บทที่ 32 จอหงวนบู๊บุกเยือน
เมื่อเห็นเฝิงไต้คุกเข่า หลี่ชิงชิวกลับมีท่าทีสงบนิ่ง เขาเอ่ยถามเรียบๆ ว่า “หมายความว่าอย่างไร ท่านนายอำเภอสืบหาความจริงพบแล้วรึ?”
ในสายตาของเขา การกระทำของพวกเฝิงไต้นั้นไร้ความหมาย เป็เพียงการพยายามชดเชยความรู้สึกผิดในใจตนเองเท่านั้น
ต่อให้อู่เป้าอวี้จะมีความคิดจะสังหารฮ่องเต้อยู่แล้ว ทว่าหากไม่มีการชี้ตัวจากเฝิงไต้ เขาย่อมต้องมีชีวิตอยู่ได้นานกว่านี้แน่นอน
การที่จางยวี่ชุนพาอู่เป้าอวี้ขึ้นเขามา เป็เพียงการเปลี่ยนโชคชะตาของเขา ทว่าคนที่บีบให้อู่เป้าอวี้ต้องมุ่งหน้าสู่เมืองหลวงจริงๆ คือเฝิงไต้
แน่นอนว่าเฝิงไต้มิได้ทำผิด หน้าที่ของขุนนางคือการจับโจร ย่อมเป็เื่ชอบธรรมตามกฎหมาย
หากจะโทษ ก็คงต้องโทษฮ่องเต้ผู้นั้น
ผู้ที่สถาปนาพรรคมาร ลบเลือนความดีความชอบของอู่เป้าอวี้ และยังใส่ร้ายป้ายสีให้อู่เป้าอวี้กลายเป็คนชั่วช้าเลวทราม
เพียงแต่ฮ่องเต้ในโลกนี้เปรียบเสมือนฟากฟ้า และปุถุชนย่อมไม่มีสิทธิ์ไปท้าทายฟ้าได้
“ข้าไปสืบตามที่าุโเซียวบอกมา คุณชายรองตระกูลเซียวนามว่าเซียวจี๋นั้นมีตัวตนอยู่จริง เขาถูกคัดเลือกเข้าเป็องครักษ์วังหลวงั้แ่เยาว์วัย คอยติดตามรับใช้องค์รัชทายาทรุ่นก่อน หลังจากตระกูลเซียวถูกฆ่าล้างครัว บันทึกเกี่ยวกับตัวเขาก็หยุดชะงักลง ไร้ร่องรอยใดๆ อีก ทั้งข้ายังสืบพบว่า ในอดีตองค์รัชทายาทเคยส่งกองกำลังองครักษ์แฝงตัวเข้าไปในพรรคมารจริง ทว่ากลับไม่มีการบันทึกเื่ราวต่อจากนั้นเลย”
เฝิงไต้กัดฟันกล่าว ใบหน้าเต็มไปด้วยความเศร้าสลดและเสียใจ
มือปราบทั้งเก้านายก็มีสีหน้าย่ำแย่ไม่แพ้กัน เมื่อได้รับรู้ถึงอดีตของอู่เป้าอวี้ และได้ยินว่าวีรบุรุษเช่นนี้ต้องตายไปพร้อมกับคำตราหน้าว่าเป็คนชั่ว ปณิธานของพวกเขาก็สั่นคลอน
พวกเขาเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าราชสำนักที่พวกเขารับใช้อยู่นั้นเป็ไปตามที่คิดไว้หรือไม่ และความยุติธรรมยังคงมีอยู่บนโลกนี้จริงหรือ
หากแม้แต่ฮ่องเต้ยังเป็ต้นตอของความชั่วร้ายที่สุด แล้วมือปราบตัวเล็กๆ ที่ดิ้นรนอยู่ในชั้นล่างสุดเช่นพวกเขาจะทำสิ่งใดได้?
หลี่ชิงชิวจ้องมองเขาแล้วถามว่า “เพียงเท่านี้ เ้าก็เชื่อเขาแล้วรึ?”
“หลังจากาุโเซียวสิ้นชีพในวังหลวง บันทึกคดีเกี่ยวกับเซียวจี๋ก็ถูกทำลายทิ้งทันที ข้าไปสอบถามท่านข้าหลวง ท่านเองก็ดูสับสนทว่ากลับสั่งห้ามมิให้ข้าซักไซ้ต่อ เื่ราวจะมาประจวบเหมาะเช่นนี้ได้อย่างไร?”
เฝิงไต้กล่าวด้วยความแค้นเคือง ในใจมิอาจสงบลงได้เลย
หลี่ชิงชิวทอดถอนใจ “าุโอู่ตอนอยู่บนเขานั้นเป็คนพูดน้อย ข้ากับเขาไม่ได้สนทนากันมากนัก ข้าเองก็มิอาจตัดสินได้ว่าเื่ใดจริงหรือเท็จ ข้ารู้เพียงเื่เดียว คือเขาจากไปแล้ว พวกเราจงทำเหมือนเขาไม่เคยมาที่นี่เถอะ การมานั่งเสียใจตอนนี้ไม่มีประโยชน์อันใด”
กล่าวจบ เขาก็หมุนตัวเดินขึ้นเขาต่อไป
“เดี๋ยวก่อน ท่านเ้าสำนัก ท่านคิดว่าเื่นี้ควรจะจบลงเช่นนี้รึ?” เฝิงไต้ะโถาม
“ข้าเป็เพียงเ้าสำนักคนหนึ่ง ข้าเพียงอยากปกป้องเหล่าศิษย์ของข้าให้ดี อู่เป้าอวี้มิใช่คนของสำนักชิงเซียวแต่แรก สำหรับข้าแล้ว เื่มันก็ควรจะเป็เช่นนั้นจริงๆ”
หลี่ชิงชิวมิได้หยุดฝีเท้า และมิได้หันกลับมามอง
สีหน้าของเฝิงไต้แปรเปลี่ยนไปมาอย่างรวดเร็ว ทว่ากลับมิอาจเอ่ยคำใดออกมาได้อีก
เมื่อร่างของหลี่ชิงชิวหายลับไปที่หัวมุมทางเดิน เหล่ามือปราบจึงพากันลุกขึ้นไปพยุงเฝิงไต้
“ท่านใต้เท้า เื่นี้เกี่ยวข้องกับอำนาจล้นฟ้าของฮ่องเต้ พวกเรายุ่งไม่ได้หรอกขอรับ แม้แต่สำนักชิงเซียวเองก็ยุ่งไม่ได้” มือปราบาุโคนหนึ่งกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น เขาเป็คนที่รับใช้ราชการนานที่สุดในกลุ่ม และจิตใจของเขาก็เ็าต่อโลกไปนานแล้ว
เฝิงไต้สูดลมหายใจเข้าลึก เขาหันกลับมามองมือปราบทั้งเก้านาย แววตาแปรเปลี่ยนไปจากเดิม เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เด็ดเดี่ยวอย่างยิ่งว่า
“เพราะไม่มีใครกล้ายุ่ง ข้าจึงต้องยุ่ง ข้ายอมรับว่าเส้นทางนี้อาจมีโอกาสรอดเพียงหนึ่งในสิบ ข้าจะไม่บังคับให้พวกเ้าเดินไปกับข้า ทว่าต่อให้ร่างกายต้องแหลกสลาย ข้าก็จะขอทวงคืนความบริสุทธิ์ให้แก่าุโเซียว และตีแผ่ความชั่วร้ายให้ปรากฏต่อใต้หล้า!”
เขาหมุนตัวเดินจากไป มือซ้ายกุมอยู่ที่ด้ามดาบข้างเอวแน่นจนเส้นเืหลังมือปูดโปน
มือปราบทั้งเก้านายตกอยู่ในความเงียบ พวกเขามิได้มองหน้ากัน ทว่าหลังจากนั้นไม่นาน ทุกคนก็เริ่มก้าวเท้าเดินตามเฝิงไต้ไป
เสี่ยวปาบินวนเวียนอยู่บนฟากฟ้า มันก้มมองลงมา เห็นเฝิงไต้และพวกเป็เพียงจุดเล็กๆ ประดุจมดปลวก
หลังผ่านพ้น่เทศกาลตรุษจีน แผนการขยายสำนักชิงเซียวยังคงดำเนินต่อไป จางยวี่ชุนกลายเป็คนที่ยุ่งที่สุด เขามักจะพาหวงซานและอวี๋หลินลงเขาบ่อยครั้ง สิ่งนี้ทำให้หวงซานและพวกเติบโตขึ้นมาก ท่าทางการพูดจาและการจัดการเื่ราวดูสุขุมกว่าศิษย์คนอื่นๆ อย่างเห็นได้ชัด
หลี่ชิงชิวรับหน้าที่เพียงตัดสินใจเื่ใหญ่และคอยควบคุมดูแลการก่อสร้างในแต่ละจุดเท่านั้น
เมื่อฤดูใบไม้ผลิจวนจะสิ้นสุด อู๋หมานเอ๋อร์และหลี่ซื่อเฟิงก็ทะลวงเข้าสู่ ขั้นบำรุงปราณ ระดับที่ 2 ตามกันมาติดๆ ทำให้หลี่ชิงชิวดีใจยิ่งนัก
พลังรบของขั้นบำรุงปราณระดับที่ 2 นั้นเพียงพอจะเทียบเคียงยอดฝีมือชั้นแนวหน้าในยุทธภพ หรืออาจจะเรียกได้ว่าเป็ระดับหัวกะทิในกลุ่มยอดฝีมือชั้นหนึ่งเลยทีเดียว
หลังจากบรรลุขั้นที่ 2 หลี่ซื่อเฟิงก็เริ่มอยู่ไม่สุข เขาไปหาหลี่ชิงชิวเพื่อขออนุญาตติดตามจางยวี่ชุนลงเขาไปในครั้งหน้าด้วย
หลี่ชิงชิวลังเลอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ยอมตกลง แม้หลี่ซื่อเฟิงจะอายุยังไม่เต็มสิบสี่ปี ทว่าหากวัดกันที่ฝีมือ เขานั้นร้ายกาจกว่ากลุ่มของจางยวี่ชุนมหาศาล อีกทั้งการมีหลี่ซื่อเฟิงอยู่ด้วย ก็เหมือนจางยวี่ชุนมี "ป้ายประกาศที่มีชีวิต" คอยช่วยดึงดูดศิษย์ใหม่
เมื่อได้รับอนุญาต หลี่ซื่อเฟิงก็ดีใจสุดขีด เขารีบไปบอกจางยวี่ชุนทันที ซึ่งจางยวี่ชุนเองก็ยินดีมาก เพราะเขารู้ซึ้งถึงฝีมือของหลี่ซื่อเฟิงดี
ผลคือในวันรุ่งขึ้น จางยวี่ชุนก็พาหลี่ซื่อเฟิง หวงซาน และอวี๋หลิน ลงเขาไปทันที
หลังยามเที่ยงวัน หลี่ชิงชิวและเหล่าศิษย์นับสิบคนพำนักอยู่ในลานเรือน สายตาจับจ้องไปที่หยางเจวี๋ยติ่งและอู๋หมานเอ๋อร์
ทั้งสองกำลังจะประลองฝีมือกัน
ก่อนหน้านี้อู๋หมานเอ๋อร์ฝึกยุทธกับเจียงจ้าวเซี่ย ทว่าต่อมาเจียงจ้าวเซี่ยไม่มีเวลาสอน หยางเจวี๋ยติ่งจึงรับหน้าที่สอนอู๋หมานเอ๋อร์แทน
นับแต่รับตัวอู๋หมานเอ๋อร์มา หยางเจวี๋ยติ่งก็แทบจะถ่ายทอดทุกอย่างที่มีให้จนหมดสิ้น เขาทุ่มเทสอนยิ่งกว่าตอนสอนหลี่ซื่อเฟิงเสียอีก แม้แต่ ‘ฝ่ามือเทพเก้าชั้นฟ้า’ ฉบับปรับปรุงใหม่เขาก็ถ่ายทอดให้อู๋หมานเอ๋อร์ไปแล้ว
ทั้งสองยืนห่างกันสิบก้าว ตั้งท่าเตรียมพร้อม
อู๋หมานเอ๋อร์เพิ่งจะอายุครบสิบห้าปี ทว่าร่างกายสูงใหญ่ถึงเก้าเซียะ (ราว 2 เมตร) ในราชวงศ์ต้าหลีส่วนสูงระดับนี้ถือว่าหาได้ยากยิ่ง เขามีร่างกายกำยำล่ำสันจนชุดประจำสำนักดูรัดแน่นไปหมด
แม้รูปร่างจะดูน่าเกรงขาม ทว่าเขากลับมีใบหน้าที่ดูซื่อสัตย์จริงใจ มักจะประดับด้วยรอยยิ้มซื่อๆ อยู่เสมอ แม้แต่ยามนี้ก็เช่นกัน
ทว่าหยางเจวี๋ยติ่งที่เผชิญหน้ากับเขากลับยิ้มไม่ออก ต่อเมื่อได้เผชิญหน้ากับอู๋หมานเอ๋อร์จริงๆ ถึงจะััได้ถึงแรงกดดันมหาศาล
ขั้นบำรุงปราณ ระดับที่ 2 กลับยกระดับพลังได้มหาศาลเพียงนี้เชียวรึ?
หยางเจวี๋ยติ่งลอบตระหนกในใจ ในสายตาของเขา อู๋หมานเอ๋อร์ดูไร้ซึ่งช่องโหว่ เขารู้สึกว่าไม่ว่าจะโจมตีจากทิศทางใด ก็ล้วนแต่จะถูกตอกกลับด้วยพลังอันน่าสะพรึงกลัวทั้งสิ้น
หลีตงเยว่อุ้มหยวนหลี่น้อยไว้ หยวนหลี่วัยเกือบสองขวบเอียงคอจ้องมองการประลองด้วยตาใสแป๋ว
เฉิงชางไห่ยืนดูอยู่วงนอก เขาสงสัยใคร่รู้ในการประลองครั้งนี้เช่นกัน
ฝีมือของหยางเจวี๋ยติ่งเขาไม่กังขา ทว่าเขาอยากรู้ว่าอู๋หมานเอ๋อร์จะเก่งกาจเพียงใด
ก่อนหน้านี้เขาเห็นอู๋หมานเอ๋อร์แบกท่อนซุงหนักสองพันชั่งขึ้นเขามาคนเดียว นั่นทำเอาเขาแทบสติหลุด
“หมานเอ๋อร์ ข้าจะลงมือแล้วนะ”
กล่าวจบ หยางเจวี๋ยติ่งก็พุ่งเข้าหาอู๋หมานเอ๋อร์ในอึดใจเดียว สองฝ่ามือรวดเร็วดุจวายุ ฟาดเข้าใส่อู๋หมานเอ๋อร์อย่างต่อเนื่อง
อู๋หมานเอ๋อร์ที่ดูเหมือนจะเชื่องช้าเพราะร่างกายใหญ่โต ทว่าเมื่อเผชิญกับการจู่โจมอันดุดันของหยางเจวี๋ยติ่ง เขากลับหลบหลีกได้อย่างง่ายดาย ฝีเท้าของเขาขยับเปลี่ยนตำแหน่งตลอดเวลาโดยมิได้รุกคืบหรือล่าถอย
เขาหลบฝ่ามือทั้งสองข้างของหยางเจวี๋ยติ่ง พร้อมกับใช้มือปัดป้องลูกเตะของอีกฝ่ายไว้ได้อย่างมั่นคง
เหล่าศิษย์สำนักชิงเซียวนั้นมองตามกระบวนท่าของหยางเจวี๋ยติ่งไม่ทันเลยแม้แต่น้อย พวกเขารู้สึกเพียงว่าหยางเจวี๋ยติ่งดูเหมือนมีมือและเท้ามากมายกวาดแกว่งไปมาจนลายตาไปหมด
แม้จะมองกระบวนท่าไม่ออก ทว่าพวกเขาก็มองสถานการณ์ออก
“อาซู่อู๋ (อู๋หมานเอ๋อร์) เก่งกาจนักเ้าค่ะ”
“นั่นสิ นึกไม่ถึงว่าฝีมือเขาจะดีขนาดนี้ นึกว่าจะมีแต่พละกำลังเสียอีก”
“ลมจากแรงปะทะแรงนัก พัดมาโดนหน้าข้าเลย”
“นี่น่ะหรือคือลมปราณภายใน?”
“นี่ยังแค่เริ่มต้น ลมปราณที่แท้จริงมีอำนาจทำลายล้างสูงกว่านี้มาก พวกเขายังไม่เอาจริงกันหรอก”
เหล่าศิษย์กระซิบกระซาบวิจารณ์กัน สายตาไม่ละไปจากร่างของทั้งสองคนเลย
ฉินเยี่ยกุมพลองยาวไว้แน่น สายตาจ้องเขม็งไปที่ทั้งคู่
นับแต่อู๋เป้าอวี้ถ่ายทอดเพลงพลองสยบมารหมื่นทัพให้ แม้เขาจะมิได้ประลองกับศิษย์คนอื่น ทว่าใครๆ ก็มองเห็นความเปลี่ยนแปลงในตัวเขา ร่างกายเขากำยำขึ้น แววตาคมกริบ และมีกลิ่นอายสังหารแผ่ออกมาจนศิษย์หลายคนไม่กล้าล้อเล่นกับเขาเหมือนแต่ก่อน
รัศมีพลังของหยางเจวี๋ยติ่งพุ่งสูงขึ้นฉับพลัน ปรากฏกระแสลมหมุนรอบกาย การโจมตีรุนแรงขึ้นจนชักนำเอาฝุ่นหินปลิวว่อน อู๋หมานเอ๋อร์ก็เลิกตั้งรับ เมื่อเขาเริ่มออกหมัด ทั้งคู่ก็เข้าสู่การปะทะกันอย่างเต็มรูปแบบ
เสียงปะทะของหมัดและฝ่ามือดังสนั่นหวั่นไหว ทำเอาเหล่าศิษย์ใจเต้นระทึก
อู๋หมานเอ๋อร์ในยามที่เอาจริงมิได้ยิ้มซื่อๆ อีกต่อไป สีหน้าของเขาเคร่งขรึมเ็า ประกอบกับร่างกายที่กำยำทำให้ดูน่าเกรงขามยิ่งนัก แม้หยางเจวี๋ยติ่งจะมิตกเป็รองจนต้องล่าถอย ทว่าภาพที่เห็นกลับทำให้รู้สึกว่าเขาดูแข็งแกร่งไม่เท่าอู๋หมานเอ๋อร์
เฉิงชางไห่ลอบกลืนน้ำลาย ในใจบังเกิดความสั่นสะท้าน
เพียงแค่การต่อสู้ด้วยมือเปล่ายังมีรัศมีพลังถึงเพียงนี้ ทั้งสองคนก้าวข้ามระดับยอดฝีมือชั้นหนึ่งไปแล้ว! สำนักชิงเซียวมีคนไม่มาก ทว่ากลับซ่อนัหมอบพยัคฆ์ซุ่มไว้จริงๆ!
หลี่ชิงชิวมองดูพลางพยักหน้าเห็นชอบ หากวัดกันที่รัศมีพลัง ทั้งคู่ก้าวข้ามหลวี่ไท่โต่วไปแล้ว ต่อให้พันธมิตรเจ็ดบรรพตยกพวกมาบุกในตอนนี้ สำนักชิงเซียวก็มีบารมีพอจะต้านทานได้อย่างมั่นคง
หยางเจวี๋ยติ่งหลังจากตกตะลึงใน่แรก เขาก็เริ่มรู้สึกฮึกเหิมขึ้นมา
อู๋หมานเอ๋อร์ทำให้เขาััได้ถึงคู่มือที่คู่ควรหลังจากห่างหายไปนาน แม้เขาจะเริ่มมีอาการาเ็จากการปะทะ ทว่าเขากลับรู้สึกปลอดโปร่งใจยิ่งนัก
สู้แบบนี้มันสะใจกว่าไปฟัดกับไอ้าาหัวขโมยเฉิงชางไห่นั่นเยอะ!
ทั้งคู่มิได้ใช้ฝ่ามือเทพเก้าชั้นฟ้า ปะทะกันเพียงวรยุทธพื้นฐานทว่าดุดัน ทำเอาคนดูเืลมพุ่งพล่านตามไปด้วย
“หยุด”
เสียงของหลี่ชิงชิวพลันดังขึ้น ทั้งสองหยุดชะงักทันที ค้างอยู่ในท่วงท่าที่กำลังจะฟาดหมัดและฝ่ามือใส่กัน
หมัดของอู๋หมานเอ๋อร์กำลังจะชกจากบนลงล่างดุจพยัคฆ์ตะปบเหยื่อ ส่วนฝ่ามือของหยางเจวี๋ยติ่งฟาดออกมาจากเอว มุ่งจากล่างขึ้นบนดุจัทะยานฟ้า
สีหน้าของทั้งคู่เปลี่ยนไปทันที อู๋หมานเอ๋อร์กลับมาทำหน้าซื่อๆ ตามเดิม หันมองหลี่ชิงชิว
“กำลังสู้สนุกๆ เลย ท่านจะสั่งหยุดทำไม?” หยางเจวี๋ยติ่งหันมามองหลี่ชิงชิวพลางถามด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ
เหล่าศิษย์คนอื่นๆ ก็มองหลี่ชิงชิวด้วยสายตาไม่เข้าใจเช่นกัน
กำลังจะเข้าด้ายเข้าเข็มเลยเชียว
หลี่ชิงชิวยกถ้วยน้ำชาร้อนขึ้นจิบ แล้วกล่าวเบาๆ ว่า “มีแขกทางไกลกำลังจะมาเยือน อย่าได้ส่งเสียงดังรบกวนแขกเขาเลย”
แขกทางไกลรึ?
ทุกคนพากันสงสัย ต่างหันไปมองทางซุ้มประตูสำนัก ทว่ากลับไม่เห็นร่องรอยของผู้ใดเลย
หยางเจวี๋ยติ่งชักมือกลับ กำลังจะบ่นอุบายต่อ ทว่าพลันมีเสียงหนึ่งดังแว่วมาจากทิศทางซุ้มประตูสำนัก:
“ผู้น้อยหลี่อาง จอหงวนบู๊ แห่งราชวงศ์ปัจจุบัน ใคร่ขอท้าประลองกับยอดฝีมืออันดับหนึ่งของทุกสำนักในยุทธภพเพื่อแลกเปลี่ยนวิถีแห่งยุทธ ไม่ทราบว่าสำนักชิงเซียวมียอดคนท่านใดกล้ารับคำท้าบ้างหรือไม่!”
ทุกคนต่างพากันตกตะลึง มีคนมาท้าประลองจริงๆ รึ?
ท่านเ้าสำนักรู้ล่วงหน้าได้อย่างไร?
หลี่ชิงชิวมองไปทางหยางเจวี๋ยติ่งและอู๋หมานเอ๋อร์พลางถามยิ้มๆ “พวกเ้าสองคนไปต้อนรับเขาหน่อยสิ ใครจะลงมือก็ได้ ทว่าอย่าได้ลงมือจนเขาถึงแก่ความตายเสียเล่า อย่างไรเขาก็เป็ถึงจอหงวนบู๊ ภูมิหลังมิใช่ธรรมดา”
หยางเจวี๋ยติ่งพยักหน้า หมุนตัวเดินจากไปทันที อู๋หมานเอ๋อร์และศิษย์คนอื่นๆ ต่างพากันวิ่งตามไปดูด้วยความตื่นเต้น
ในลานเรือนหลงเหลือเพียงหลี่ชิงชิว หลีตงเยว่ และหยวนหลี่น้อย
รอยยิ้มบนใบหน้าของหลี่ชิงชิวเลือนหายไป เขาขมวดคิ้วเล็กน้อยพลางจมดิ่งลงสู่ความทรงจำในอดีต
ชื่อหลี่อางนี้ เหมือนเขาจะเคยได้ยินมาก่อน... แซ่หลี่เหมือนกันเสียด้วย หรือว่าจะเป็คนในตระกูลนั้น?
