“ขัดให้เรียบอย่าให้มีคม จะทำให้ลูกข้าเป็อันตรายได้” เขาพูดจบก็เดินตรงไปยังด้านหน้า ที่มีนางกำนัลสองสามคนนั่งเย็บตุ๊กตาอยู่
“ข้าขอดูหน่อย” ก่อนนางกำนัลจะยื่นตุ๊กตาที่กำลังเย็บยื่นให้ด้วยกิริยาอ่อนน้อม
“งามแล้วล่ะ ทำแบบนี้อีกหลาย ๆ ตัว เผื่อลูกข้าเกิดมาเป็หญิง นางจะได้มีของเล่น ไม่กวนพระสนมเยว่ซินเกินไปนัก” เขาพูดพลางยื่นตุ๊กตาคืนให้กับนางกำนัล แล้วเดินตรงไปยังสวนด้านหน้า ยืนมองต้นซิ่วโหยว ที่อีกไม่นานก็ใกล้จะออกดอกชูช่อสวยงาม
รัชทายาทจัดการทุกอย่างไว้เรียบร้อย เพื่อรอวันที่ทายาทของเขาจะลืมตาดูโลก ชายหนุ่มทอดสายตาไปด้านหน้าพร้อมหัวใจที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสุข ก่อนจะหวนระลึกถึงวันที่เหมยกู่ล้มป่วยอย่างหนัก ขณะที่นางนอนซมอยู่ ร่างของรัชทายาทก็เดินเข้าไปแล้วย่อตัวลงนั่งด้านข้าง พลางทอดสายตามองหญิงกลางคน ที่มีใบหน้าซีดเผือดเพราะอาการป่วยเรื้อรัง ที่รักษาไม่หายมาแรมเดือน
“รัชทายาท” นางค่อย ๆ ลืมตาขึ้น แล้วเอ่ยเรียกอีกฝ่ายอย่างไม่มีแรงเท่าใดนัก
“หากอยากให้เยว่ซิน ใช้ชีวิตที่เหลืออย่างมีความสุข ก็ทูลขอเสด็จแม่ ยกนางให้กับข้าซะ” คำพูดของรัชทายาททำให้เหมยกุยแปลกใจเล็กน้อย
“แต่ว่าพระองค์ตัดขาดกับนาง นานแล้วนะเพคะ อีกอย่างตอนนี้พระองค์ก็มีพระชายาฟางเหลียนอยู่แล้ว”
“ข้ามาพูดกับเ้าดี ๆ อาการของเ้าอย่างไรก็รักษาไม่หาย หากไม่มีเ้าแล้วเยว่ซินก็ไร้ที่พึ่ง หากเ้ายกนางให้ข้า อย่างน้อยในวังหลวงก็ไม่มีผู้ใดกล้ารังแก” เขาให้เหตุผลพร้อมเก็บซ่อนความรู้สึกไว้ดังเดิม แล้วกล่าวต่อด้วยสุรเสียงราบเรียบ
“ข้าได้ยินมาว่า นางไปตำหนักไผ่เขียวบ่อย ๆ กับองค์ชายสามเองยังเอาตัวไม่รอด จะมีปัญญาใดมาปกป้องนางได้ หากเ้าอยากให้นางปลอดภัยก็จงทำตามที่ข้าบอก แล้วข้าสัญญาว่าจะดูแลนางอย่างดี” เขาพูดจบก็ลุกขึ้นยื่น พลันย่างเท้าเดินจากไป
“เดี๋ยวก่อนเพคะ” คำเอ่ยรั้งของเหมยกุย ทำให้จ้าวเฉินลู่ค่อย ๆ หันมาด้วยสีหน้าราบเรียบ
“พระองค์ต้องสัญญาว่าจะดูแลเยว่ซินอย่างดี อย่าให้พระชายารังแกนางได้ หม่อมฉันจึงจะทำตามประสงค์ของพระองค์” เหมยกุยรู้ว่าแท้จริงแล้ว เยว่ซินมีใจปฏิพัทธ์ต่อเขาอยู่มาก เห็นจากครั้งที่ฟางเหลียนได้ขึ้นเป็พระชายา เยว่ซินก็โศกเศร้าและกินอะไรไม่ได้อยู่หลายเดือน
“ข้ารับปาก”
“ขอบพระทัยเพคะ” เหมยกุยพยายามน้อมกายลง
รัชทายาททอดสายตาไปยังเบื้องหน้า ก่อนจะเผยยิ้มออกมาอย่างมีความสุข เวลานี้เขาได้นางอย่างที่ใจปรารถนา ตามแผนการที่วางไว้ ทำให้เหล่าขุนนางและทุกคนมองว่าการแต่งตั้งพระสนมเยว่ซินครั้งนี้ เป็ไปตามความ้าของเหมยกุยและฮองเฮา หาใช่ความ้าของเขา รวมถึงเยว่ซินด้วยเช่นกัน ที่มองว่าการถูกแต่งตั้งเป็พระสนม หาใช่ความ้าแท้จริงของเขา ชายหนุ่มปกปิดความรู้สึกตัวเองจากทุกคน เพราะยึดมั่นและหยิ่งทะนงในศักดิ์ศรีของตัวเอง ก่อนฝีเท้าของใครบางคนจะเดินมาหยุดด้านหลัง
“ได้เวลาเสวยอาหารแล้วเพคะ” น้ำเสียงคุ้นเคยทำให้เขาค่อย ๆ หันมา พบกับเยว่ซินยืนยิ้มอยู่ ชายหนุ่มละความคิดฟุ้งซ่านทั้งหมด แล้วเดินเข้าไปหา จูงมือนางไปยังโต๊ะอาหาร ท่ามกลางสายตาของหลินหยาง ที่แอบมองพวกเขาอยู่ห่าง ๆ พร้อมความคิด
“เยว่ซิน เ้ามีความสุขบนความทุกข์ของพระชายามานานหลายเดือนแล้ว ถึงเวลาที่เ้าต้องคืนทุกอย่างให้พระชายาฟางเหลียน” แววตาสั่นไหวของหลินหยางจับจ้องไปยังภาพตรงหน้า แล้วกำมือแน่น คับแค้นใจแทนเ้านายของตน
ขณะที่พระสนมเยว่ซินเดินออกมารับลมด้านนอก พร้อมสายลมอ่อนพัดมาปะทะกาย เวลานี้นางมีความสุขอย่างมาก ที่ได้อยู่ร่วมกับคนที่รัก สายตาอ่อนโยนก้มมองครรภ์ที่ค่อย ๆ โตขึ้นทุกวันด้วยความภูมิใจ ก่อนเสียงฝีเท้าของใครบางคนจะหยุดยืนอยู่ด้านหลัง เยว่ซินที่ไม่ทันระวังตัว พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน พร้อมมือยังคงลูบครรภ์อย่างอ่อนโยน
“พระองค์ทรงบรรทมก่อนเถิดเพคะ หม่อมฉันขอรับลมอีกหน่อย แล้วจะตามเข้าไป”
“ถวายพระพรเพคะ” เมื่อเสียงที่ตอบกลับมาไม่ใช่รัชทายาท เยว่ซินขมวดคิ้วแปลกใจเล็กน้อย ก่อนจะหันมาพบกับร่างของหลินหยางยืนอยู่ ในกิริยานอบน้อม
“หลินหยาง เป็เ้าหรอกเหรอ”
“หม่อมฉันได้รับคำสั่งจากพระชายา ให้มาหาพระสนมเพคะ” หญิงสาวชะงักนิ่งครู่หนึ่ง
“มีเื่ใดงั้นรึ”
“หลายเดือนที่ผ่านมา รัชทายาทไม่เสด็จไปหาพระชายา นางเสียใจมากเพคะ ไม่กินอาหาร ไม่ยอมทำอันใดเลย ตอนนี้พระชายารู้แล้ว ว่าแท้จริงในใจของรัชทายาทมีเพียงพระสนมเท่านั้น จึงให้หม่อมมาทูลขอพบพระสนมที่ศาลาร้างท้ายวัง” เยว่ซินนิ่งไปครู่หนึ่ง แล้วถามอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนเช่นเคย
“รู้หรือไม่ ว่าพระชายา้าพบข้าด้วยเื่ใด”
“หม่อมฉันไม่ทราบเพคะ รู้เพียงแต่ว่า นาง้าพบพระสนมอย่างมาก ถึงขนาดกำชับให้หม่อมฉันมาทูลขอ พระชายาจะรออยู่ที่ศาลาร้างท้ายวังในคืนนี้เพคะ” พูดจบหลินหยางก็น้อมกายลงแล้วเดินจากไป ทิ้งความสงสัยให้เยว่ซินกังวลใจจนไม่อาจละเลยได้
พระสนมเยว่ซินตัดสินใจไปตามคำขอของพระชายา นางมุ่งตรงไปยังศาลาร้างท้ายวัง ด้วยตัวคนเดียว เพราะรู้ว่าการผิดหวังจากความรักเ็ปเช่นไร นางเดินดุ่ม ๆ ผ่านตำหนักต่าง ๆ ไปตำลำพังโดยไม่มีฮั่นหยูติดตามเหมือนเคย ด้วยกลัวว่าพระชายาจะรอนาน จึงรีบเดินให้ถึงจุดหมายโดยเร็วที่สุด
เมื่อร่างของพระสนมเยว่ซินมาถึงศาลาร้างท้ายวัง นางหยุดเดินแล้วเลื่อนสายตามองหาพระชายาด้วยความกังวลใจ
“พระชายาเพคะ” นางตัดสินใจเรียก แล้วมองหาอีกฝ่ายพลันย่างเท้าไปเรื่อย ๆ ก่อนจะหยุดชะงักเมื่อเห็นร่างขององค์ชายสาม ยืนอยู่ในศาลาร้างเงียบ ๆ เพียงผู้เดียว พร้อมสายลมพัดโชยมาให้อาภรณ์ของเขาไสวเบา ๆ
