หวาชิงเสวี่ยกุมถ้วยแก้วทรงกลมไว้ในมือ ลูบไล้อย่างแ่เบา
ถ้วยแก้วใบนี้มีลักษณะเป็ทรงกลม ท้องกลมใหญ่ๆ ด้านข้างมีปากแก้วเล็กๆ มีขนาดใหญ่กว่าเหรียญทองแดงเพียงเล็กน้อย ผนังแก้วเรียบเนียนเสมอกันและโปร่งใสมากจนมองเห็นฟองอากาศจำนวนมากอยู่ด้านใน แม้จะเทียบกับแก้วในยุคปัจจุบันไม่ได้ แต่ก็ใสกว่าเครื่องแก้วสองชิ้นที่อาจารย์ซ่งนำมาอย่างยิ่ง
“เ้าทำมันขึ้นมาได้อย่างไร?” หวาชิงเสวี่ยถาม
ซูเส้าเหวินรู้สึกประหม่าเล็กน้อย ตอบกลับมาว่า “ข้า...ข้าใส่ทรายแม่น้ำลงไปด้วย...”
ที่แท้ก็คือทรายแม่น้ำ
หวาชิงเสวี่ยเข้าใจในทันที ส่วนประกอบหลักของทรายแม่น้ำคือแร่ควอตซ์ ซึ่งเป็หนึ่งในวัตถุดิบหลักสำหรับการผลิตแก้ว
เหตุผลที่เมื่อครู่นี้หวาชิงเสวี่ยบอกว่าเป็การเข้าใจผิดก็เพราะนางจำส่วนประกอบของแก้วผิดไป
ถึงในสมัยโบราณจะมีแก้ว แต่ก็ทำได้แค่แก้วไม่โปร่งใสจากตะกั่วแบเรียมเท่านั้น แก้วตะกั่วแบเรียมมีสีสันสดใสสวยงาม ไม่ว่าจะนำไปทำของตกแต่งหรือเครื่องประดับ ก็ได้รับความนิยมมาก แก้วชนิดนี้แตกง่าย ทนความร้อนได้ไม่ดี และทนต่ออุณหภูมิร้อนเย็นที่เปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันไม่ได้ จึงเอาไปทำได้เพียงเครื่องประดับและของตกแต่ง แต่นำมาทำเป็ภาชนะไม่ได้
ดังนั้น หวาชิงเสวี่ยจึงบอกอาจารย์ซ่งไปตรงๆ ว่าเขาไม่สามารถทำได้
ไม่ใช่เื่ของทักษะ แต่เป็เพราะวัตถุดิบตั้งต้นมันไม่ถูกต้อง
เดิมทีหวาชิงเสวี่ยผิดหวังไปแล้ว แต่ไม่คิดว่าลูกศิษย์ตัวน้อยของอาจารย์ซ่งคนนี้ จะคิดทำแก้วทรงกลมแบบนี้ออกมาได้ แถมปากแก้วยังเล็กอีกด้วย
ขวดแก้วที่อาจารย์ซ่งทำนั้น ปากขวดก็เล็กเช่นกัน แต่เมื่อดูอย่างละเอียดจะพบว่าคอขวดและตัวขวดนั้นมันคนละส่วนกัน ที่นำมาประกอบติดกันหลังจากทำเสร็จแล้ว ในขณะที่ขวดทรงกลมที่ซูเส้าเหวินทำเป็ชิ้นเดียวกัน ซึ่งถือว่ายากมาก
หวาชิงเสวี่ยถามเขาอีกว่า “เ้าทำปากแก้วให้เล็กแบบนี้ได้อย่างไร?”
การทำแก้วในสมัยโบราณใช้วิธีหลอมขึ้นมา จึงไม่สามารถทำปากแก้วให้เล็กแบบนี้ได้
วิธีการหลอมก็คือ การนำวัตถุดิบต่างๆ ที่ใช้ทำแก้วมาบดเป็ผง ใส่ลงในแม่พิมพ์ดิน แล้วนำไปเผาด้วยอุณหภูมิสูงเพื่อให้แก้วหลอมละลาย เมื่อเย็นลงจึงนำแม่พิมพ์ออก แล้วนำมาขัดแต่งอีกครั้ง
วิธีการนี้ก็เหมือนกับการแปรรูปเครื่องใช้จากสำริด ซึ่งมีต้นทุนสูงมาก ความประณีตของรูปทรงก็ขึ้นอยู่กับความประณีตของแม่พิมพ์ บางครั้งเครื่องแก้วชิ้นหนึ่ง ต้องใช้แม่พิมพ์ที่แตกต่างกันหลายสิบชิ้น เมื่อถอดพิมพ์แล้วก็ต้องนำมาประกอบเข้าด้วยกัน จึงเป็ไปไม่ได้ที่จะทำแก้วให้มีลักษณะกลวงด้านในแบบนี้
ซูเส้าเหวินไม่กล้าปิดบัง รีบตอบอย่างระมัดระวัง “ข้าทำแก้วทรงกลมขึ้นมาก่อนอันหนึ่ง แล้วใส่ของเหลวสำหรับหลอมแก้วที่อุณหภูมิลดต่ำลงเข้าไป จากนั้นใช้ลวดโลหะแขวนไว้ รอจนของเหลวนั้นเย็นจนแข็งสนิทเป็ทรงที่้าแล้ว ก็ใช้ลวดโลหะนั้นเคาะแก้วทรงกลมด้านในให้แตกออกทีละนิด”
หวาชิงเสวี่ยเบิกตาโตด้วยความใ นางไม่คิดว่าซูเส้าเหวินจะใช้วิธีที่ซับซ้อนเช่นนี้!
เขาใส่แก้วทรงกลมเข้าไปในของเหลวที่กำลังจะแข็งตัว แล้วบีบให้เป็รูปทรงเครื่องแก้วที่้า จากนั้นรอให้แก้วเย็นตัวลงและเมื่อแข็งตัวแล้ว ลูกแก้วทรงกลมที่อยู่ข้างในจะไม่สามารถนำออกมาได้! เขาจึงเคาะมันให้แตก แล้วค่อยๆ เอาเศษแก้วออกทีละเล็กทีละน้อย!
วิธีนี้ต้องใช้ความระมัดระวังในการออกแรง มุม และทักษะอย่างมาก เพราะหากพลาดเพียงนิดเดียว อาจจะทำให้ถ้วยแก้วด้านนอกแตกได้!
หวาชิงเสวี่ยถือถ้วยแก้วในมือ พลางครุ่นคิด
การที่จะให้ช่างทำแก้วมาทำหลอดทดลอง บีกเกอร์ และขวดปริมาตรกลั่นที่ตน้าโดยตรงนั้น เป็ไปไม่ได้อย่างแน่นอน
เพราะสิ่งที่นาง้าคือแก้วโซดาไลม์ [1] ที่ทนความร้อนได้ ไม่ใช่แก้วตะกั่วแบเรียมสีสันสดใส
ดังนั้น สิ่งแรกที่นางต้องแก้ไขคือปัญหาเื่วัตถุดิบ
ประการที่สอง คือกระบวนการผลิต
การหลอมนั้นไม่ใช่วิธีที่เหมาะสม วิธีที่ดีที่สุดในการทำภาชนะคือวิธีเป่าขึ้นรูปแก้ว วิธีนี้ไม่ต้องแกะสลักแม่พิมพ์ ต้นทุนต่ำ ผลผลิตสูง เป็วิธีที่ช่างทำแก้วฝั่งตะวันตกใช้กันอย่างแพร่หลาย
หวาชิงเสวี่ยคิดอย่างจริงจัง ซูเส้าเหวินก็ยืนอยู่ข้างๆ ด้วยความกังวล ไม่กล้าส่งเสียงรบกวน
เมื่อเหลียงเหวินเฉิงเดินเข้ามา หวาชิงเสวี่ยจึงได้สติกลับคืนมา
“ท่านอาจารย์ ข้าส่งคนกลับไปแล้วขอรับ” เหลียงเหวินเฉิงยิ้มพลางเหลือบมองซูเส้าเหวิน แล้วถามว่า “แล้วจะจัดการน้องชายผู้นี้อย่างไรดี?”
ซูเส้าเหวินถูกเรียกชื่อ ใบหน้าก็แดงก่ำ ดูเหมือนว่าจะเขินอายมาก
หวาชิงเสวี่ยคิดอยู่ครู่หนึ่ง มองไปที่ซูเส้าเหวิน แล้วพูดด้วยรอยยิ้ม “พักอยู่ที่นี่ก่อนแล้วกัน รอให้เตาหม้อหลอมเสร็จแล้วค่อยเริ่มงาน”
ซูเส้าเหวินถามอย่างประหม่าว่า “...ข้าต้องทำอะไรบ้างขอรับ?”
“ทำแก้วอย่างไรละ” หวาชิงเสวี่ยหัวเราะ “แต่วิธีการอาจจะแตกต่างจากเดิมเล็กน้อย ข้ามีวิธีการแบบใหม่ แต่เ้าต้องไปลองผิดลองถูกเองนะ”
เหลียงเหวินเฉิงชะงักไป “ท่านอาจารย์ ท่านจะไม่สอนเขาหรือ?”
“ข้าสอนไม่ได้” หวาชิงเสวี่ยถอนหายใจเพราะจนใจ “ข้ารู้แต่วิธี แต่ทำไม่เป็”
เหมือนกับรู้ว่าต้องขี่จักรยานอย่างไร แต่ถ้าให้ไปขี่จริง หากไม่ล้มบ้างก็คงจะไม่ได้เรียนรู้จากการลงมือทำ
การเป่าขึ้นรูปแก้วก็เช่นกัน หวาชิงเสวี่ยรู้วิธี เข้าใจหลักการ แต่ถ้าให้ลงมือเป่าจริง อาจจะสู้ซูเส้าเหวินไม่ได้
“ข้า...ข้ายินดีเรียนขอรับ!” ซูเส้าเหวินกล่าวด้วยใบหน้าแดงก่ำ
“ข้าก็เรียน!” เหลียงเหวินเฉิงรีบแทรกขึ้นมา
หวาชิงเสวี่ยหัวเราะ “ทางค่ายอาวุธไฟต้องมีเ้าดูแล ต้องทำให้เสร็จก่อนเข้าฤดูใบไม้ร่วง หลังจากนั้นเรายังต้องสกัดวัตถุดิบให้บริสุทธิ์ ปรับปรุงะเิอสนีบาต ผลิตจรวด ปืนใหญ่ ปืนไฟ...ตอนนั้นจะยุ่งมากแน่”
เมื่อเหลียงเหวินเฉิงได้ยินเช่นนั้นก็ยิ้มกว้าง ดวงตาเต็มไปด้วยความคาดหวัง
หวาชิงเสวี่ยให้เหลียงเหวินเฉิงดูแลซูเส้าเหวิน ส่วนตัวเองก็ไปตรวจสอบความคืบหน้าของค่ายอาวุธไฟ เมื่อมองสิ่งปลูกสร้างที่สร้างเสร็จไปทีละหลัง นางก็รู้สึกทั้งตื่นเต้นและหดหู่ใจเล็กน้อย
การทดลองทุกครั้ง จะต้องเดินหน้าสู่ความสำเร็จจากการล้มเหลวนับครั้งไม่ถ้วน
ถึงแม้ว่าตนจะเตรียมใจมานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว แต่ก็ยังกังวลว่าจะล้มเหลว...
วันนี้ไม่ได้เห็นแก้วแบบที่้าจิตใจของนางจึงหดหู่เล็กน้อย
เพราะความผิดพลาดของตนเอง นางลืมความแตกต่างระหว่างแก้วสองชนิด ไม่ได้คิดอย่างถี่ถ้วนก็ให้ฟู่ถิงเย่ไปสืบข่าว เชิญคนมา สุดท้ายก็เสียแรงเปล่า
เฮ้อ...
ตอนนี้หวาชิงเสวี่ยทำได้เพียงฝากความหวังไว้กับลูกศิษย์ตัวน้อยคนนั้น ในเมื่อเขามีความสามารถในการคิดค้นทำสิ่งใหม่ๆ เช่นนี้ ก็หวังว่าเขาจะสามารถเรียนรู้วิธีการเป่าขึ้นรูปแก้วได้โดยเร็ว...
ความจริงแล้ว ในความทรงจำของหวาชิงเสวี่ย ช่างเป่าขึ้นรูปแก้วที่ชำนาญคนหนึ่ง ยังต้องใช้เวลาฝึกฝนไม่ต่ำกว่าสองหรือสามปี
เมื่อคิดถึงเื่นี้แล้ว หวาชิงเสวี่ยก็ยิ่งหดหู่
เพราะนางรอนานขนาดนั้นไม่ได้...
...
รถม้าเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างช้าๆ แสงแดดภายนอกก็ยังคงร้อนระอุ
หวาชิงเสวี่ยออกไปข้างนอกมาครั้งหนึ่ง ก็รู้สึกว่าเหงื่อไหลท่วมตัว เหนียวไปหมด ไม่สบายตัวเป็ที่สุด
อารมณ์ก็ยิ่งขุ่นมัว
ตอนนี้ สิ่งที่นาง้ามากที่สุดคือการกลับบ้านโดยเร็ว ถอดเสื้อผ้าที่เปียกเหงื่อออก แล้วลงไปแช่ในน้ำเย็น!
อู๋จั๋ว ทหารองครักษ์ที่นำขบวนรถม้าอยู่ด้านนอกถามนาง “แม่นางหวา ข้างหน้าเป็ทางแยก จะไปที่ค่ายทหารก่อนหรือไม่ขอรับ?”
หวาชิงเสวี่ยชะงักไปเล็กน้อย
ความหมายขององครักษ์คนนี้ชัดเจนมากก็คือ้าให้นางไปหาท่านแม่ทัพใหญ่
เมื่อก่อน ฟู่ถิงเย่จะกลับเข้าเมืองเพื่อมาหาหวาชิงเสวี่ยทุกสองสามวัน แต่่นี้ไม่รู้ว่างานยุ่งหรือไม่ หวาชิงเสวี่ยจึงไม่ได้เจอหน้าฟู่ถิงเย่มาสักพักแล้ว
หวาชิงเสวี่ยเท้าคางครุ่นคิด นานๆ ออกมาข้างนอกที ไปดูหน่อยก็แล้วกัน...
่คบหากันอยู่เช่นนี้ ควรจะเป็ทั้งผู้ให้และผู้รับ ไม่ควรมีแต่เขาที่มาหานางเสมอไป นางก็ควรจะไปหาเขาบ้าง
มุมปากของหวาชิงเสวี่ยอดที่จะยกยิ้มขึ้นมาไม่ได้ คิดในใจว่าถ้าตนไปหาเขากะทันหัน จะทำให้เขาประหลาดใจหรือไม่?
เมื่อรถม้ามาถึงค่ายชิงโจว หวาชิงเสวี่ยก็ตรงไปยังกระโจมของฟู่ถิงเย่ แต่กลับไม่พบใคร
“แม่นางหวา ท่านแม่ทัพไปที่ลานฝึกแล้วขอรับ” ทหารที่อยู่หน้ากระโจมบอกนาง
ไปที่ลานฝึก? อากาศร้อนขนาดนี้ยังไปลานฝึก เขาไม่กลัวผื่นร้อนขึ้นหรืออย่างไร?
หวาชิงเสวี่ยจึงไปยังลานฝึก
ค่ายทหารใหญ่โตมาก หวาชิงเสวี่ยเดินไปเรื่อยๆ เหงื่อก็ไหลท่วมตัวอีกครั้ง
ระหว่างทางเดินผ่านกระโจมหลังหนึ่ง ด้านนอกมีทหารในเครื่องแบบที่แตกต่างจำนวนมากเฝ้าระวังอยู่ ดูไม่เหมือนทหารของต้าฉี
หวาชิงเสวี่ยรู้สึกแปลกใจ อดไม่ได้ที่จะมองดูอีกครั้ง
“พวกเขาเป็ใครกัน?” นางถามอู๋จั๋ว องครักษ์ที่อยู่ข้างๆ
“เป็ทหารของหนานจ้าวขอรับ”
ถึงแม้จะได้คำตอบแล้ว แต่ความสงสัยในใจของนางกลับไม่ลดลงแม้แต่น้อย เพราะนางไม่รู้ด้วยซ้ำว่าหนานจ้าวเป็ที่แบบไหน...
เมื่อใกล้ถึงลานฝึก ก็พบว่าทหารของหนานจ้าวมีจำนวนมากขึ้น พวกเขายืนอยู่บริเวณลานฝึกร่วมกับทหารของต้าฉี แม้แดดจะร้อน แต่ทหารเหล่านี้ก็ยืนนิ่งเหมือนต้นไม้
ด้านตะวันออกและตะวันตกของลานฝึกมีโครงไม้ตั้งอยู่ บนโครงไม้นั้นมีอาวุธต่างๆ วางเรียงราย ส่วนตรงกลางลานฝึก มีชายหญิงคู่หนึ่งกำลังประลองกัน
ชายร่างสูงใหญ่กำยำ เห็นได้ชัดว่าเป็ฟู่ถิงเย่
ส่วนหญิงนางนั้นมีรูปร่างสูงโปร่งและมีทรวดทรงองค์เอว สวมใส่ชุดของชนเผ่าต่างแดน ปลายแขนเสื้อและรอบเอวประดับด้วยแผ่นทองเหลืองเป็ประกาย เมื่อเคลื่อนไหวก็สะท้อนแสงแวววับสะดุดตาอย่างยิ่ง
ด้วยระยะที่ห่างกัน ทำให้หวาชิงเสวี่ยมองไม่เห็นใบหน้าของหญิงผู้นั้น เพียงแค่หุ่นที่เย้ายวนก็รู้สึกได้ว่านางเป็หญิงงามที่สวยสะพรั่ง
หวาชิงเสวี่ยยืนดูอยู่เงียบๆ สักพัก
อาวุธของฟู่ถิงเย่คือดาบยาว ส่วนอาวุธของหญิงนางนั้นคือดาบวงพระจันทร์สองเล่ม ทั้งสองคนกำลังฝึกซ้อมอยู่ในลานฝึก บางครั้งก็มีเสียงโลหะกระทบกันดังเป็ระยะ
ฟู่ถิงเย่เงื้อดาบยาวฟันลงมา หญิงนางนั้นก็หลบหลีกไปอย่างว่องไวราวกับงู แล้วเหวี่ยงดาบวงพระจันทร์ของตนออกไป!
ฟู่ถิงเย่เบี่ยงหลบไปด้านข้าง ในชั่วพริบตา ด้ามดาบก็กระแทกไปที่ข้อมือของหญิงนางนั้น ดาบโค้งในมือขวาของนางกระเด็นออกไปทันที
บางครั้งทหารที่อยู่ด้านข้างก็ส่งเสียงโห่ร้องว่าดีออกมา
หวาชิงเสวี่ยขมวดคิ้ว
นางดูกระบวนท่าในการประลองของทั้งสองคนไม่ออก แต่พอจะมองออกว่าฟู่ถิงเย่ได้เปรียบเล็กน้อย แต่หญิงผู้นั้นกลับมีความอดทนสูง และรุกเร็วแรงขึ้นเรื่อยๆ แม้จะโดนโจมตีจนดาบหลุดมือไปแล้ว ก็ยังไม่มีท่าทียอมถอยแม้แต่น้อย
จนกระทั่งดาบโค้งเล่มสุดท้ายของหญิงผู้นั้นถูกฟู่ถิงเย่ฟันจนขาด!
ร่างของนางเสียหลักล้มลงไปกองกับพื้นลานฝึก ทำให้ฝุ่นสีขาวขุ่นฟุ้งกระจายขึ้นมา
ฟู่ถิงเย่ยื่นมือออกไปรับนางลุกขึ้น แต่ดูเหมือนว่านางจะได้รับาเ็ จึงเซไปข้างหน้า แล้วล้มลงในอ้อมแขนของฟู่ถิงเย่—
ฟู่ถิงเย่ประคองเอวของนางไว้มั่น ทหารสองคนก็วิ่งมาจากด้านนอกลานฝึก รับหญิงผู้นั้นออกจากอ้อมแขนของฟู่ถิงเย่
“องค์หญิงของแคว้นหนานจ้าว ชื่อว่าอูซินเหยา ครั้งนี้ดูเหมือนว่าจะมาขอความช่วยเหลือจากต้าฉี” อู๋จั๋วที่อยู่ข้างๆ พูดกับหวาชิงเสวี่ย
หวาชิงเสวี่ยละสายตาจากมือใหญ่ที่อยู่บนเอวของอูซินเหยา แล้วพยักหน้าช้าๆ “อ้อ”
นางหันหลังเดินจากไป
อู๋จั๋วรีบเดินตามนางมา แล้วถามว่า “แม่นางหวา ไม่ไปพบท่านแม่ทัพหรือ?”
“หา?” หวาชิงเสวี่ยลังเลเล็กน้อย กล่าวว่า “ท่านไม่ได้บอกว่า องค์หญิงของหนานจ้าวมาขอความช่วยเหลือหรือ? ในเมื่อท่านแม่ทัพมีเื่ต้องทำ...เช่นนั้น ข้ามาคราวหน้าก็ได้ ไปตอนนี้ก็เป็การรบกวนท่านแม่ทัพเปล่าๆ”
อู๋จั๋วได้รับคำสั่งจากฟู่ถิงเย่ให้มาดูแลความปลอดภัยของหวาชิงเสวี่ย ย่อมมีเหตุผลในการตัดสินใจ เมื่อคิดดูแล้ว หวาชิงเสวี่ยในตอนนี้ก็เหมือนอาวุธลับของท่านแม่ทัพ ไม่ควรให้คนนอกพบเห็นโดยง่าย ดังนั้นจึงไม่ออกความคิดเห็นเป็อื่น
อู๋จั๋วและทหารองครักษ์คนอื่นๆ จึงพาหวาชิงเสวี่ยกลับไปขึ้นรถม้าอีกครั้ง เดินทางกลับผานสุ่ย
หวาชิงเสวี่ยนั่งอยู่ในรถม้าตามลำพัง กำผ้าเช็ดหน้าไว้ในมือ จากนั้นเช็ดเหงื่อที่ไหลอาบหน้า
นางรู้สึกอึดอัดและร้อนรุ่ม จิตใจหงุดหงิดอย่างไร้เหตุผล ภาพเอวอ่อนนุ่มขององค์หญิงหนานจ้าวที่ไร้ซึ่งสิ่งปกปิด แขนเรียวบางที่สวมกำไลอัญมณี แผ่นทองคำที่ส่องประกายแวววาว และมือของฟู่ถิงเย่ที่ลูบไล้ผ่านผิวกายสีน้ำผึ้งก็ผุดขึ้นมาในหัวเป็ระยะ...
นางเม้มปาก รู้สึกอึดอัดมากขึ้น...
——————————————————————
[1]แก้วโซดาไลม์(钠钙玻璃)เป็แก้วที่พบได้ทั่วไปและผลิตในปริมาณมากที่สุดในโลก มีส่วนผสมหลักคือ ซิลิกา โซเดียมออกไซด์ และแคลเซียมออกไซด์ ซึ่งช่วยลดจุดหลอมเหลวและเพิ่มความแข็งแรงของแก้ว ทำให้เหมาะสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวันและอุตสาหกรรมที่้าผลิตภัณฑ์ในราคาประหยัด
