย จึงได้เอาแต่ถามท่านอาจารย์ไม่หยุด
ท่านราชครูก็แทบจะศีรษะะเิ เขาเองก็เคยได้ยินมาเพียงเท่านี้ เนื้อหาที่แท้จริงเป็เช่นไรเขาจะไปรู้ได้อย่างไรเล่า
เสียงหัวเราะอย่างสนุกสนานดังมาตลอดทาง ไม่นานก็มาถึงยอดเขา
บนยอดเขามีที่ราบอย่างที่เคยได้ยิน
ทั้งยังมีเรือนอีกหลังหนึ่ง
เรือนหลังนี้ดูไปแล้วก็ยังค่อนข้างใหม่
ที่แห่งนี้ก็นับว่ายอดเยี่ยมนัก พื้นดินราบเรียบก็เื่หนึ่ง กระทั่งต้นหญ้าที่งอกขึ้นมาก็ยังงดงาม บริเวณโดยรอบยังล้อมไปด้วยต้นไม้ใหญ่ บรรยากาศช่างงดงามน่าชม ฟังเสียงน้ำไหลแว่วมากับลม ต่อให้เป็คนที่คำนวณเื่ฮวงจุ้ยไม่เป็ ก็ยังรู้ว่าฮวงจุ้ยของที่นี่ดียิ่งนัก
มีเพียงเื่เดียวคือที่นี่เงียบเกินไป กระทั่งงูสักตัวก็ยังไม่มี
มีเพียงเฉินโย่วที่ไม่สนใจอะไร รีบผลักประตูเข้าไปในเรือนทันที คนอื่นคิดจะห้ามก็ห้ามไม่ทันเสียแล้ว
ทันใดนั้นก็มีเสียงร้องดังแว่วออกมาจากตัวเรือน “อ๊ากๆๆ!”
เสียงนั้นทำเอาทั้งขบวนพลอยใจหล่นวูบ รีบพากันวิ่งเข้าไปในเรือนทันที
เมื่อประตูเปิดออกจึงได้เห็นว่าในเรือนมีงูั์สีขาวอยู่ งูตัวนั้นน่าจะยาวนับสิบฉื่อ ทั้งยังลำตัวหนายิ่งกว่าขาของผู้ใหญ่คนหนึ่งเสียอีก ทว่าหางของงูตัวนั้นกลับสะบัดไปมาไม่หยุด
เพราะหัวของมันยามนี้ได้ถูกเฉินโย่วจับกุมไว้แล้ว
เฉินโย่วกอดหัวงูตัวนั้นไว้ด้วยท่าทางตื่นเต้น พร้อมทั้งะโบอกคนอื่นๆ เสียงดัง “ ท่านอาจารย์ ท่านน้า พี่ชาย มานี่เร็ว ข้าจับแม่นางงูขาวได้แล้ว!”
