วางแผนซ้อนแผน!
หลังจากเรียนไปได้สองคาบใน่เช้า
เสียงลำโพงวิทยุที่คุ้นเคยทว่าแสนห่างเหินก็ดังขึ้นเป็สัญญาณกายบริหาร่พัก หลิวหยูถงเดินออกจากห้องเรียนพร้อมกับนักเรียนคนอื่นๆ ในชุดเครื่องแบบนักเรียน
เมื่อมองไปยังกลุ่มนักเรียนจำนวนมหาศาลที่ยืนเต็มลานสนามหญ้า หลิวหยูถงรู้สึกเพียงอย่างเดียวคือ... ทั้งที่ส่วนใหญ่ไม่รู้จักกัน แต่กลับดูเหมือนคนรู้จักกันไปหมด
ความรู้สึกคุ้นเคยนี้ ไม่ใช่เพราะเธอได้กลับมาเจอเพื่อนร่วมรุ่นเก่าๆ แต่เป็เพราะการแต่งตัวและทรงผมที่ให้ความรู้สึก "เหมือนเคยเห็นที่ไหนมาก่อน" อย่างบอกไม่ถูก
นักเรียนหญิงส่วนใหญ่ไว้ผมม้าหนาเตอะ ส่วนนักเรียนชายแทบจะเป็พิมพ์นิยมเดียวกันคือผมม้าปัดข้าง ยาวจนเกือบจะทิ่มตา
แม้แต่ตัวหลิวหยูถงเอง ตอนนี้ก็อยู่ในลุคผมม้าเต่อถักเปียม้าขยับตามจังหวะ
ถ้าเธอไม่มั่นใจว่าตัวเองไม่ได้เป็โรคจำหน้าคนไม่ได้ เธอคงกลัวว่าจะทักคนผิดเข้าจริงๆ
“กายบริหารนักเรียนมัธยมทั่วประเทศ ชุดที่ 3 ระบำแห่งวัยเยาว์ ยุคสมัยกำลังเรียกหา...”
หลิวหยูถงขยับร่างกายอย่างเก้งก้างทำท่ากายบริหารไปตามจังหวะ
ท่าทางพวกนี้เธอคืนครูไปหมดตั้งนานแล้ว
แน่นอนว่าไม่ใช่แค่เธอคนเดียวที่เป็แบบนี้ เพื่อนคนอื่นๆ ในห้องก็ทำตัวเหมือนซอมบี้ไร้ิญญา โยกย้ายไปส่งๆ เท่านั้น
แถมยังมีบางคนที่ไม่ยอมอยู่นิ่ง
ใน่จังหวะเปลี่ยนท่า มีคนจงใจยื่นมือไปกระชากผมผู้หญิงข้างหน้า แล้วใช้เท้าเตะก้นและขาของเธอ
เด็กสาวคนนั้นเสียหลักเซจนเกือบจะล้มลง
แต่ถึงจะถูกรังแกขนาดนี้ เธอก็ไม่กล้าปริปากสักคำ ได้แต่กัดริมฝั่งปากและแอบเช็ดน้ำตาเงียบๆ
เด็กสาวคนนี้ชื่อ อวี๋ซิน
เธอมาจากชนบทเหมือนกับหลิวหยูถง อยู่อย่างโดดเดี่ยวไร้ที่พึ่ง เติบโตมากับคุณยาย ทำให้เป็คนขาดความมั่นใจและขี้ขลาดอย่างยิ่ง
เพราะนิสัยอ่อนแอ ทั้งสองคนจึงมักถูก จ้าวซู เพื่อนร่วมห้องรังแกอยู่เสมอ
ทุกครั้งที่ทำกายบริหาร จ้าวซูมักจะมายืนข้างหลังพวกเธอและหาเื่แกล้งเพื่อฆ่าเวลาไปวันๆ
อาจเป็เพราะเมื่อวานหลิวหยูถงยอมให้ความร่วมมือเป็อย่างดี วันนี้ตลอดทั้งเช้าจ้าวซูเลยยังไม่มาหาเื่เธอ
หลังจบกายบริหาร
จ้าวซูยังไม่ยอมปล่อยอวี๋ซินไป เธอถือชอล์กเตรียมจะเขียนหน้าอวี๋ซินเล่น
อวี๋ซินพยายามขัดขืน แต่เธอตัวคนเดียวจะไปสู้จ้าวซูกับลูกน้องอีกสองคนได้อย่างไร
พอจ้าวซูขู่เพียงนิดเดียว อวี๋ซินก็ไม่กล้าขยับ ได้แต่ร้องไห้ยอมให้พวกนั้นวาดรูปเต่าบนใบหน้า
หลิวหยูถงใช้โทรศัพท์อีกเครื่องที่แอบไว้ แอบถ่ายเหตุการณ์นี้เอาไว้เงียบๆ
ก่อนจะเตรียมตัวกลับห้องเรียน
ไม่ใช่ว่าเธอไม่อยากช่วยอวี๋ซินจากการบูลลี่ แต่เธอรู้ดีว่าเดี๋ยวจะมีคนยื่นมือเข้ามาจัดการเอง
และก็จริงอย่างที่คิด
ในขณะที่พวกจ้าวซูกำลังหัวเราะชอบใจขณะวาดหน้าอวี๋ซิน จู่ๆ เสียงของนักเรียนชายคนหนึ่งก็ดังขึ้น
“พวกเธอทำอะไรกันน่ะ!”
พอจ้าวซูเห็นนักเรียนชายคนนั้น ก็รีบเอาชอล์กสีแดงซ่อนไว้ข้างหลัง ทำเป็ใจดีสู้เสือพูดว่า “เปล่านี่ พวกเราแค่เล่นกันเฉยๆ!”
พูดจบเธอก็หันไปมองอวี๋ซิน “อวี๋ซิน เธอว่าใช่ไหม?”
อวี๋ซินที่กลัวจ้าวซูอยู่แล้วได้แต่พยักหน้า: “อื้ม พี่จ้าวซูแค่เล่นสนุกกับฉันน่ะ”
หลินปิน มองอวี๋ซินสลับกับพวกจ้าวซู เขาไม่ได้พูดอะไรมาก แค่หยิบกระดาษจดหมายที่พับเป็รูปหัวใจออกมาจากกระเป๋า แล้วโยนคืนให้จ้าวซูหน้าตาเฉย
“คราวหลังไม่ต้องให้คนเอาไอ้นี่มาส่งให้ฉันอีกนะ”
การถูกโยนจดหมายรักคืนต่อหน้าสาธารณชนทำให้หน้าของจ้าวซูแดงก่ำด้วยความอับอาย
เธอแอบชอบหลินปินมานานเกือบจะทั้งห้องรู้เื่นี้ดี แต่หลินปินกลับเมินเฉยมาตลอด
เห็นว่าใกล้จะจบ ม.6 แล้ว เธอจึงรวบรวมความกล้าให้ลูกน้องไปส่งจดหมายรักให้
ไม่นึกเลยว่าหลินปินจะไม่แม้แต่จะเปิดอ่าน แถมยังโยนคืนมาต่อหน้าลูกน้องเธออีก
เื่นี้ทำให้จ้าวซูรู้สึกเสียหน้าอย่างรุนแรง
บวกกับที่หลินปินเป็เพื่อนร่วมโต๊ะกับอวี๋ซิน เธอจึงคิดว่าเื่ทั้งหมดนี้เป็ฝีมือของอวี๋ซินแน่ๆ
เพราะหลินปินมักจะคอยปกป้องอวี๋ซินอยู่เสมอ
ต้องเป็เพราะนังนี่ไปเป่าหูอะไรหลินปินแน่ๆ เขาถึงได้ปฏิเสธจดหมายรักของเธอ
จ้าวซูยิ่งคิดยิ่งแค้น ตัดสินใจว่าต้องหาคนนอกโรงเรียนมาสั่งสอนอวี๋ซินให้หนัก ให้รู้ซึ้งถึงผลของการมาขวางทางเธอ
ในโรงเรียนถึงเธอจะซ่าแค่ไหนแต่ก็ไม่กล้าทำอะไรรุนแรงเกินไปเพราะคนเยอะ
แต่ถ้าเป็นอกโรงเรียนล่ะก็... มันคนละเื่กันเลย
เธออยากจะจัดการอวี๋ซินยังไงก็ได้ รวมถึงยัยหลิวหยูถงนั่นด้วย
จ้าวซูที่กำลังอารมณ์บูดจากการถูกปฏิเสธรักเดินเข้าห้องเรียนมา พอเดินผ่านโต๊ะของหลิวหยูถง เธอก็จงใจใช้เท้าเตะขาของหลิวหยูถงอย่างแรง
“หลิวหยูถง เดี๋ยวพวกฉันจะออกไปเล่นเน็ต แกแกล้งป่วยซะ แล้วบอกให้อาจารย์ให้พวกฉันไปส่งแกที่โรงพยาบาล แสดงให้เนียนๆ หน่อยล่ะ”
“ถ้าแกไม่เชื่อฟังล่ะก็...”
เธอคิดว่าหลิวหยูถงกลัวเธอหัวหดแล้ว แถมเมื่อวานเพิ่งไถเงินมาได้สองร้อยหยวน ตอนนี้อารมณ์ไม่ดีเลยอยากออกไปหาอะไรทำสนุกๆ
พวกเธอสามคนปรึกษากันแล้วคิดแผนนี้ขึ้นมา
ถ้าพวกเธอลาป่วยเอง อาจารย์ที่ปรึกษาไม่มีทางอนุมัติแน่ๆ ถึงแม้ลุงของเธอจะฝากฝังไว้ก็ตาม
ยิ่งตอนนี้เหลือเวลาอีกแค่เดือนเดียวจะสอบเกาเข่า อาจารย์ก็รู้สันดานพวกเธอดีว่าชอบเที่ยวเล่นและมั่วสุมกับนักเลงนอกโรงเรียน ยิ่งลาง่ายๆ ไม่ได้เลย
แต่หลิวหยูถงไม่เหมือนกัน ภาพลักษณ์ของเธอคือเด็กดี เรียนใช้ได้ อาจารย์ค่อนข้างเอ็นดู
ถ้าเธอบอกว่าป่วย อาจารย์ต้องยอมให้ลาแน่นอน
หลิวหยูถงเองก็กำลังหาเหตุผลจะออกจากโรงเรียนอยู่พอดี พอจ้าวซูเสนอมาแบบนี้ เธอก็แค่ "น้ำเชี่ยวอย่าเอาเรือไปขวาง" แถมยังได้ประโยชน์ด้วย
เธอกลั้นยิ้มแสร้งทำเป็ตัวสั่นหวาดกลัว พูดตะกุกตะกักว่า “คะ...แค่พวกเธอไม่ตีฉันอีก ฉันยอมทำตามทุกอย่างเลย”
จ้าวซูเห็นปฏิกิริยานั้นก็อารมณ์ดีขึ้นมาทันที พูดอย่างลำพองใจว่า “เออ เห็นว่า่นี้แกเชื่องดี ฉันจะยอมปล่อยไปก่อนก็ได้ รีบๆ หน่อยล่ะ อย่าให้ฉันรอนาน!”
พูดจบเธอก็เดินไปนั่งแถวหลังกับลูกน้อง
ความอ่อนแอที่ปรากฏบนใบหน้าหลิวหยูถงหายวับไปในพริบตา มุมปากของเธอแฝงไปด้วยรอยยิ้มเ็า
“อยากจะทำลายใครสักคน ก็ต้องปล่อยให้คนนั้นเหลิงจนบ้าคลั่งเสียก่อน”
“จ้าวซู ชาติที่แล้วแกรังแกฉัน ชาตินี้ยังคิดจะรังแกกันอีก... เดี๋ยวฉันจะทำให้แกรู้ซึ้งเองว่า ความสิ้นหวังที่แท้จริงมันเป็ยังไง!”
