ภายในหมู่บ้านคุณิ โม่เชี่ยนนีกำลังนั่งอยู่บนบันไดบ้าน ที่มือถือโทรศัพท์สำหรับใช้ติดต่อกับหยางเฉิน
สายตาของเธอเหม่อมองไปยังประตูบ้าน สีหน้าดูเป็กังวลค่อยๆ บ่นอุบอิบออกมา
“หยางเฉินเ้างี่เง่า เ้าหมูโง่ ฉันบอกให้นายกลับมาเร็วๆ แต่นี่นายก็ยังไม่โผล่มาให้ฉันเห็น นายเป็ผู้ชายประสาอะไรกัน ถึงต้องทำให้คนรักของนายต้องรอ ถ้านายยังไม่กลับมา... หวังว่าคงจะไม่มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นนะ... ฉันจะให้เวลานายสามวินาทีเท่านั้น ถ้าฉันนับถึงสามแล้วนายยังไม่มาละก็... หนึ่ง... สอง... สาม”
สายตาของเธอยังคงมองไปที่ประตูบ้านอย่างผิดหวัง
หม่ากุ้ยฟางกำลังนำน้ำข้าวที่เหลืออยู่ออกจากโต๊ะ เธอตักข้าวใส่ชามสามชามเอาไว้ เมื่อเห็นว่าลูกสาวใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวก็อดที่จะพูดพร้อมทั้งรอยยิ้มไม่ได้
“เด็กน้อย ต่อให้หนูขอพรพระเ้าไปก็ไม่ได้อะไรหรอก ทางที่ดีลูกควรจะมาช่วยแม่จัดโต๊ะอาหารดีกว่า ลูกหยางไม่ได้บอกผ่านทางโทรศัพท์เหรอว่าเขาจะมาให้ทันกินมื้อนี้กับพวกเรา”
“แม่…” โม่เชี่ยนนีเอ่ยด้วยใบหน้าที่เป็กังวล “แม่ดูผ่อนคลายเกินไปแล้ว แม่ไม่เป็ห่วงหยางเฉินบ้างหรือไง?”
“จุ๊จุ๊” หม่ากุ้ยฟางอมยิ้มกล่าวว่า “ดูสาวสวยคนนี้สิ ไม่ทันไรก็อดเป็ห่วงคนรักของตัวเองไม่ได้ซะแล้ว”
“หนูไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น หนูหมายถึง...”
“นั่นเป็สิ่งที่ดี” หม่ากุ้ยฟางกล่าว “แม่รู้ว่าลูกเป็กังวล แต่แม่ก็มีชีวิตอยู่มาหลายปีและแม่ก็เข้าใจว่าหากกังวลใจไปก็ไม่ได้อะไร ทางที่ดีเราควรจะดูแลรักษาบ้านของเรา รอคนที่เรารักกลับมาเสียจะดีกว่า”
โม่เชี่ยนนีรู้ว่าแม่ของเธอพูดความจริง เธอจึงทำได้แต่เพียงนั่งอืดอยู่บนโต๊ะอาหาร จ้องมองชามข้าวทั้งสามชามแทน
หม่ากุ้ยฟางไม่รู้ว่าจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี “สาวน้อย เธอจะกินชามเ่าั้แทนข้าวแล้วเหรอ”
“แม่...” โม่เชี่ยนนีละสายตาจากอาหารมามองแม่ของเธอแทน “หนูจะลงไปที่หมู่บ้านไปตามหาหยางเฉิน”
“เด็กคนนี้นี่ แม่บอกแล้วใช่ไหมว่าการรอคอยนั้นเป็ทางที่ดีที่สุด” หม่ากุ้ยฟางเอ่ยห้ามลูกสาวของเธอ
โม่เชี่ยนนีชิงส่ายหัว “สิ่งที่แตกต่างออกไปคือเขามักออกไปเผชิญหน้ากับอันตรายเพียงคนเดียว และทิ้งให้คนรักของเขารอคอยอยู่เื้ั เขาอาจไม่รู้ว่ายังคงมีคนรอเขาอยู่ หนูคงไม่สามารถใจเย็นแล้วนั่งกินอาหารอย่างสบายใจ ในขณะที่หยางเฉินเป็อย่างไรบ้างก็ไม่รู้”
หม่ากุ้ยเฟิงจ้องมองโม่เชี่ยนนีที่กำลังก้าวออกจากประตู “เด็กหนอเด็ก...” หม่ากุ้ยฟางถอนหายใจออกมา
แต่ไม่ทันที่โม่เชี่ยนนีจะเปิดประตูออกมา ประตูก็ถูกเปิดออกจากด้านนอก
หยางเฉินยกยิ้มขึ้นทักทายโม่เชี่ยนนี
“เชี่ยนเชี่ยนน้อย เธอจะออกไปนอกหมู่บ้านพร้อมทั้งใบหน้าบึ้งตึงแบบนั้นไม่ได้นะ”
ใบหน้าของโม่เชี่ยนนีในตอนนี้นั้นทั้งอับอายทั้งโกรธเคือง
เธอยกมือขึ้นเตรียมที่จะตีหยางเฉิน แต่เขากลับหลบได้อย่างรวดเร็ว นั่นทำให้เธอเสียหลักล้มตัว จนต้องใช้แขนทั้งสองรวบลำคอของเขาเอาไว้ และทำให้ร่างกายที่อ่อนนุ่มของเธอแนบชิดไปกับเขา
ก้อนเนื้อสองก้อนแนบลงไปกับหน้าอกของหยางเฉินอย่างพอดิบพอดี
หยางเฉินโอบเอวของโม่เชี่ยนนีเอาไว้อย่างมีความสุข เขาค่อยๆ ลูบหลังของโม่เชี่ยนนีเพื่อปลอบใจเธอ ก่อนจะพูดด้วยรอยยิ้มว่า “ดูสิ ทั้งคุณกับคุณแม่ของคุณกำลังรอให้ผมกลับมากินข้าวที่บ้าน ผมก็ต้องกลับมาให้ทันอยู่แล้ว”
โม่เชี่ยนนีซุกหน้าเข้ากับลำคอของหยางเฉินพลางสะอื้น ดวงตาชุ่มชื่นไปด้วยน้ำตา “นายแกล้งฉัน นายเสียบกระดาษบอกพวกเราว่าจะออกไปข้างนอก แต่ฉันก็ติดต่อนายไม่ได้ และตอนที่ติดต่อนายได้ นายก็ตัดสาย นายอยากให้ฉันเป็ห่วงนายจนตายใช่มั้ย เ้าคนเลว!”
“สถานการณ์ค่อนข้างจะซับซ้อน ผมไม่้าให้คุณเข้ามาเสี่ยงด้วย” หยางเฉินเค้นรอยยิ้มพร้อมกับกล่าวขึ้น
“ไม่ว่าอย่างไรนายก็ต้องชดเชยให้ฉัน” โม่เชี่ยนนีกล่าวด้วยความโกรธ
“ชดเชย? ชดเชยยังไง?” หยางเฉินถาม
โม่เชี่ยนนีพ่นลมหายใจออกมา ริมฝีปากแดงระเรื่อค่อยๆ เคลื่อนเข้าไปประกบปากของหยางเฉิน
เมื่อเห็นว่าหญิงสาวคนนี้มีความ้า หยางเฉินจึงอดที่จะสนุกไปกับรสััที่หวานหอมไม่ได้
หยางเฉินหายตัวไปกว่าครึ่งวัน ถึงแม้จะเป็่สั้นๆ แต่การหายไปของเขาทำให้จิตใจของโม่เชี่ยนนีเป็กังวลขึ้น
ในตอนนี้ทั้งคู่ต่างผูกพันกันอย่างแแ่ เธอกลัวว่าหยางเฉินจะพบกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด และนั่นทำให้ความกังวลของเธอทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น
ดังนั้นเมื่อหยางเฉินกลับมา เธอจึง้าสูดกลิ่นที่คุ้นเคยของเขา กลิ่นที่ทำให้เธอรู้สึกปลอดภัยและอบอุ่น และนั่นก็ทำให้เธอถูกเร้าอารมณ์มากขึ้นทันที
การจูบของทั้งคู่นั้นลึกซึ้ง โม่เชี่ยนนีใจกล้าถึงขนาดยื่นลิ้นของเธอเข้าไปรัดพันลิ้นของหยางเฉินด้วยความรักใคร่ ทั้งคู่ต่างแลกลิ้นกันไปมาอย่างดูดดื่ม ห่างไปไม่ไกลภายในตัวบ้าน หม่ากุ้ยฟางเห็นว่าคนหนุ่มสาวสองคนกำลังจูบกันอย่างดูดดื่มก็เผยสีหน้าซับซ้อนออกมา
ข้างหน้าของเธอเป็ลูกสาวที่กำลังกอดรัดกับชายหนุ่มอยู่ นั่นทำให้เธอรู้สึกพอใจในเวลาเดียวกัน
นี่อาจเป็่เวลาที่เรียกว่าลูกสาวของเธอกำลังมีคนรัก ส่วนเธอนั้นก็ทำได้แต่เพียงเฝ้ามองลูกสาวด้วยความเป็ห่วงเท่านั้น
โม่เชี่ยนนีเริ่มที่จะเจ็บริมฝีปาก แน่นอนว่าตอนนี้มันช้ำไปหมด ในที่สุดทั้งคู่ก็ค่อยๆ แยกออกจากกัน เผยให้เห็นเส้นสีเงินแวววาวที่เชื่อมริมฝีปากของทั้งคู่เอาไว้
หยางเฉินมองโม่เชี่ยนนีที่กำลังหายใจออกมาอย่างร้อนรน ใบหน้าของเธอแดงก่ำเพราะการจูบที่รุนแรงเมื่อครู่
ตอนนี้เธอกำลังปล่อยกระแสบางอย่าง ที่ทำให้คนรักของเธอนั้นสามารถลุ่มหลงไปกับเธอได้ตลอดกาล
หลังจากที่พวกเขาจูบกันอยู่ที่หน้าประตู หยางเฉินค่อยๆ ก้มลงจูบหน้าผากของโม่เชี่ยนนีอีกครั้ง
ใบหน้าของเธอยามนี้ปราศจากความกังวลโดยสิ้นเชิง มันถูกเติมเต็มด้วยความงดงามและความอบอุ่น
นั่นทำให้เธอดูเหมือนกับนางฟ้าบน์ที่งดงามและไร้ที่ติ
หยางเฉินลูบหัวโม่เชี่ยนนีอย่างอ่อนโยน ร่างกายของเธอนั้นดูงดงามไปทุกสัดส่วน หยางเฉินถามขึ้นด้วยรอยยิ้ม
“โม่เชี่ยนนี คุณดูเปลี่ยนไปนะ สัปดาห์ก่อนหน้าคุณยังไม่เป็อย่างนี้เลย เกิดอะไรขึ้นรึเปล่า?”
โม่เชี่ยนนียิ้มออกมาด้วยความสุขทันที “ไม่มีอะไร... ฉันก็แค่อยากจะเป็ผู้หญิงในแบบที่นายชอบก็เท่านั้น”
“โอ้ย... ตายแล้วตายแล้ว กอดกันจูบกันยังพอว่า แต่นี่มาทำกันต่อหน้าของแม่ ลูกไม่กลัวแม่จะอิจฉาจนตายบ้างหรือไง?” หม่ากุ้ยฟางเอ่ยขึ้นขัดอารมณ์ของทั้งคู่
โม่เชี่ยนนีจำได้ว่าแม่ของเธออยู่ด้านหลัง จึงรีบวิ่งออกจากหยางเฉินมาหาหม่ากุ้ยฟางด้วยความอายก่อนจะหอมแก้มแม่ของเธอ “นี่... หนูจูบแม่แล้วนี่ไง!”
“อ๊ะ...”
โดยที่ไม่รอให้แม่ของเธอได้พูด โม่เชี่ยนนีจึงหอมแก้มแม่ของเธอเพิ่มอีกสองสามครั้ง
“เ้าเด็กคนนี้นี่...” หม่ากุ้ยฟางไม่รู้ว่าจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี “ลูกไม่ควรจูบกันตอนที่แม่อยู่ใกล้ๆ ถึงแม้ว่าแม่จะเป็แม่ของลูกก็ตาม หัดระมัดระวังตัวกันเอาไว้บ้างก็ดีนะลูก”
หยางเฉินเข้ามาในตัวบ้าน เมื่อเห็นอาหารวางอยู่บนโต๊ะเขาจึงกล่าวด้วยรอยยิ้ม “แม่ครับ อาหารกับจูบก็คล้ายๆ กัน เพียงแต่ที่เรากินอาหารนั้นก็เพียงแค่อิ่มท้อง แต่รสจูบของโม่เชี่ยนนีนั้นทำให้ผมอิ่มใจไปได้หลายวันเลยทีเดียว”
โม่เชี่ยนนีหน้าแดงขึ้นด้วยทั้งอายและโกรธ “แม่ไม่ต้องไปห่วงหมอนี่แล้ว หนูไม่อนุญาตให้เขากินข้าวกับเรา!”
“เด็กน้อย เลิกล้อเล่นได้แล้ว” หม่ากุ้ยฟางเอ่ยอย่างมีความสุขเมื่อหยางเฉินเรียกเธอว่าแม่ “ลูกหยางนั่งลงเร็วเข้า แม่จะตักอาหารฝีมือแม่มาให้ลูกได้ชิม”
ทั้งสามคนนั่งลงอย่างรวดเร็วและเริ่มรับประทานอาหารอย่างมีความสุข
หม่ากุ้ยฟางและโม่เชี่ยนนีไม่ได้ถามว่าหยางเฉินออกไปทำอะไร ดูเหมือนทั้งคู่จะเข้าใจอะไรบางอย่างทำให้หยางเฉินนั้นมีความสุขมาก
เมื่อทานข้าวไปได้ครึ่งหนึ่ง โม่เชี่ยนนีก็นึกขึ้นมาได้จึงถามหม่ากุ้ยฟางว่า
“แม่อยากไปอยู่กับหนูที่จงไห่มั้ย? หนูคิดว่านั่นจะไม่มีปัญหาอะไรแน่”
หม่ากุ้ยฟางคีบไก่ให้หยางเฉินพลางยิ้มอย่างแ่เบาพร้อมกล่าวว่า “แม่คงยังไม่ไปจงไห่กับลูกหรอก แม่ยังอยากอยู่ที่นี่อีกสักหน่อย”
“ทำไมกันคะ หรือมีอะไรที่เป็ปัญหาที่นั่น?” โม่เชี่ยนนีถามด้วยความกังวล
หม่ากุ้ยฟางชิงส่ายหัวก่อนจะกล่าว “แม่ดีใจแน่นอนที่จะได้ย้ายไปอยู่ที่นั่น แต่แม่ก็ผูกพันกับบ้านหลังนี้และกับหมู่บ้านนี้ ที่แม่ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย ปลูกผัก ทำอาหาร เก็บของขาย บางทีหากแม่ไปอยู่ที่จงไห่แม่ก็คงไม่คุ้นเคยกับกลิ่นมลพิษและพวกเพื่อนบ้านที่มักจะจับกลุ่มนินทาชาวบ้านเขาน่ะนะ”
“แต่แม่ก็ยังไม่แก่นะคะ” โม่เชี่ยนนีกล่าว เธอรู้ว่าแม่ของเธอนั้นต่อให้จะอยู่ในเมืองจงไห่ก็ยังมีงานทำอีกมากมายรอเธออยู่
“ชีวิตก็เหมือนกับตะเกียงน้ำมันนั่นเเหละลูก” หม่ากุ้ยฟางพูดด้วยความหมายลึกซึ้ง
“เมื่อแม่ไปอยู่ที่นั่นก็รังแต่จะขัดความสุขของลูกกับคนรัก ทางที่ดีนั้นลูกน่าจะรีบมีหลานให้แม่ไวๆ จะดีกว่า อีกอย่างลูกไม่คิดหรือว่าชนบทอย่างนี้อากาศดีกว่าในเมืองซะอีก?”
เด็ก?
โม่เชี่ยนนีดูเหมือนจะเข้าใจสิ่งที่แม่ของเธอพูด เธอมองไปยังหยางเฉินอย่างอายๆ
แต่เห็นหยางเฉินที่กำลังซดน้ำซุปอย่างรวดเร็ว ทำให้สีหน้าของเธอเปลี่ยนเป็ว่างเปล่าไปทันที
“ลูกหยางกินช้าๆ ก็ได้ เดี๋ยวจะสำลักน้ำซุปเอานะลูก” หม่ากุ้ยฟางกล่าว
หยางเฉินที่กำลังเคี้ยวข้าวกล่าวอย่างมีเลศนัย “อาหารคุณแม่นั้นอร่อยยิ่งกว่าบรรดาอาหารของเชฟตามโรงแรมอีกนะครับ ผมเลยอดใจไม่ไหว”
“พูดได้ดี หุหุ ชามข้าวของลูกกองกันจะกลายเป็ูเาอยู่แล้ว” หม่ากุ้ยฟางกล่าวด้วยความพอใจ
โม่เชี่ยนนีเห็นแม่ของตนกับหยางเฉินรักใคร่กันดีก็ยิ้มขึ้นอย่างมีความสุข แต่เมื่อคิดถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคตก็อดจะเป็กังวลไม่ได้ เพราะเธอก็เหมือน... เป็มือที่สาม
ในตอนนั้น ฝ่ามือที่อบอุ่นเลื่อนมาวางที่ต้นขาของโม่เชี่ยนนี ค่อยๆ ตบลงเบาๆ สองครั้ง โม่เชี่ยนนียกศีรษะขึ้นมามองหยางเฉินที่กำลังยิ้มให้กับเธอ นั่นทำให้เธอรู้สึกโล่งใจ
ทั้งเขาและเธอต่างมีประสบการณ์ร่วมเป็ร่วมตายด้วยกันมาแล้ว ทำไมเธอจะต้องมาถอนตัวเพราะความกังวลเล็กน้อยนี่อีก?
เมื่อคิดเช่นนั้นโม่เชี่ยนนีก็มีความมั่นใจมากขึ้น
เพราะที่จงไห่กับหมู่บ้านคุนชานนั้น มีเวลาแตกต่างกันพวกเขาจึงบอกลาหม่ากุ้ยฟางเพื่อเดินทางกลับ
ขณะที่ขับรถอยู่บนถนน หยางเฉินกำลังคิดถึงเื่ของเย่จื่อ ซึ่งดูเหมือนว่าโม่เชี่ยนนีจะจำเื่ของเธอไม่ได้แม้แต่นิดเดียว
ส่วนโม่เชี่ยนนีนั้นกำลังคิดถึงเื่ที่เกิดขึ้นบนเครื่องบินตอนไปที่ฮ่องกง เธอไม่ได้ถามถึงเื่ของอันซิน
ตราบใดที่ไม่เป็ปัญหาใดๆ โม่เชี่ยนนีก็อาจยอมรับอันซินได้
