เล่มที่ 6 บทที่ 168 คุณความดีใหญ่หลวง
‘แต่ไม่ว่าจะถูกปอกลอกเท่าใด มันก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเขาเสียหน่อย’
เจียงหลีลูบจมูกน้อยๆ ระหว่างเดินออกจากร้านหลอมอาวุธ
หลังจากออกมาก็เห็นแถวที่ยาวสุดลูกหูลูกตา เกรงว่าปลายแถวคงจะอยู่ถัดออกไปอีกสองซอยเลยทีเดียว บัดนี้มีผู้บำเพ็ญยืนออกันอย่างเนืองแน่น มืดฟ้ามัวดินไปหมด
เมื่อออกมาด้านนอก เจียงหลีก็ทำเป็ไม่พูดไม่จา
จากนั้นก็ชักกระบี่สีดำออกมา ก่อนจะท่องเคล็ดวิชาในใจ และสะบั้นกระบี่อย่างที่ทำเมื่อครู่อีกครั้ง…
ทันใดนั้นแผ่นดินก็เกิดสั่นไหว เพียงครู่เดียวปฐีก็แตกออกเป็ร่องใหญ่และลึก…
หลังจากเห็นผลลัพธ์แล้ว เจียงหลีก็เก็บกระบี่เข้าฝัก ก่อนจะเอามือไขว้หลัง มองบรรดาผู้บำเพ็ญทั้งหลายที่กำลังตกตะลึงด้วยสายตาเวทนา
“ข้าเห็นว่าทุกท่านมีพร์ จึงคิดจะฝากความปลอดภัยของแถบทะเลอูไห่ให้ทุกท่านดูแล และข้ามีเคล็ดวิชากระบี่อยู่เล่มหนึ่ง สามารถเอาชนะได้ทุกมารปีศาจ แม้แต่ดวงเดือนและดวงตะวันก็ยังสามารถสะบั้นลงมาได้ เพียงสามหมื่นหินิญญาเท่านั้น วิชากระบี่หลิงเป่าก็จะเป็ของท่าน”
เพียงพริบตาเดียวเท่านั้น เหล่าผู้บำเพ็ญก็รีบกรูเข้ามายืนออทันที
เหล่าคนที่ต่อแถวอยู่นั้น ล้วนเป็ผู้บำเพ็ญที่มีสายตาไม่ธรรมดาทั้งสิ้น ดังนั้นเมื่อตอนที่เจียงหลีสะบั้นกระบี่จนเกินแผ่นดินไหว พวกเขาก็ย่อมดูออกว่าเคล็ดวิชานี้ร้ายกาจเพียงใด
ทว่าเพื่อเคล็ดวิชาที่ร้ายกาจเพียงนี้เนี่ยนะ ถึงขั้นยอมตัดใจขายเลยหรือ?
ต่อให้เป็ศิษย์ที่เพิ่งเข้าสำนักก็ตาม ก็รู้ดีว่ายิ่งบำเพ็ญนานเท่าไร ก็จะยิ่งมีตบะพลังที่ร้ายกาจขึ้นเท่านั้น หากคิดจะหลอมอาวุธอะไรก็ล้วนไม่ใช่ปัญหา แต่สำหรับเคล็ดวิชาที่มีพลังร้ายกาจแล้ว ทุกสำนักย่อมต่างหวงแหนเก็บรักษาเป็อย่างดี ต่อให้เป็ศิษย์ในสำนักเอง ก็ยังต้องผ่านการทดสอบนับครั้งไม่ถ้วน จึงจะมีโอกาสได้เข้าถึงเคล็ดวิชาเช่นนี้ได้
‘มีหรือจะเอาออกมาขายแบบนี้ได้…’
แต่คิดไม่ถึงว่าจะมีคนนำมาขายจริงๆ แถมยังขายแค่สามหมื่นหินิญญาอีกด้วย
ไม่นานก็มีผู้บำเพ็ญคนแรกขอซื้อไป หลังจากเดินตามเจียงหลีเข้ามาในร้าน ก็ได้เคล็ดวิชากลับไปหนึ่งประโยค จากนั้นก็ใช้เวลาราวอีกหนึ่งเค่อสำหรับทำความเข้าใจ ก่อนจะยืมกระบี่ดำของเจียงหลีสะบั้นดู เพียงพริบตาเดียวถนนเบื้องหน้าก็แทบจะพินาศไปถึงสองซอยเลยทีเดียว เมื่อเห็นดังนั้นคนที่เหลือก็พากันแตกฮือเข้ามาทันที…
หนึ่งคน สองคน สามคน…
แค่่บ่ายเท่านั้น ก็มีคนซื้อเคล็ดวิชากระบี่ไปกว่าห้าสิบคนแล้ว ส่วนคนที่เหลือไม่ใช่เพราะไม่อยากซื้อ แต่พวกเขาคิดว่าซื้อไปก็ไม่มีประโยชน์ เพราะเคล็ดวิชานี้ ต้องใช้คู่กับกระบี่ของร้านหลอมอาวุธฟานซื่อเท่านั้น จึงจะสามารถสำแดงพลังรุนแรงออกมาได้ ตอนแรกก็ยังมีคนไม่เชื่ออยู่ พอหลังจากซื้อมาก็ลองใช้กับกระบี่ธรรมดา แต่ผลก็คือแม้แต่ปราณกระบี่ก็ไม่สามารถสำแดงพลังออกมาได้...
แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้ทำให้ลูกค้าที่ต่อคิวซื้อละความพยายาม
อย่างไรก็ตามร้านหลอมอาวุธฟานซื่อ ก็ขายกระบี่สิบเล่มทุกวันอยู่แล้ว หากตั้งใจต่อแถวละก็ ไม่นานก็ได้ซื้อ เมื่อถึงตอนนั้นก็ถือโอกาสซื้อเคล็ดวิชาด้วยเสียเลย หากเป็เช่นนั้นอนาคตที่สดใสก็รออยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมแล้ว...
ดังนั้นแถวที่ยาวอยู่แล้ว ก็ยาวยิ่งขึ้นไปอีก...
“แค่ครึ่งวันก็ได้หินิญญาหลักล้านเลยทีเดียว...” เจียงหลีนับกระเป๋าเฉียนคุนจนมือสั่น ‘ช่างน่าใเกินไปแล้ว’
“หากเป็แบบนี้ต่อไป เกรงว่าจะซื้อได้ทั้งเมืองวั่งไห่เป็แน่...”
หลังจากนั้นกิจการร้านหลอมอาวุธฟานซื่อก็ขายดีเป็เทน้ำเทท่ายิ่งกว่าเดิม ทุกวันจะขายกระบี่สิบเล่มและเคล็ดวิชาสิบชุด ทำให้มีรายได้หลักล้านทุกวัน หินิญญาทั้งเมืองไหลเทมาที่ร้านหลอมอาวุธแห่งนี้ราวกับน้ำหลาก กระทั่งเจียงหลีเริ่มรู้สึกว่าหากเป็เช่นนี้ต่อไป ตนเองจะต้องเป็คนแรกที่นับหินิญญาจนแขนหักแน่ๆ...
และในตอนนี้คนที่เป็กังวลก็ไม่ได้มีเพียงเจียงหลีคนเดียว...
เพราะกิจการของร้านหลอมอาวุธฟานซื่อรุ่งเรืองมาก จึงทำให้ร้านหลอมอาวุธอื่นที่อยู่ทางเหนือของเมืองวั่งไห่ซบเซาลง แล้วมีหรือที่พวกเขาจะไม่กังวลกับสิ่งที่เกิดขึ้น...
“ร้านหลอมอาวุธฟานซื่อจะรังแกกันเกินไปแล้ว ก่อนหน้านี้แค่ขายกระบี่อย่างเดียวยังไม่พอ ตอนนี้ถึงกับขายเคล็ดวิชาด้วยอีก ในหนึ่งวันขายอย่างละสิบ แต่กลับได้หินิญญาหลักล้านทุกวัน หากเป็เช่นนี้ต่อ เกรงว่าอีกไม่นานร้านเราคงต้องเจ๊งเป็แน่...”
บริเวณที่ห่างจากร้านหลอมอาวุธฟานซื่อประมาณเจ็ดถึงแปดซอย ก็คือร้านหลอมอาวุธฉวินซาน ซึ่งเป็หนึ่งในสี่ร้านหลอมอาวุธใหญ่ของเมืองวั่งไห่ และเื้ัของร้านหลอมอาวุธนี้ ก็คือสำนักเชียนซานที่กุมแปดจุดชีพจรโลหะเอาไว้ แถมร้านหลอมอาวุธฉวินซานยังมีช่างหลอมอาวุธอีกนับร้อยชีวิต เย่วซานที่เป็เ้าของร้านก็เป็ถึงปรมาจารย์หลอมอาวุธฝีมือดี โดยปกติจะขายอาวุธได้หลักหมื่นชิ้นต่อปีเลยทีเดียว แทบจะเรียกได้ว่าสี่ร้านใหญ่นี้ เป็ผู้กุมอำนาจผูกขาดการขายอาวุธในเมืองเลยก็ว่าได้
แต่บัดนี้ร้านหลอมอาวุธฟานซื่อกลับแย่งส่วนแบ่งการตลาดไปกว่าครึ่ง แล้วจะไม่ให้เย่วซานโกรธได้อย่างไร...
“เอาล่ะ เลิกตีโพยตีพายเสียที...” เพราะเย่วซานมีเนื้ออวบอูมเต็มใบหน้าจึงดูคล้ายพ่อค้าเนื้อมากกว่าช่างหลอมอาวุธ ปกติเย่วซานก็เป็คนหงุดหงิดง่ายอยู่แล้ว พอเห็นลูกศิษย์มีอาการเช่นนี้อีก ก็ยิ่งอารมณ์เสียเข้าไปอีก
“ศิษย์ทราบแล้ว...”
“เอาล่ะ เ้ากลับไปก่อนเถอะ ส่วนเื่ร้านหลอมฟานซื่อ เดี๋ยวข้าจัดการเอง”
หลังจากเห็นลูกศิษย์จากไป เย่วซานก็นวดหว่างคิ้วทันที ‘บ้าเอ๊ย ต่อหน้าลูกศิษย์ต้องแสร้งทำเป็มีแผนการในใจ แต่ความจริงกลับไม่มีเลยสักนิด ร้านหลอมฟานซื่อนี่มันผุดมาจากไหนกัน คิดจะบีบคั้นร้านหลอมอาวุธใหญ่ทั้งสี่อย่างพวกเขาให้ตายคามือเลยหรือ?...’
‘เพราะขายวันละสิบเล่ม จึงไม่ส่งผลอะไรงั้นหรือ?’’
ใช่แล้ว ร้านหลอมอาวุธฟานซื่อขายเพียงวันละสิบเล่ม...
แต่พวกเขากลับขายแพงมาก!
กระบี่ที่มีมนต์สะกดแค่เก้าสาย กลับขายเล่มละสองถึงสามหมื่นหินิญญา แถมราคายังขึ้นทุกวัน จนตอนนี้ใกล้จะทะลุเล่มละห้าหมื่นแล้วไปแล้วด้วยซ้ำ ทว่าก็ยังมีคน้าไม่ขาด มีผู้บำเพ็ญนับร้อยนับพัน รอต่อแถวซื้ออย่างล้นหลาม...
เมืองวั่งไห่ไม่ได้หญ่โตมากนัก หินิญญาจึงมีจำกัด และในตอนนี้หินเ่าั้ก็ล้วนไหลเทไปที่ร้านหลอมอาวุธฟานซื่อหมด แล้วใครจะมีเงินเหลือมาซื้อของสี่ร้านใหญ่อีกเล่า?
แถมตอนนี้ยิ่งไปกันใหญ่ ขายกระบี่อย่างเดียวไม่พอ แถมยังขายเคล็ดวิชาอีก กระบวนท่าเดียวก็สามหมื่นแล้ว หากซื้อพร้อมกระบี่อีก ในหนึ่งวันก็ได้ไปหลักล้านหินิญญาแล้ว อีกไม่นานผู้บำเพ็ญทั่วทั้งเมืองวั่งไห่คงถูกปอกลอกหมดแน่ ตอนนั้นทุกคนคงก็ไม่ต้องใช้กระบี่แล้ว เรามาใช้ใช้กิ่งไม้ฟันแทงกันเถอะ...
จริงสิ เคล็ดวิชา...
พอคิดถึงตรงนี้ จู่ๆเย่วซานก็ดวงตาเป็ประกาย ‘คิดจะขายเคล็ดวิชาใช่ไหม?’
‘ได้ ถ้าอย่างนั้นข้าจะช่วยอีกแรง!’
คิดได้ดังนั้นเย่วซานก็ไม่รอช้า เรียกศิษย์ตัวเองเข้ามาทันที หลังจากกระซิบกระซาบเสียงเบา สีหน้าลูกศิษย์ที่เหงาหงอยก็พลันแช่มชื่นขึ้นทันที ก่อนจะตอบรับแล้วรีบออกไปจัดการ...
“ไม่เลวเลยนี่ๆ การเผยแพร่การเรียนรู้อย่างไม่มีเงื่อนไขเช่นนี้ ข้าผู้แซ่เย่ว ช่างมีคุณความดีใหญ่หลวง...”
พูดจบเซ่วซานก็ะเิหัวเราะออกมาเสียงดัง
“อาจารย์อาๆ เกิดเื่แล้ว!” สองวันผ่านไป เจียงหลีก็กระวีกระวาดหน้าตื่นวิ่งเข้ามาในร้านหลอมอาวุธ
“เป็อะไรอีก?” หลินเฟยที่เพิ่งเสร็จจากการโคจรพลังประวันจำ บัดนี้กำลังยิ้มน้อยๆพร้อมกับมองเจียงหลีที่มีสีหน้าแตกตื่น
“เคล็ดวิชา...” เจียงหลีกลืนน้ำลายอย่างยากเย็นก่อนจะเอ่ยออกมา
“มีคนขโมยวิชาไปขาย!”
“ไหวตัวเร็วดีนี่...” หลินเฟยได้ยินดังนั้นก็หัวเราะออกมา คนพวกนี้ถือว่าไหวพริบไม่เลวเลยทีเดียว แค่ไม่กี่วันก็รู้จักโต้กลับแล้ว
แต่ไม่เป็ไร ก่อนที่จะขายเคล็ดวิชาหลิงเป่า หลินเฟยก็รู้อยู่แล้วว่าจะเกิดเื่เช่นนี้
-----------------------------------------------------------------------------------------------
